รัฐบาลสั่งสายฟ้าแลบ ยุติศึก PDP ค้างเติ่ง กพช.ชุด “ภูมิธรรม” เซ็นตั้งบอร์ด PDP ชุดใหม่ มี “สุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ” เป็นประธาน ดึง ส.อ.ท. หอการค้าฯ ทีดีอาร์ไอ ร่วมทีม แถม กพช.นัด 21 ส.ค. สั่งแก้มติเดิมเพียบ เลื่อนปลดระวางโรงไฟฟ้าไปอีก 6 ปี ช่วยลดต้นทุนค่าไฟหลายหมื่นล้าน แถมยกเลิกมติเดิมแยกระบบสายส่งออกจาก กฟผ. พร้อมทบทวนราคาซื้อไฟเอกชน
จากกรณีความล่าช้าของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan : PDP) ฉบับใหม่ ซึ่งเกิดความล่าช้ามากว่า 3 ปี นับตั้งแต่ปี 2565 ที่เริ่มจัดทำแผน PDP 2022 แต่ก็ยังไม่ได้รับการพิจารณาจนเข้าสู่ปี 2566
ล่าสุด นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ได้ลงนามในคำสั่งเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 แต่งตั้งคณะกรรมการพยากรณ์และจัดทําแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ โดยมี นายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานกรรมการ
โดยคณะกรรมการประกอบด้วย 1.เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา 2.เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน 3.เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 4.ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
5.ประธานหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย 6.รองศาสตราจารย์ ขวัญชัย ลีเผ่าพันธ์ 7.รองศาสตราจารย์ อนุสรณ์ ธรรมใจ 8.รองศาสตราจารย์ แนบบุญ หุนเจริญ 9.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ปิติ เอี่ยมจำรูญลาภ
10.นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน 11.นายพรยศ กลั่นกรอง 12.นายวิภู พิวัฒน์ รองผู้ว่าการผลิตไฟฟ้า กฟผ. 13.นายอธิปัตย์ บํารุง 14.นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์
15.นางสาวอารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) 16.นายพงษ์ดิฐ พจนา 17.นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.)
18.ผู้แทนสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน เป็นกรรมการและเลขานุการ 19.ผู้อำนวยการกองนโยบายไฟฟ้า สํานักงานนโยบายและแผนพลังงาน เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ 20.นายศุภกร คงสมจิตต์ เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
ทั้งนี้ คณะกรรมการชุดดังกล่าวจะมีหน้าที่จัดทําแผนพัฒนากําลังผลิตไฟฟ้าของประเทศเพื่อเสนอต่อ กพช. เพื่อให้การผลิตและการจัดหาไฟฟ้าในระยะยาวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และมีต้นทุนผลิตไฟฟ้าที่ต่ำลงเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชน การขยายการผลิตไฟฟ้าและระบบส่งไฟฟ้าในระดับที่เหมาะสม รวมทั้งการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน โดยให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นหน่วยงานหลักในการผลิตไฟฟ้าของประเทศ
กพช.นัด 21 ส.ค.แก้มติเดิมเพียบ
นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แถลงผลประชุม กพช. เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาแนวทางการดำเนินการตามมติ กพช. เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2568 ประกอบด้วย การรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติมสำหรับกลุ่มที่ไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิงและขยะอุตสาหกรรมตามแผนการเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด สำหรับปี 2566-2573 (การรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติม) โดยมีมติ ดังนี้

(1) โครงการพลังงานลม เนื่องจากการอ้างอิงราคาที่ กฟผ. ดำเนินการมีราคาที่สูงกว่าอัตรา FIT สำหรับการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติม จึงให้ดำเนินการในขั้นตอนของการลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าต่อไป และให้ กกพ. พิจารณาปรับกรอบเวลาในการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้า และขยายกำหนดวันจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (SCOD) ไม่เกินปี 2573
และ (2) โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ มอบหมายให้ กกพ. กฟผ. กฟภ. กฟน. และ สนพ. ดำเนินการเจรจาอัตราค่าไฟฟ้ากับผู้ประกอบการเอกชนที่ กกพ. ประกาศรายชื่อ และให้ กฟผ. พิจารณาเสนออัตราค่าไฟฟ้าสำหรับใช้เจรจาโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ โดยอ้างอิงราคาโครงการ Solar Floating ที่ กฟผ.ได้ดำเนินการ และปรับเพิ่มสมมุติฐานให้สอดคล้องกับต้นทุนการดำเนินการของภาคเอกชน โดยให้แล้วเสร็จภายใน 45 วัน นับแต่วันที่ กพช.มีมติ และมอบหมายให้ กกพ. พิจารณาปรับเงื่อนไขสัญญาและขยาย SCOD เช่นเดียวกันกับโครงการพลังงานลม เพื่อใช้สำหรับการดำเนินการต่อไปสำหรับโครงการที่ปรับลดราคาลงตามการเจรจา
ขยายเวลาน้ำพอง-แม่เมาะ
กพช.มีมติเห็นชอบ การขยายอายุการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมน้ำพอง ชุดที่ 1 และ 2 ออกไปอีก 6 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2574 เพื่อให้สอดคล้องกับอายุสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติ และรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งนี้ การขยายอายุการเดินเครื่องครั้งนี้จะช่วยลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าสุทธิได้ 28,358 ล้านบาท ตลอด 6 ปี อีกทั้งยังเป็นการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยที่ประชุมได้มอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) บรรจุในร่างแผน PDP ฉบับใหม่ต่อไป
รวมทั้งเห็นชอบแนวทางบริหารจัดการโรงไฟฟ้าแม่เมาะ โดยเลื่อนแผนปลดเครื่องที่ 8 และ 11 จากวันที่ 31 ธันวาคม 2568 เป็น 31 ธันวาคม 2574 และปรับปรุงเครื่อง 12 และ 13 พร้อมเลื่อนปลดออกจนถึงปี 2591 ทั้งนี้ คาดว่าจะช่วยลดค่า Ft ได้ประมาณ 3.67 สตางค์ต่อหน่วย หรือคิดเป็นมูลค่าลดลง 9,566 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังได้มีมติ รับทราบผลโครงการนำร่อง Demand Response (DR) ปี 2565-2566 และมีมติเห็นชอบแนวทางพัฒนามาตรการ DR ดังนี้ (1) ให้ดำเนินโครงการ DR ต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้เข้าร่วม และพัฒนาไปสู่ธุรกิจเชิงพาณิชย์ในอนาคต โดย DR จะช่วยลดการสร้างหรือเดินเครื่องโรงไฟฟ้าในบางช่วง ลดการนำเข้า LNG และสอดคล้องกับแผน PDP ฉบับใหม่
(2) ให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการภายใต้ คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข อัตราค่าตอบแทน และติดตามผลการดำเนินงาน โดยอัตราค่าตอบแทนต้องไม่สูงกว่าต้นทุนโรงไฟฟ้าหรือไฟฟ้าจาก LNG เพื่อช่วยลดค่าไฟโดยรวมของประเทศ และ (3) มอบหมายให้ กบง. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนการสั่งเรียกมาตรการ DR ตามเป้าหมายตามแผน PDP ฉบับใหม่และมอบหมาย กกพ. บรรจุค่าใช้จ่ายผลตอบแทน DR ตามเป้าหมายรายปีในแผน PDP ฉบับใหม่เข้าในค่าไฟฟ้าฐานต่อไป
ยกเลิกแยก SO ออกจาก กฟผ.
นายพีระพันธุ์กล่าวว่า กพช.ได้เห็นชอบแนวทางการลดค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราปกติ งวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2568 อยู่ที่หน่วยละ 3.94 บาท และมีมติให้ กฟผ. และ กฟภ. กำหนดราคาจำหน่ายไฟฟ้าแก่ประเทศเพื่อนบ้าน ตามมติ กพช. ปี 2558 อย่างเคร่งครัด และเห็นชอบแนวทางปรับปรุงราคาสำหรับสัญญาในอนาคต เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าของประเทศ โดยกำหนดชัดเจนว่าราคาจำหน่ายไฟฟ้าให้ประเทศเพื่อนบ้านจะต้องไม่ต่ำกว่าราคาที่จำหน่ายภายในประเทศ
ที่ประชุมยังได้ติดตาม ความคืบหน้าประเด็นการแยกศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้า (System Operator : SO) ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2566 กพช.เคยมีมติให้แยก SO ออกมาเป็นนิติบุคคลใหม่ที่เป็นอิสระจาก กฟผ. อย่างไรก็ตาม พบว่า SO ภายใต้ กฟผ. (Ring Fenced) เหมาะสมกับโครงสร้างอุตสาหกรรมไฟฟ้าของไทยในรูปแบบ ESB (Enhance Single Buyer) และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล อีกทั้งยังสามารถบริหารจัดการระบบไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและรักษาความมั่นคง ที่ประชุมจึงมีมติ ยกเลิกมติเดิมของ กพช. เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2566 ที่ให้แยก SO เป็นนิติบุคคลออกจาก กฟผ.
ส.อ.ท.หนุนเพิ่มสัดส่วนไฟฟ้า กฟผ.
นายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า โครงสร้างบอร์ด PDP ชุดใหม่ที่ตั้งขึ้นมานั้น เรามองว่าเป็นโครงสร้างที่ดี เนื่องจากรวบรวมคณะกรรมการจากหลายภาคส่วนทั้ง ส.อ.ท. หอการค้าไทย สภาพัฒน์ นักวิชาการพลังงาน รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย
นอกจากนี้ยังคำนึงถึงการปรับโครงสร้างเพื่อให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าถูกลงด้วย ถือว่าเป็นการวางโครงสร้างที่สอดคล้องกับข้อเสนอแนะของภาคเอกชน อย่างไรก็ดี เรายังกังวลในส่วนของกรอบระยะเวลาในการจัดทำแผน PDP ฉบับใหม่ ซึ่งคำสั่งไม่ได้มีการระบุกรอบระยะเวลาที่ชัดเจน และที่ผ่านมาเราล่าช้ามาตั้งแต่ปี 2567 ซึ่งเลยกรอบการจัดทำในทุก ๆ 4 ปี ดังนั้น สิ่งที่เราเป็นกังวลคือ กรอบระยะเวลาที่เหมาะสมเพื่อให้แผน PDP ใหม่ออกมาสมบูรณ์โดยเร็ว
“ส.อ.ท.ที่เข้าร่วมในบอร์ด PDP ถือว่าทำหน้าที่ในนาม กกร. ซึ่งมีจุดยืนและข้อเสนอที่เชิงนโยบายด้านพลังงาน คือ เร่งจัดทำแผน PDP ฉบับใหม่ให้แล้วเสร็จภายในปี 2025 เพื่อให้สมมุติฐานสำคัญที่ใช้ในการจัดทำแผนมีความแม่นยำ สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจและพลังงานในปัจจุบัน พร้อมกำหนดรอบการทบทวนทุก 5 ปี ให้ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันขอให้ทบทวนสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. ให้เหมาะสมอย่างเต็มศักยภาพ เพื่อทำหน้าที่เป็น Backup Load และเป็นหลักประกันความมั่นคงและความเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า”
แนะ SMR ควรทำเร็วขึ้น
นายพรายพล คุ้มทรัพย์ นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า แผน PDP ฉบับเดิมมีข้อบกพร่องและมีข้อกังวลอยู่หลายส่วน ซึ่งบอร์ด PDP ใหม่อาจอ้างอิงจากร่างแผนเดิมได้ โดยประเด็นที่ควรพิจารณาเพิ่มเติมคือ กรณีการสร้างโรงไฟฟ้าในภาคใต้และตะวันตก ซึ่งมีข้อถกเถียงว่าควรสร้างเพิ่มเติมในพื้นที่ภาคใต้หรือไม่ และมีการดำเนินการติดตั้งสายส่งที่มีความแข็งแรงหรือไม่ ขณะที่ในแผนเดิมไม่ได้มีการกำหนดสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าและระบุให้ กฟผ. เป็นเจ้าของโรงไฟฟ้ามากน้อยอย่างไร จึงอาจพิจารณาเพิ่มเติม
รวมถึงพิจารณาสัดส่วนพลังงานสะอาดให้มากขึ้นตามความเหมาะสม จากเดิมเป้าหมายการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานสะอาดอยู่ที่ 36% เป็น 51% ภายในปี ค.ศ. 2037 และที่สำคัญคือ การพยากรณ์โรงไฟฟ้าใหม่ เช่น แผนโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก SMR ควรจะตัดสินใจใน 2-3 ปีข้างหน้า ไม่ใช่ปี 2580 ตามแผนเดิม
เอ็นจีโอจี้เลิกซื้อไฟจาก ตปท.
นายพชร แกล้วกล้า ผู้ช่วยคณะอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า รัฐบาลควรชะลอการดำเนินการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับแผน PDP ฉบับเดิม และเร่งรัดจัดทำแผน PDP ใหม่ ให้แล้วเสร็จ โดยต้องเปิดให้ประชาชนและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมีส่วนในการจัดทำแผน แล้วจึงเดินหน้าทำตามแผน PDP ฉบับใหม่ ทั้งนี้ แผน PDP เป็นแผนแม่บทผลิตไฟฟ้าของประเทศ หากแผนไม่นิ่งแล้ว การรับซื้อไฟฟ้าย่อมเป็นไปอย่างสะเปะสะปะ ไม่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ไฟฟ้า และจะกลายเป็นภาระของผู้ใช้ไฟฟ้าในอนาคต
ทั้งนี้ ตัวเลขกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองของไทยมีจำนวนมากเกินพอ คือ 39.40% ของกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด ขณะที่กำลังไฟฟ้าสำรองโดยสากลแนะนำว่าไม่ควรเกิน 15% เท่านั้น สะท้อนให้เห็นว่าไม่ต้องนำเข้าไฟฟ้าจากต่างประเทศ นำไปสู่คำถามที่ว่าเหตุใดประเทศไทยจึงต้องนำเข้าไฟฟ้าจากประเทศลาว และต้องสร้างสายส่งเพิ่มอีกด้วย
TDRI เคยค้านตัวเลขใน PDP 2024
ก่อนหน้านี้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เคยให้ความเห็นเกี่ยวกับแผน PDP 2024 ว่า การคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าในร่างแผน PDP 2024 พบว่า ตัวเลขที่นำมาใช้ไม่อัพเดต เช่น ตัวเลขคาดการณ์จีดีพีของประเทศใช้เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ซึ่งทำให้การคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้านั้นน่าจะสูงเกินจริง ขณะเดียวกันยังพบว่าจะมีการสร้างโรงไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่เพิ่มเติมอีก 8 แห่ง กำลังการผลิตรวมกันถึง 6,300 เมกะวัตต์ แต่ในขณะที่ปัจจุบันไทยมีโรงไฟฟ้าก๊าซขนาดใหญ่ที่ไม่ได้เดินเครื่องผลิตไฟฟ้าเลยประมาณครึ่งหนึ่งจากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ทั้งหมด