ดร.จารุรัตน์ ชัยยศบูรณะ ผู้บริหารกลุ่มบริษัทสีเบเยอร์เปิดเผยว่า สีเบเยอร์เข้าร่วมพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับ ธนาคารเกียรตินาคิน เพื่อสนับสนุนโครงการ “สินเชื่อเพื่อสิ่งแวดล้อม (Green Loan)”
โดยความร่วมมือครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้เบเยอร์กลายเป็นผู้ผลิตสีและเคมีภัณฑ์ก่อสร้างรายแรกและรายเดียวในไทย ที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็น “วัสดุสีเขียว” (Green Material) สำหรับใช้ในโครงการเงินกู้สีเขียวของธนาคารเกียรตินาคิน
โดยจะถูกนำไปใช้ในงานก่อสร้างและปรับปรุงอาคารที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม การลดการใช้พลังงาน และการลดคาร์บอนฟุตพรินต์
การได้รับคัดเลือกครั้งนี้ เกิดจากคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์สีเบเยอร์ที่ผ่านมาตรฐานสีเขียว (Green Label) ในระดับสากล รวมถึงเทคโนโลยีสีเย็น (Heat Reflective) และสูตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่พัฒนามาอย่างต่อเนื่องกว่า 20 ปี
โดยกระบวนการคัดเลือกเป็นไปอย่างเข้มข้นตามเกณฑ์มาตรฐานสีเขียวระดับสากล ทำให้เบเยอร์ผ่านเข้ารอบสุดท้าย (Finalist) และได้รับการจัดอันดับให้เป็นแบรนด์อันดับ 1 ของวัสดุก่อสร้างสีเขียวในกลุ่มผลิตภัณฑ์สีและเคมีภัณฑ์ก่อสร้าง สะท้อนถึงคุณภาพและความเชื่อมั่นของภาคการเงินที่มีต่อผลิตภัณฑ์ของเบเยอร์
ด้านการผลักดันอาคารสีเขียว สู่เป้าหมาย Net Zero นั้น ทางโครงการ Green Loan ของธนาคารเกียรตินาคินมุ่งส่งเสริมให้ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์และเจ้าของอาคาร เข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ สำหรับใช้วัสดุที่ผ่านเกณฑ์สีเขียว รวมถึงผลิตภัณฑ์สีและเคมีภัณฑ์จากเบเยอร์
โดยความร่วมมือนี้คาดว่าจะช่วยให้ภาคก่อสร้างของไทยมีศักยภาพในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการก่อสร้างและใช้อาคาร, เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและทำให้อาคารเย็นขึ้น, สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่อาคารมาตรฐานสากลด้านสิ่งแวดล้อม และก้าวสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน
“เราไม่ได้มุ่งพัฒนาเฉพาะผลิตภัณฑ์เรือธงอย่างเบเยอร์คูลเท่านั้น แต่ตั้งใจให้ทุกผลิตภัณฑ์ภายใต้ชื่อเบเยอร์ สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด” ดร.จารุรัตน์กล่าว
ทั้งนี้ เบเยอร์ดำเนินธุรกิจปีที่ 65 ภายใต้ปณิธาน Ecowellness Innovation-สีนวัตกรรม รักษ์โลก รักคุณ โดยเป็นรายแรกในไทยที่พัฒนาสีสะท้อนความร้อนอย่างจริงจัง พร้อมลงทุนในเทคโนโลยี AVID, ระบบผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ และขนส่งอัจฉริยะ เพื่อขับเคลื่อนทุกกระบวนการสู่ Net Zero
เบเยอร์ยังคงมุ่งมั่นเป็นผู้นำด้าน “สีรักษ์โลก” อย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่การลดคาร์บอนในตัวเลข แต่คือการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อโลก ผู้คน และอนาคตของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
