Skip to content

ทิสโก้ แนะขายทำกำไรหุ้นสหรัฐ โยกเงินซื้อตราสารหนี้โลก-หุ้นปันผล

14 ส.ค. 2568 | 12:54น.
ทิสโก้ แนะขายทำกำไรหุ้นสหรัฐ โยกเงินซื้อตราสารหนี้โลก-หุ้นปันผล

ธนาคารทิสโก้ ชี้หุ้นสหรัฐจ่อปรับฐาน หลังราคาขึ้นแรงสวนทางภาวะเศรษฐกิจที่ส่งสัญญาณอ่อนตัว จากอัตราภาษีนำเข้าที่เพิ่มขึ้น ฉุดกำไรจดทะเบียนลดลงตาม แนะใช้จังหวะนี้ขายทำกำไร โยกเงินเข้าซื้อตราสารหนี้โลก รับอัตราดอกเบี้ยในระดับสูง-มีโอกาสรับผลตอบแทนจากส่วนต่างราคา พร้อมเชียร์ซื้อหุ้นปันผลทั่วโลก-ไทย

นายณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์ Head of Wealth Advisory ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมาหุ้นสหรัฐปรับขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่องรับข่าวสงครามการค้าที่มีความชัดเจนมากขึ้น แต่การปรับขึ้นในครั้งนี้กลับสวนทางกับแนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียนที่อาจปรับลดลงจากต้นทุนสินค้าที่เพิ่มขึ้นตามอัตราภาษีนำเข้า

นอกจากนี้ ตัวเลขชี้วัดเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มส่งสัญญาณอ่อนแอ โดยเฉพาะดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตเดือนกรกฎาคมที่หดตัวเป็นเดือนที่ 5 และการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐได้ชะลอตัวลงมากกว่าที่คาด จนเพิ่มความเสี่ยงที่หุ้นสหรัฐจะเจอแรงขายและปรับฐานลง ดังนั้น ธนาคารทิสโก้จึงแนะนำให้ผู้ลงทุนที่มีหุ้นสหรัฐใช้จังหวะนี้ “ขายทำกำไร” หุ้นสหรัฐ และโยกเงินเข้าซื้อตราสารหนี้โลก รวมถึงหุ้นปันผลทั่วโลกและหุ้นปันผลของไทย ซึ่งมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่น่าสนใจกว่า

“ราคาหุ้นสหรัฐปรับขึ้นแรงจนทำให้ค่า P/E พุ่งแตะระดับกว่า 22.4 เท่า ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีที่อยู่ที่ 18.6 เท่า และหากเทียบกับผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปีที่อยู่ที่ 4.5% หมายความว่า ค่าเชิดชูความเสี่ยง (Equity Risk Premium) ของหุ้นอยู่เพียง 2.5% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 4.5% อย่างมีนัยสำคัญ และถือเป็นหนึ่งในระดับที่แพงที่สุดในรอบ 30 ปี

นอกจากนี้ ผู้ลงทุนอาจละเลยประเด็นต้นทุนของผู้ประกอบการที่จะเพิ่มขึ้นจากภาษีนำเข้าในอัตราที่สูงขึ้นจากเฉลี่ย 2.5% เป็น 18% โดยคาดว่าผู้ประกอบการจะส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังผู้บริโภคภายในระยะเวลาประมาณ 3 เดือนหลังจากต้นทุนปรับตัวสูงขึ้น” นายณัฐกฤติกล่าว

นายณัฐกฤติกล่าวอีกว่า ในขณะเดียวกันการลงทุนในตราสารหนี้โลกกลับมีความน่าสนใจมากขึ้นจากอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ระดับสูงและธนาคารกลางต่าง ๆ ทั่วโลกยังมีทิศทางปรับตัวลดลงจากสภาพเศรษฐกิจที่อ่อนแอลง ทำให้โอกาสการลงทุนในกองทุนตราสารหนี้โลกที่มีอายุระยะกลางถึงยาวที่นอกจากผู้ลงทุนจะได้อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ระดับสูงแล้วยังมีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากส่วนต่างราคา (Capital Gain) อีกด้วย

ส่วนผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง หุ้นที่ยังน่าสนใจช่วงนี้ได้แก่ หุ้นกลุ่มปันผลสูงทั่วโลก (High Dividend) ที่มีการจ่ายปันผลที่สูงและสม่ำเสมอ มีผลประกอบการมีความแข็งแกร่ง รวมทั้งยังมีมูลค่าหุ้น (Valuation) ถูก ปรับขึ้นน้อยกว่าดัชนีตลาดหุ้นโลก (Discount) ประมาณ 25% ส่วนอีกตลาดหนึ่งที่น่าสนใจ คือ ตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มปันผล ที่ปัจจุบันระดับเงินปันผล (Dividend Yield) อยู่ในระดับเกือบ 7% และ Valuation ของหุ้นกลุ่มปันผลของไทยจากดัชนี SETHD ยังซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี สะท้อนจากค่า Price to Book Value (PBV) ประมาณ 0.9 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตมากถึง 35%