ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า รมว.คลังสหรัฐคาดเฟดอาจลดดอกเบี้ยลงถึง 0.50% ในเดือนกันยายนนี้ เมื่อพิจารณาจากตัวเลขการจ้างงานที่อ่อนแอลง ขณะที่นักลงทุนจับตาการประชุมสุดยอดระหว่างทรัมป์กับปูตินวันศุกร์นี้
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพฤหัสบดีที่ 1 สิงหาคม 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (14/8) ที่ระดับ 32.24/25 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ เคลื่อนไหวในกรอบแคบจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธที่ (13/8) ที่ระดับ 32.25/27 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวานนี้ (13/8) ที่เงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ
รัฐมนตรีคลังสหรัฐกล่าวว่า มีความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงมากถึง 0.50% ในการประชุมเดือน ก.ย. เมื่อพิจารณาจากตัวเลขจ้างงานที่อ่อนแอลง นักลงทุนจับตากระทรวงแรงงานสหรัฐ เปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ในวันนี้ (14/8) ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ดัชนี PPI ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้ผลิต จะเพิ่มขึ้น 2.5% ในเดือน ก.ค. เมื่อเทียบรายปี จากระดับ 2.3% ในเดือน มิ.ย. และคาดว่าดัชนี PPI พื้นฐาน (Core PPI) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน จะเพิ่มขึ้น 2.9% ในเดือน ก.ค. เมื่อเทียบรายปีจากระดับ 2.6% ในเดือน มิ.ย.
ทางด้านสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) เปิดเผยวานนี้ว่า สต๊อกน้ำมันดิบพุ่งขึ้น 3 ล้านบาร์เรล ในสัปดาห์ที่แล้ว แตะระดับ 426.7 ล้านบาร์เรล สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลง 275,000 บาร์เรล ขณะเดียวกัน EIA ระบุว่า ยอดการนำเข้าน้ำมันดิบสุทธิของสหรัฐ เพิ่มขึ้น 699,000 บาร์เรล/วันในสัปดาห์ที่แล้ว
ทางด้านสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เปิดเผยว่า อุปทานน้ำมันโลกจะเพิ่มขึ้นเร็วกว่าที่คาดทั้งในปีนี้และปีหน้าจากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และชาติพันธมิตร หรือโอเปกพลัส เพิ่มกำลังการผลิต ขณะที่การผลิตน้ำมันจากประเทศนอกกลุ่มโอเปกพลัสมีการขยายตัวเช่นกัน
รายงานของ EIA ระบุว่า อุปทานน้ำมันอาจสูงกว่าอุปสงค์เกือบ 3 ล้านบาร์เรล/วันในปี 2569 อันเนื่องจากการเพิ่มการผลิตน้ำมันของประเทศนอกกลุ่มโอเปกพลัส และอุปสงค์ที่ซบเซา โดยผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปกพลัสจะยังคงเป็นผู้นำการขยายตัวของอุปทานน้ำมันทั้งในปีนี้และปีหน้า จากการผลิตที่เพิ่มขึ้นในสหรัฐ แคนาดา บราซิล และกายอานา
นักลงทุนจับตา การประชุมสุดยอดระหว่าง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ และประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ที่่เมืองแองเคอเรจ รัฐอะแลสกา ในวันศุกร์นี้ (ตามเวลาท้องถิ่น) ขณะที่ ปธน.ทรัมป์เตือนว่า รัสเซียจะเผชิญกับผลลัพธ์ที่รุนแรงอย่างมาก หาก ปธน.ปูตินปฏิเสธข้อตกลงหยุดยิงภายในสัปดาห์นี้
นอกจากนี้ ปธน.ทรัมป์กล่าวว่า เขาหวังจะใช้การประชุมสุดยอดกับ ปธน.ปูติน ในวันศุกร์นี้ (15/8) เพื่อวางแผนการประชุมรอบที่สองอย่างรวดเร็วกับผู้นำรัสเซีย ซึ่งจะรวมทั้งประธานาธิบดี โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) มีมติเห็นชอบโครงการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเปลือกนาปรังปีการผลิต 68 และข้าวเปลือกนาปี ในปีการผลิต 68/69 ใช้วงเงินงบประาณรวม 44,000 ล้านบาท เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาข้าวตกต่ำและต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น
นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า ที่ผ่านมา ยังไม่เห็นสัญญาณที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนของกลุ่มเปราะบาง และกลุ่ม SMEs ซึ่งการลดดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้ จะทำให้เอื้อต่อการปรับตัวในด้านการเงินของกลุ่มเปราะบาง รวมทั้งช่วยบรรเทาภาระหนี้สิน เพราะกลุ่มเปราะบางได้รับแรงกดดันจากภาษีสหรัฐ การทะลักเข้ามาของสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ รวมทั้งปัญหาในเชิงโครงสร้างที่มีอยู่เดิม เราจึงอยากทำให้ภาวะการเงินไม่ได้เป็นตัวที่ไปซ้ำเติมเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น ที่ประชุม กนง.รอบนี้ จึงมีมติลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25%
ด้านธนาคารกรุงเทพ (BBL) ประกาศปรับอัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อ M Rate ทั้ง MLR MOR MRR ลดลง 0.25% โดยอัตราดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์ (MLR) หรืออัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้าชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (Minimum Loan Rate) เป็น 6.50% ต่อปี เอ็มโออาร์ (MOR) หรืออัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (Minimum Overdraft Rate) เป็น 6.75% ต่อปี และเอ็มอาร์อาร์ (MRR) หรืออัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate) เป็น 6.65% ต่อปี โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2568
นายไชยฤทธิ์ อนุชิตวรวงศ์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า การปรับลดในครั้งนี้ สอดคล้องกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีวัตถุประสงค์ที่จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการลงทุน การบริโภค และลดต้นทุนทางการเงิน รวมทั้งบรรเทาภาระหนี้ของภาคธุรกิจและประชาชน จากผลกระทบทั้งทางตรงและทางออมจากมาตรการภาษีสหรัฐ และจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงตามการแข่งขันในภูมิภาคที่รุนแรงขึ้น ทั้งนี้ ในระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 32.24-32.39 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ 32.36/37 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดเช้าวันนี้ (14/8) ที่ระดับ 1.1713/16 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (13/8) ที่ระดับ 1.1668/15 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ตลาดหุ้นยุโรปเปิดบวกในการซื้อขายวันนี้ (14 ส.ค.) ขณะที่นักลงทุนจับตาการรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ โดยอังกฤษและยูโรโซนมีกำหนดรายงานตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2/2568 ในวันนี้ (14/8)
สำนักงานสถิติแห่งชาติของสหราชอาณาจักร (ONS) รายงานตัวเลขประมาณการเบื้องต้นในวันนี้ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในไตรมาส 2/2568 ขยายตัว 0.3% ซึ่งสูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาการณ์ไว้ที่ 0.1% หลังจากที่เติบโตถึง 0.7% ในไตรมาสแรก ทั้งนี้ ในระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1668-1.1715 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1683/84 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (14/8) ที่ระดับ 146.43/44 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (13/8) ที่ระดับ 147.20/21 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยตลาดคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หลังสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ให้สัมภาษณ์ว่า BOJ ดำเนินการล่าช้าในการรับมือกับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ
ทั้งนี้ รัฐมนตรีคลังสหรัฐกล่าวกับ Bloomberg Television ว่า BOJ ดำเนินการล่าช้าในการรับมือกับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ โดยตนได้พูดคุยกับ คาซูโอะ อุเอดะ ผู้ว่าการ BOJ และระบุเสริมว่า “นี่คือความคิดเห็นของผม ไม่ใช่ของเขา พวกเขาล่าช้าอยู่ ดังนั้นพวกเขาจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย” แม้ไม่ได้ระบุว่าจะปรับขึ้นเมื่อใดก็ตาม
อย่างไรก็ดี ความคิดเห็นของเบสเซนต์แตกต่างจากท่าทีของอุเอดะ ซึ่งปฏิเสธความเห็นที่ว่า BOJ ปรับดอกเบี้ยช้าเกินไป และอาจสายเกินไปในการสกัดกั้นเงินเฟ้อที่สูงเกินไป ทั้งนี้ ในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 146.21-146.75 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ 146.64/65 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับปัจจัยที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้ผลิต (14/8), ตัวเลขจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ (14/8), ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2/2568 ของยูโรโซน (14/8) และตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2/2568 ของญี่ปุ่น (14/8), การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือน ก.ค. (15/8), ผลสำรวจภาคการผลิตของเฟดสาขานิวยอร์ก (15/8) และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (เบื้องต้น) เดือน ส.ค. (15/8)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -8.2/-8 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -6.7/-5.5 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ