เหตุสายเคเบิลใต้น้ำในทะเลแดงถูกตัด ส่งผลให้บริการ Azure ของไมโครซอฟท์มีความหน่วงเพิ่มขึ้น กระทบการเชื่อมต่อระหว่างตะวันออกกลาง เอเชีย และยุโรป ก่อนที่บริษัทจะแก้ไขปัญหาได้ ขณะเดียวกันมีรายงานว่าอินเทอร์เน็ตในหลายประเทศ เช่น อินเดียและปากีสถาน ก็ได้รับผลกระทบด้วย
ไมโครซอฟท์ (Microsoft) ออกแถลงเมื่อวันเสาร์ (7 ก.ย.) ระบุว่า ผู้ใช้งานแพลตฟอร์มคลาวด์ Azure อาจประสบปัญหาความหน่วง (latency) เพิ่มขึ้น หลังมีการตัดสายเคเบิลใต้น้ำหลายเส้นในทะเลแดง เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลต่อการรับ-ส่งข้อมูลที่ผ่านตะวันออกกลาง หรือปลายทางอยู่ในเอเชียและยุโรป
บริษัทไม่ได้เปิดเผยว่าใครเป็นผู้ตัดสายเคเบิลหรือเหตุผลใดที่ทำให้เกิดความเสียหาย แต่ย้ำว่า “การซ่อมแซมสายเคเบิลใต้น้ำต้องใช้เวลา” พร้อมยืนยันว่าจะติดตามสถานการณ์ ปรับเส้นทางการรับ-ส่งข้อมูล และเพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมต่อเพื่อลดผลกระทบกับลูกค้า
ภายในค่ำวันเดียวกัน ไมโครซอฟท์รายงานว่าไม่พบปัญหาการเชื่อมต่อของ Azure อีกต่อไป อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก NetBlocks องค์กรติดตามความเชื่อมโยงอินเทอร์เน็ตทั่วโลก เปิดเผยว่า การเสียหายของสายเคเบิลใต้น้ำหลายเส้นในทะเลแดง ได้ทำให้คุณภาพการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในหลายประเทศลดลง โดยเฉพาะอินเดียและปากีสถาน
ด้านสำนักข่าวเอพี (Associated Press) รายงานเพิ่มเติมว่า กลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนซึ่งกำลังทำแคมเปญทางทะเลแดงเพื่อต่อต้านอิสราเอล เคยปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าได้โจมตีสายเคเบิลใต้น้ำ
เหตุการณ์ครั้งนี้ตอกย้ำถึงความเปราะบางของโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตโลก ซึ่งสายเคเบิลใต้น้ำเป็นเส้นเลือดสำคัญในการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างทวีป และสร้างความกังวลต่อเสถียรภาพการเชื่อมต่อในภูมิภาคที่กำลังเผชิญความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์