Skip to content

SET เดือน ก.ย. ผันผวน ลุ้นระทึก…จุดเปลี่ยนการเมือง

03 ก.ย. 2568 | 14:04น.
SET เดือน ก.ย. ผันผวน ลุ้นระทึก…จุดเปลี่ยนการเมือง

เข้าสู่เดือน ก.ย. ตลาดหุ้นไทยต้องเผชิญกับปัจจัยต่าง ๆ ที่เข้ามา โดยเฉพาะปัจจัยการเมือง ที่อาจจะกระทบชิ่งไปถึงเศรษฐกิจด้วย แนวโน้มจะเป็นอย่างไร มีมุมมองจากโบรกเกอร์ 3 รายที่ได้วิเคราะห์เอาไว้

เริ่มจาก “อภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล” CISA ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า หุ้นไทยในเดือน ก.ย. คาดว่าจะมีความผันผวน โดยประเด็นด้านการเมืองในประเทศมีการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีทั้งคณะตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ต่อจากนี้รอสภาผู้แทนราษฎรนัดวันโหวตเลือกนายกฯคนใหม่ หากเกิดขึ้นภายในสัปดาห์แรกของเดือน ก.ย. คาดจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน จึงมีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศ แต่หากล่วงเลยข้ามสัปดาห์ คาดจะทำให้การจัดตั้งรัฐบาลใหม่มีความล่าช้าและ/หรืออาจเกิดการเปลี่ยนขั้วทางการเมือง จะสร้างความไม่แน่นอนทางการเมืองมากขึ้น

“จากสถิติของ บล.ทิสโก้ พบว่า ในเดือน ก.ย. ตลาดหุ้นทั่วโลกมักปรับตัวลดลง โดยการเมืองไทยยังคงมีความไม่แน่นอนสูง และภาพรวมกำไรบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) ในไตรมาส 2/2568 ที่ไม่รวมกำไรพิเศษมีความเปราะบางจากรายได้ที่หดตัว 2 ไตรมาสติด และเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 2 ปี นอกจากนี้ หลายภาคส่วนธุรกิจและบริษัทต่าง ๆ คาดการณ์สภาพแวดล้อมทางธุรกิจค่อนข้างท้าทายในช่วงครึ่งหลังของปี ทำให้หลังประกาศผลประกอบการ Q2 แล้ว ยังไม่เห็นสัญญาณการปรับประมาณการกำไรของตลาดขึ้นแต่อย่างใด”

อย่างไรก็ตาม บล.ทิสโก้ มองว่า ความผันผวนของราคาหุ้นเดือนนี้เป็นโอกาสเลือกซื้อ (Selective BUY) เน้นการตั้งรับ เพราะในช่วงที่เหลือของปีอัตราดอกเบี้ยของไทยและสหรัฐ มีโอกาสปรับลดลง เป็นผลดีต่อหุ้นกลุ่มไฟแนนซ์-หุ้นโรงไฟฟ้า-หุ้นปันผล ผสานกับหุ้นที่มีแนวโน้มกำไรครึ่งปีหลังจะดีกว่าครึ่งปีแรก

ทั้งนี้ หุ้นเด่นในเดือน ก.ย. “บล.ทิสโก้” แนะนำ ADVANC, CK, EGCO, GPSC, GULF, LH และ MTC ด้านแนวรับสำคัญของเดือนนี้อยู่ที่ 1,230 จุด แนวรับต่อไปอยู่ที่ 1,200-1,220 จุด และแนวต้านถัดไปที่ 1,190 จุด และแนวต้านสำคัญอยู่ที่ 1,270 จุด และ 1,280-1,285 จุด ตามลำดับ

ขณะที่ “ณัฐชาต เมฆมาสิน” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ เปิดเผยว่า ทิศทางตลาดหุ้นไทยเดือน ก.ย. จากทิศทางของปัจจัยการเมืองภายในประเทศล่าสุด ประเมินว่าในกรณีฐาน จะทำให้ภาพของ SET Index ในระยะ 1 เดือนข้างหน้าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,200-1,300 จุด ตามที่ให้ไว้ก่อนหน้านี้ต่อไป

โดยปัจจัยที่จะช่วยประคับประคองดัชนี SET ไม่ให้หลุดระดับ 1,200 จุด ได้แก่ 1) การที่ ครม.รักษาการมีแนวโน้มอยู่ในตำแหน่งไม่นาน จากการที่พรรคการเมืองต่าง ๆ มีการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ทำให้มีโอกาสที่จะได้นายกฯคนใหม่และการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ที่รวดเร็ว 2) พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณปี 2569 เดินหน้าต่อไปไม่สะดุด และ 3) การมีรัฐบาลใหม่ได้เร็วจะทำให้ประเทศไทยสามารถแก้ไขปัญหาที่เร่งด่วน ไม่เกิดการเว้นวรรคนานเกินไป เช่น ปัญหาชายแดนกับกัมพูชา และปัญหาภาษีการค้ากับทางสหรัฐ

ในทางกลับกัน ประเมินปัจจัยที่จะยังจำกัดดัชนี SET ไม่ให้ทะลุผ่านระดับ 1,300 จุด ได้แก่ 1) หากพรรคประชาชนยังยืนอยู่บนจุดยืนของพรรคที่ให้ไว้ ว่าจะโหวตให้แต่นายกฯ แต่จะไม่เข้าร่วมรัฐบาล จะทำให้รัฐบาลชุดใหม่ที่จะเกิดขึ้นเป็นเพียงรัฐบาลเสียงข้างน้อย ซึ่งไม่ได้เป็นผลบวกต่อเสถียรภาพการเมืองแต่อย่างใด

2) รัฐบาลชั่วคราวที่ประกาศว่าจะมีอายุเพียงแค่ 4 เดือนนั้น อาจทำให้เกิดการเกียร์ว่างในส่วนราชการต่าง ๆ และทำให้โอกาสในการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจสำคัญ ๆ เกิดขึ้นได้ยาก และ 3) การขาดแรงผลักดันในส่วนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ และการรอการเลือกตั้งใหม่ไปอย่างน้อย 4-6 เดือน จะทำให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคและภาคธุรกิจยังคงอยู่ในระดับต่ำต่อไป

“คาดการณ์หุ้นกลุ่ม Domestic Demand มีโอกาสซึมตัวต่อไป ตามแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3 และต้นไตรมาส 4 ที่น่าจะยังชะลอตัวอยู่ ซึ่งเหตุผลดังกล่าวน่าจะทำให้สมมุติฐานที่ บล.ทรีนีตี้คาดการณ์ไว้ว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะมีการลดดอกเบี้ยได้อีก 0.25% ภายในปีนี้มีโอกาสเป็นจริงมากขึ้น”

แนะนำนักลงทุนคงน้ำหนัก “Overweight” ในส่วนพันธบัตรของไทยต่อไป ตามแนวโน้มเศรษฐกิจที่จะยังไม่มีการฟื้นตัวเด่น และการ Price in การลดดอกเบี้ยของตลาดที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ นอกจากนั้นยังคงแนะนำ “Overweight” หุ้นในกลุ่ม Defensive ที่ยังคงได้ประโยชน์จากวงจร Bond Yield ขาลงต่อไป ทั้ง Utilities, ICT, IFF และ REIT เป็นต้น

ทั้งนี้ การวิเคราะห์ของทรีนีตี้อิงบนสมมุติฐานสำคัญที่ว่า พรรคประชาชนจะยกมือเลือกนายกฯให้กับฝั่งใดฝั่งหนึ่ง แต่หากสุดท้ายแล้ว พรรคประชาชนตัดสินใจเลือกไม่ยกมือให้กับฝ่ายใด หรือใช้เวลายาวนานกว่าจะตัดสินใจ จะทำให้การเลือกนายกฯคนใหม่เป็นไปอย่างยากลำบาก ซึ่งหากเหตุผลดังกล่าวทำให้ ครม.รักษาการอยู่นานกว่าที่คิดไว้ เช่น เกิน 1 เดือนขึ้นไป จะถือเป็นกรณีที่ค่อนข้างแย่ และจะทำให้ Downside Risk ของดัชนี SET เปิดกว้างมากขึ้น จนอาจจะทำให้ดัชนีปรับตัวหลุดระดับ 1,200 จุดได้

“ณัฐชาต” กล่าวว่า ในทางกลับกัน ประเมินความเป็นไปได้ในฝั่งบวกก็มีเช่นกัน โดยหากสุดท้ายแล้วพรรคประชาชนเลือกที่จะไม่ยกมือเลือกนายกฯจากทั้ง 2 ฝั่ง จนนำมาสู่กรณีที่รักษาการนายกฯขอทูลเกล้าฯให้มีการยุบสภาโดยเร็ว หากเกิดขึ้นได้จริง มองปัจจัยนี้จะทำให้ความคาดหวังเกี่ยวกับการเลือกตั้งใหม่เกิดขึ้นได้เร็วที่สุดเมื่อเทียบกับกรณีอื่น ๆ จนนำมาสู่ปรากฏการณ์ Election Rally ในตลาดที่เร็วกว่ากำหนด และทำให้ SET Index มีโอกาสปรับตัวทะลุระดับ 1,300 จุดขึ้นไป จากความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้นได้เช่นกัน

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (ASPS) วิเคราะห์ว่า จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยถอดถอนนายกรัฐมนตรีแพทองธาร และ ครม. ทั้งคณะ ส่งผลให้เกิดการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยมีชื่อ “ชัยเกษม” และ “อนุทิน” เป็นแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคเพื่อไทย และภูมิใจไทย ตามลำดับ ขณะเดียวกัน พรรคประชาชนเสนอเงื่อนไขสำคัญ เช่น ยุบสภาภายใน 4 เดือน และจัดประชามติแก้รัฐธรรมนูญ ทำให้เกิดแนวโน้มรัฐบาลเฉพาะกิจ ที่อาจไม่มั่นคงในระยะยาว

โดยกลยุทธ์การลงทุน แม้ตลาดจะผันผวนในระยะสั้น แต่หากการเมืองชัดเจน มีโอกาสที่ SET Index จะฟื้นตัวคล้ายปี 2566 ที่ดัชนีปรับขึ้น +10% ใน 2 เดือนหลังเปลี่ยนนายกฯ ทั้งนี้ กลุ่มหุ้นแนะนำตามสถานการณ์ กรณีพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล แนะนำ BTS, BEM, ADVANC, SC, SIRI ส่วนกรณีพรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาล แนะนำ STECON, STPI ส่วนหุ้นอิงดอกเบี้ยขาลง แนะนำ MTC, SPALI และหุ้นอิงภาษี TARIFF แนะนำ CPF

แท็กที่เกี่ยวข้อง

SET Index การเมือง ตลาดหุ้น