เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ดอลลาร์แข็งค่า หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวขึ้น

03 ก.ย. 2568 | 18:52น.
ธนบัตร U.S.dollar banknotes

ธนบัตร U.S.dollar banknotes

ดอลลาร์แข็งค่า หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐปรับตัวขึ้น หลังจากศาลอุทธรณ์ของสหรัฐมีคำวินิจฉัยเมื่อวันศุกร์ที่แล้วว่า ภาษีศุลกากรส่วนใหญ่ของ ปธน.ทรัมป์ มิชอบด้วยกฎหมาย

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพุธที่ 3 กันยายน 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (03/09) ที่ระดับ 32.40/42 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (02/09) ที่ระดับ 32.38/40 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ โดยปรับตัวตามทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐหลังจากศาลอุทธรณ์ของสหรัฐมีคำวินิจฉัยเมื่อวันศุกร์ที่แล้วว่า ภาษีศุลกากรส่วนใหญ่ของ ปธน.ทรัมป์ มิชอบด้วยกฎหมาย ทั้งนี้ ศาลตัดสินว่า มีเพียงสภาคองเกรสเท่านั้นที่มีอำนาจในการกำหนดการจัดเก็บภาษีในวงกว้าง โดยระบุว่า “อำนาจหลักของสภาคองเกรสในการจัดเก็บภาษี เช่น ภาษีศุลกากรนั้น เป็นอำนาจที่รัฐธรรมนูญมอบให้แก่ฝ่ายนิติบัญญัติเพียงฝ่ายเดียว

โดยนายเอ็ด มิลส์ จากบริษัท Raymond James ระบุในรายงานว่า “หากคำตัดสินนี้มีผลบังคับใช้จริง จะทำให้รัฐบาลสหรัฐต้องคืนเงินภาษีศุลกากรที่เก็บไปแล้ว ซึ่งจะทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องออกพันธบัตรรัฐบาลเพิ่มขึ้นอย่างมาก และส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งขึ้น”

นอกเหนือจากนี้ เอสแอนด์พี โกลบอล เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของสหรัฐ ดีดตัวขึ้นสู่ระดับ 53.0 ในเดือน ส.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ปี 2565 เพิ่มขึ้นจากระดับ 49.8 ในเดือน ก.ค. โดยดัชนี PMI ได้รับแรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของคำสั่งซื้อใหม่และการจ้างงาน ขณะที่ภาคธุรกิจมีความเชื่อมั่นมากขึ้น นอกจากนี้ ดัชนี PMI ปรับตัวสูงกว่าระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ภาวะขยายตัวของภาคการผลิตสหรัฐ

อย่างไรก็ดี สถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของสหรัฐปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 48.7 ในเดือน ส.ค. แต่ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 49.0 จากระดับ 48.0 ในเดือน ก.ค. โดยดัชนียังคงปรับตัวต่ำกว่าระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ภาวะหดตัวของภาคการผลิตสหรัฐ โดยเป็นการหดตัวเป็นเดือนที่ 6 ติดต่อกัน ขณะที่ได้รับผลกระทบจากการหดตัวของการจ้างงาน ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับนโยบายเรียกเก็บภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แม้ว่าคำสั่งซื้อใหม่ปรับตัวขึ้น

นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐกล่าวว่า รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังพิจารณาที่จะประกาศภาวะฉุกเฉินด้านที่อยู่อาศัยระดับชาติ เพื่อแก้ปัญหาราคาที่อยู่อาศัยในระดับสูง และปริมาณบ้านที่มีอยู่อย่างจำกัดในตลาด

โดยนายเบสเซนต์กล่าวย้ำว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะช่วยให้ราคาที่อยู่อาศัยลดลงได้ แต่รัฐบาลอาจดำเนินมาตรการอื่น ๆ เพื่อเพิ่มปริมาณที่อยู่อาศัย และลดต้นทุนการผลิตบ้าน นอกจากนี้ รัฐบาลทรัมป์อาจพิจารณายกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับวัสดุก่อสร้างบางประเภทเพื่อลดต้นทุนในการก่อสร้าง โดยเฉพาะราคาไม้แปรรูปที่สหรัฐต้องนำเข้าจากแคนาดาเป็นจำนวนมาก

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้แถลงมติกรรมการบริหารพรรคในการแถลงข่าวของพรรคประชาชนที่รัฐสภาในช่วงเช้าวันนี้ (03/09) ว่าจะสนับสนุน “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เพื่อเข้ามาบริหารประเทศในช่วงเร่งด่วนเฉพาะหน้า และจัดทำประชามติเพื่อให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รวมถึงประกาศยุบสภาภายในเวลา 4 เดือน หลังจากแถลงนโยบายต่อรัฐสภา

โดยนายณัฐพงษ์ระบุว่า มติกรรมการบริหารพรรคนี้ จะมีผลก็ต่อเมื่อนายอนุทิน หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ลงนามในข้อตกลงร่วมกันและแถลงต่อสาธารณชนอย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้นักลงทุนจับตาการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งได้กำหนดวันนัดประชุมสภาสมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1 เป็นพิเศษ ในระหว่างวันที่ 3-5 ก.ย. 68 นี้ว่า ระเบียบวาระในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ จะสามารถดำเนินการได้ในวันใด เพื่อให้การได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 มีผลอย่างเป็นทางการตามกฎหมาย หรือการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ จะสามารถเกิดขึ้นได้หรือไม่

ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 32.33-32.45 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 32.34/36 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (03/09) ที่ระดับ 1.1626/69 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (02/09) ที่ระดับ 1.1640/42 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ค่าเงินยูโรอ่อนค่าจากการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐ อัตราเงินเฟ้อผู้บริโภคของยูโรโซนเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในเดือนสิงหาคม แต่ยังคงอยู่ใกล้ระดับเป้าหมาย 2% ของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ซึ่งอาจช่วยสนับสนุนมุมมองว่าอัตราเงินเฟ้อกำลังอยู่ในระดับที่ไม่รุนแรงนัก ซึ่งอาจจะเป็นแรงหนุนให้ผู้กำหนดนโยบายตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนนี้ โดยตามประมาณการเบื้องต้นจาก Eurostat ที่มีการเผยแพร่เมื่อวานนี้ (02/09) ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไทย (CPI) อยู่ที่ 2.1% เมื่อเทียบเป็นรายปี สอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ โดยเพิ่มขึ้นจาก 2.0% ในเดือนกรกฎาคม

นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อในภาคบริการซึ่งเป็นภาคส่วนสำคัญของเศรษฐกิจยูโรโซนและได้รับการจับตาอย่างใกล้ชิดโดย ECB “ลดลงเล็กน้อย” จาก 3.2% ในเดือนกรกฎาคม มาอยู่ที่ 3.1% ในเดือนสิงหาคม ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2022 และน่าจะให้ความมั่นใจบางส่วนแก่ผู้กำหนดนโยบายว่าความกดดันด้านราคาในประเทศกำลังผ่อนคลายลง อย่างไรก็ดี ธนาคารกลางทั่วยุโรปกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจขณะเตรียมการสำหรับการประชุมนโยบายที่กำลังจะมาถึง โดยส่วนใหญ่ คาดวาจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ท่ามกลางความกังวลเรื่องการเติบโตและแรงกดดันเงินเฟ้อ

นอกจากนี้ คาดว่าธนาคารจะยังคงใช้แนวทาง “พิจารณาเป็นการประชุมต่อการประชุม” ในขณะที่ยอมรับว่า “อยู่ในจุดที่ดี” กับอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบัน โดยอิซาเบล ชนาเบล สมาชิกคณะกรรมการบริหารของธนาคารกลางยุโรปเชื่อว่า ECB ควรรักษาต้นทุนการกู้ยืมไว้ในระดับปัจจุบัน เนื่องจากความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยชนาเบลบอกกับรอยเตอร์ว่าเศรษฐกิจยุโรปกำลังดำเนินไปได้ดี แม้จะมีการหยุดชะงักทางการค้าจากสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตามเธอเตือนว่าการเพิ่มขึ้นของราคาอาจเกินการคาดการณ์ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

ทั้งนี้ ความเห็นของเธอบ่งชี้ถึงการต่อต้านการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม แม้ว่าตลาดจะคาดหวังการลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมจาก ECB ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1621-55 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1653/55 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (03/09) ที่ระดับ 148.79/80 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (02/09) ที่ระดับ148.62/63 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินเยนอ่อนค่าจากการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐ เรียวโซ อิมิโนะ รองผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) กล่าวในการประชุมซึ่งจัดขึ้นที่เมืองคุชิโระ จังหวัดฮอกไกโด เมื่อวานนี้ (02/09) ว่าเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจฟื้นตัวถือเป็นเรื่องที่ “เหมาะสม” แต่ก็เตือนถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐ

โดยอิมิโนะกล่าวว่า แม้ BOJ ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายมาแล้ว 3 ครั้งนับตั้งแต่เดือน มี.ค.ปีที่แล้ว แต่ “อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงยังคงอยู่ในระดับที่ต่ำมาก เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อยังสูง” เขากล่าวว่า อัตราเงินเฟ้อในปัจจุบันอยู่สูงกว่าเป้าหมายที่ BOJ กำหนดไว้ที่ 2% อย่างมาก เนื่องจากราคาข้าวและสินค้าอื่น ๆ ปรับตัวสูงขึ้น แต่เงินเฟ้อมีแนวโน้มที่จะลดลงเมื่อปัจจัยชั่วคราวเหล่านี้หมดไป และจะกลับมาทรงตัวในระดับที่สอดคล้องกับเป้าหมายได้ในที่สุด ในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 148.55-94 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ 148.67/69 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นสุดท้ายเดือน ส.ค. จาก S&P Global ของญี่ปุ่น (03/09), ตำแหน่งงานว่างเปิดใหม่จาก JOLTS ของสหรัฐ (03/09), การเปลี่ยนแปลงในการจ้างงานภาคเอกชนจากเอดีพี (ADP) ของสหรัฐ (04/09), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐ (04/09), ดัชนี PMI ภาคการบริการจากสถาบันไอเอสเอ็ม (ISM) ของสหรัฐ (04/09), ดัชนียอดค้าปลีกของสหราชอาณาจักร (05/09), อัตราว่างงานเดือน ก.ค.ของสหรัฐ (05/09), ตัวเลขที่แสดงการเปลี่ยนปลงของจำนวนการจ้างงานของสหรัฐ (05/09), รายได้เฉลี่ยต่อชั่วโมงของสหรัฐ (05/09)

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -8.25/-8 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -5.3/-4.3 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ