รัฐบาลทรัมป์เตรียมประกาศมาตรการภาษีนำเข้าเซมิคอนดักเตอร์หลังจากขู่มานานหลายรอบนับไม่ถ้วน ภายในสัปดาห์นี้ อัตราภาษีนำเข้าชิปอาจสูงถึง 300% ส่งผลให้กลุ่มอุตสาหกรรมเตรียมรับผลกระทบที่กำลังจะเกิดขึ้น
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กล่าวกับผู้สื่อข่าวบนเครื่องบินแอร์ ฟอร์ซ วัน เมื่อวันที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมา ขณะเดินทางไปประชุมกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ที่อะแลสกา ว่าเขาจะกำหนดภาษีนำเข้าเซมิคอนดักเตอร์ (ชิป) ในสัปดาห์หน้า และอัตราอาจสูงถึง 300%
บ็อบ โอดอนเนลล์ (Bob O’Donnell) ประธานและหัวหน้านักวิเคราะห์ของ Technalysis Research กล่าวว่า หากมาตรการภาษีเหล่านี้มีผลบังคับใช้ในที่สุด เราจะเริ่มเห็นราคาสินค้าจำนวนมากในสหรัฐสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
“ต้นทุนของภาษีศุลกากรนี้ไม่เพียงแต่กระทบต่อผู้ผลิตชิปเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบริษัทเทคโนโลยีที่ซื้อชิปเหล่านั้น และผู้บริโภคปลายทางในสหรัฐด้วย”
จากการศึกษาของมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรม (Information Technology and Innovation Foundation) ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ระบุว่า การเก็บภาษีนำเข้าเซมิคอนดักเตอร์จากสหรัฐในอัตรา 25% จะส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐลดลง 0.18% ในปีแรก และหากยังคงเก็บภาษีนี้ต่อไปอีก 10 ปี จะทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐลดลง 0.76% ในปีที่ 10

บริษัทบางแห่งอาจรอดภาษี 300%
เหตุผลที่ทรัมป์ผลักดันการเก็บภาษีนำเข้าชิปคือ เพื่อนำฐานการผลิตเซมิคอนดักเตอร์กลับสู่สหรัฐอีกครั้ง หลังมีศูนย์กลางในเอเชียมาตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา
Apple : เมื่อวันที่ 7 ส.ค. ที่ผ่านมา บริษัทแอปเปิลประกาศการลงทุนเพิ่มในภาคการผลิตภายในสหรัฐอีก 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.2 ล้านล้านบาท) ส่งผลให้มูลค่าการลงทุนรวมของบริษัทเป็น 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 19.6 ล้านล้านบาท) และทรัมป์กล่าวว่าจะไม่มีค่าใช้จ่ายภาษีนำเข้าเซมิคอนดักเตอร์สำหรับบริษัทอย่างแอปเปิลที่กำลังสร้าง หรือเคยให้คำมั่นว่าจะก่อสร้างในสหรัฐ
Nvidia : บริษัทเอ็นวิเดียได้ให้คำมั่นที่จะสร้างเซิร์ฟเวอร์ AI ในสหรัฐ มูลค่าสูงถึง 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 16.3 ล้านล้านบาท) ในอีก 4 ปีข้างหน้า โดยได้รับความช่วยเหลือจากพันธมิตรอย่าง TSMC ซึ่งคำสัญญาดังกล่าวอาจหมายถึงการไม่มีภาษีนำเข้าชิปตามที่ทรัมป์กล่าว
“มันเหมือนกับเกมละครที่กำลังดำเนินอยู่ แต่บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ได้เรียนรู้วิธีที่จะรับมือกับกฎใหม่ของเกม” แดน ไอฟส์ (Dan Ives) กรรมการผู้จัดการของ Wedbush Securities กล่าว

นโยบายนี้อาจใช้ไม่ได้กับทุกบริษัท
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา TSMC และ Samsung ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของเอเชีย ได้ทุ่มเงินหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสร้างโรงงานผลิตภายในสหรัฐ โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากพระราชบัญญัติ CHIPS ของรัฐบาลไบเดน ซึ่งสัญญาว่าจะมอบเงินช่วยเหลือและการสนับสนุนอื่น ๆ ให้แก่บริษัท
วันที่ 7 ส.ค. นายหลิว ชินชิง รัฐมนตรีประจำสภาพัฒนาแห่งชาติ (National Development Council) ประเทศไต้หวัน กล่าวว่า TSMC ได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าชิป เนื่องจากเพิ่มการลงทุนในสหรัฐ เป็น 165 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.3 ล้านล้านบาท) เมื่อต้นปี 2025 (อ่านเพิ่มเติม)
อย่างไรก็ดี ไอฟส์ กรรมการผู้จัดการ Wedbush Securities กล่าวว่า การลงทุนดังกล่าวอาจไม่เพียงพอที่จะโน้มน้าวใจทรัมป์ให้ชะลอการเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าชิปไปตลอดรอดฝั่ง TSMC และ Samsung อาจมีเกณฑ์การยกเว้นภาษีที่สูงกว่า เพราะเป็นบริษัทต่างชาติ
ในขณะที่โอดอนเนลล์ ประธานและหัวหน้านักวิเคราะห์ของ Technalysis Research กล่าวว่า “มันไม่สมเหตุสมผลนักที่ผู้ผลิตชิปที่เติบโตเต็มที่แล้วจะย้ายฐานการผลิตมายังสหรัฐ” เนื่องจากชิปเหล่านี้มีอัตรากำไรขั้นต้นต่ำ ต้นทุนที่สูง และขาดซัพพลายเออร์ในสหรัฐ ทำให้ผู้ผลิตชิปบางรายไม่สามารถย้ายฐานการผลิตมายังสหรัฐได้ โดยเฉพาะผู้ผลิตชิปขนาดใหญ่ที่มีอัตรากำไรต่ำ
“ชิปโหนดรุ่นเก่าจำนวนมากมีราคาถูกมาก พวกมันมีราคาเพียง 1 ดอลลาร์ หรือน้อยกว่านั้น ดังนั้น แม้ว่าจะมีภาษีศุลกากร 300% ก็ตาม พวกมันก็กลายเป็น 3 ดอลลาร์ แทนที่จะเป็น 1 ดอลลาร์…มันไม่ง่าย แต่ก็ไม่ใช่หายนะ”

Intel อาจได้รับประโยชน์
บริษัทอินเทล ผู้ผลิตชิปสัญชาติสหรัฐกำลังพยายามอย่างหนักในการเพิ่มธุรกิจโรงหล่อ และพลิกฟื้นยอดขายชิปที่ลดลง เนื่องจากเทคโนโลยีการผลิตที่ตามหลัง TSMC และ Samsung
เมื่อเร็ว ๆ นี้อินเทลประกาศว่าจะไม่เดินหน้าต่อกับแผนการผลิตชิปในประเทศเยอรมนีและโปแลนด์ และจะชะลอการก่อสร้างโรงงานในรัฐโอไฮโอ เนื่องจากบริษัทตั้งเป้าที่จะผลิตเทคโนโลยี 18A ในปริมาณมากภายในครึ่งหลังของปี 2025
นายลิป-บู ตัน ซีอีโออินเทล กล่าวว่า การลงทุนในชิป Intel 14A ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการผลิตขนาด 1.4 นาโนเมตรรุ่นต่อไปของบริษัท จะขึ้นอยู่กับลูกค้าที่ยืนยันการสั่งผลิต ชี้ให้เห็นว่าบริษัทจะไม่ลงทุนในเทคโนโลยีนี้หากไม่ได้รับผลประโยชน์
ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทชิปแห่งหนึ่งในแคลิฟอร์เนียกล่าวว่า ลูกค้านอกประเทศต้องการร่วมงานกับอินเทล เพราะไม่อยากพึ่งพา TSMC มากเกินไป แต่การทดลองโรงงานใหม่ต้องใช้ทั้งเงินและเวลา อินเทลยังต้องอาศัยความพยายามอีกมาก แต่หากภาษีนำเข้าเซมิคอนดักเตอร์มีข้อยกเว้นสำหรับบริษัทที่ผลิตในสหรัฐ ก็อาจเป็นแรงจูงใจให้นักออกแบบชิปทำงานร่วมกับอินเทลมากขึ้น
โอดอนเนลล์กล่าวเพิ่มเติมว่า นโยบายดังกล่าวคือการบังคับให้บริษัทเทคโนโลยีบางแห่งต้องทำงานร่วมกับอินเทล ซึ่งจะเป็นสิ่งสำคัญสำหรับสหรัฐในระยะยาว
โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 18 ส.ค. SoftBank Group บริษัทด้านเทคโนโลยีขนาดใหญ่จากญี่ปุ่น ประกาศว่าจะลงทุน 2 พันล้านดอลลาร์ (ราว 6.5 หมื่นล้านบาท) ในอินเทล หลังจากที่รัฐบาลทรัมป์เจรจาเข้าถือหุ้นอินเทล 10%
อ้างอิง :