ดอลลาร์อ่อนค่าหลังตัวเลขจ้างงานนอกภาคการเกษตรอ่อนแอ
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันจันทร์ที่ 8 กันยายน 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (08/09) 32.08/32.09 ซึ่งนักลงทุนพากันเพิ่มน้ำหนักต่อคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยมากถึง 0.50% ในการประชุมเดือนนี้ หลังการเปิดเผยตัวเลขจ้างงานในวันนี้ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 12.2% ที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.50% สู่ระดับ 3.75-3.50% ในการประชุมวันที่ 16-17 ก.ย. จากเดิมที่ให้น้ำหนัก 0% เมื่อวานนี้
ขณะเดียวกัน นักลงทุนให้น้ำหนัก 87.8% ที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 4.00-4.25% ในการประชุมวันที่ 16-7 ก.ย. จากเดิมที่ให้น้ำหนักมากถึง 96.4% เมื่อวานนี้ นอกจากนี้ นักลงทุนคาดว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ทั้งในการประชุมเดือน ต.ค. และ ธ.ค. โดยกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้นเพียง 22,000 ตำแหน่งในเดือน ส.ค. ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 75,000 ตำแหน่ง
ส่วนอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 4.3% สอดคล้องตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์จากระดับ 4.2% ในเดือน ก.ค. นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานสหรัฐได้ปรับตัวเลขการจ้างงานในเดือน ก.ค.เป็นเพิ่มขึ้น 79,000 ตำแหน่ง จากเดิมรายงานว่าเพิ่มขึ้น 73,000 ตำแหน่ง
ทั้งนี้ ภาคเอกชนมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 38,000 ตำแหน่งในเดือน ส.ค. ขณะที่ภาครัฐมีการจ้างงานลดลง 16,000 ตำแหน่ง ขณะเดียวกัน ตัวเลขค่าจ้างรายชั่วโมงเฉลี่ยของแรงงาน เพิ่มขึ้น 3.7% ในเดือน ส.ค. เมื่อเทียบรายปี และเพิ่มขึ้น 0.3% เมื่อเทียบรายเดือน ทั้งนี้ ตัวเลขค่าจ้างรายชั่วโมงนับเป็นข้อมูลที่เฟดให้ความสำคัญเพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ภาวะเงินเฟ้อ ส่วนตัวเลขอัตราการเข้าสู่ตลาดแรงงานของสหรัฐ ซึ่งแสดงสัดส่วนของกำลังแรงงานต่อจำนวนประชากรทั้งหมด อยู่ที่ระดับ 62.3% ทั้งนี้ ตลาดยังรอดูการเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐในช่วงกลางสัปดาห์ เพื่อรอดูท่าทีของเฟดต่อการตัดสินใจปรับนโยบายการเงิน
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลัง มีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการเดินหน้าโครงการคนละครึ่งเฟสใหม่ หากรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยมีนโยบายที่ชัดเจน โดยในทางเทคนิคยืนยันว่าระบบมีความพร้อม เนื่องจากเคยดำเนินการมาแล้วในอดีตผ่านแอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง” สำหรับด้านงบประมาณนั้น หากโครงการสามารถเริ่มได้ในวันที่ 1 ต.ค. 2568 จะสามารถใช้งบประมาณปี 2569 จากงบฯกลางกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีวงเงินอยู่ 25,000 ล้านบาท
หากมีความจำเป็นต้องใช้มากกว่านั้นก็สามารถโยกงบประมาณกลางเพิ่มเติมได้ นายลวรณกล่าวว่า การดำเนินการโครงการจะทำได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากร้านค้าที่เคยเข้าร่วม และไม่ได้ลบแอปพลิเคชั่น “ถุงเงิน” ยังคงสามารถใช้งานต่อได้ทันที หลังจากการเปิดลงทะเบียนร้านค้าใหม่ ส่วนในรายละเอียดของโครงการ เช่น กลุ่มเป้าหมายหรือสัดส่วนการร่วมจ่าย จะขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาล แต่ทางแพลตฟอร์มที่พัฒนาไว้สามารถรองรับได้ทุกรูปแบบ เมื่อถามถึงศักยภาพการกระตุ้นเศรษฐกิจของโครงการ ปลัดกระทรวงการคลังระบุว่า ยังเร็วเกินไปที่จะประเมิน
เนื่องจากขึ้นอยู่กับขนาดของโครงการ และปริมาณเงินที่อัดฉีดเข้าสู่ระบบต่อวัน แต่ยืนยันว่าในทางเทคนิค และด้านงบประมาณมีความพร้อมเต็มที่ที่จะดำเนินการทันทีที่มีคำสั่งจากรัฐบาล ทั้งนี้ ในระหว่างวันค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 31.80-32.12 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 31.85/86 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (08/09) ที่ระดับ 1.1710/12 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (05/09) ที่ระดับ 1.1691/93 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร สื่อต่างประเทศรายงานว่า รัฐสภาฝรั่งเศสคาดการณ์ว่าจะลงมติถอดถอนนายกรัฐมนตรีฟรองซัวส์ บายรู ออกจากตำแหน่งในวันจันทร์นี้ (8 ก.ย.) หลังจากดำรงตำแหน่งได้เพียง 9 เดือน
ซึ่งจะผลักดันให้ฝรั่งเศสชาติสมาชิกคนสำคัญของสหภาพยุโรปเข้าสู่ภาวะสุญญากาศทางการเมืองครั้งใหม่ และสร้างความหนักใจอย่างยิ่งให้แก่ประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่นายกฯบายรู ตัดสินใจเสนอญัตติขอความไว้วางใจในรัฐบาลของตนเอง ซึ่งทำเอาแม้พันธมิตรของเขาเองก็ไม่ทันตั้งตัว
โดยมีเป้าหมายเพื่อยุติภาวะชะงักงันที่ยืดเยื้อมานานหลายเดือนเกี่ยวกับแผนงบประมาณรัดเข็มขัด ที่ตั้งเป้าจะลดรายจ่ายเกือบ 4.4 หมื่นล้านยูโร (5.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อลดภาระหนี้สินของประเทศ หากการลงมติเป็นไปตามคาด บายรูจะกลายเป็นนายกรัฐมนตรีฝรั่งเศสคนที่สองติดต่อกันที่ต้องพ้นจากตำแหน่งด้วยมติไม่ไว้วางใจ ต่อจาก มิเชล บาร์เนียร์ ที่ถูกถอดถอนไปเมื่อเดือน ธ.ค.ปีก่อน หลังอยู่ในตำแหน่งได้เพียง 3 เดือน โดยบายรูถือเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 6 ภายใต้การบริหารของ ปธน.มาครง นับตั้งแต่ปี 2560 ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1720-1.1724 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1721/23 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (08/09) ที่ระดับ 148.33/37 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (05/09) ที่ระดับ 148.09/10 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ กระทรวงการคลังญี่ปุ่นแถลงวันนี้ (8 ก.ย.) ว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดประจำเดือน ก.ค.ยังคงเกินดุลถึง 2.68 ล้านล้านเยน (1.81 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) แม้ตัวเลขดังกล่าวจะหดตัวลง 19.1% เมื่อเทีบกับปีก่อนหน้า อันเป็นผลพวงจากเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นจนบั่นทอนผลตอบแทนจากการลงทุนในต่างแดน
ประกอบกับภาคการส่งออกที่แผ่วลง สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า เมื่อเจาะลึกในรายละเอยด พบว่าดุลการค้านค้ายังคงขาดดุลที่ 1.894 แสนล้านเยน โดยมูลค่าการส่งออกซบเซาลง 4.9% เหลือ 9.01 ล้านล้านเยน โดยเฉพาะกลุ่มยานยนต์และเหล็กหล้าที่ชะลอตัว ขณะที่ฝั่งนำเข้าก็ลดลง 7.4% อยู่ที่ 9.20 ล้านล้านเยน อานิสงส์จากราคาพลังงานในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลง สำหรับดุลรายได้ขั้นปฐมภูมิ ซึ่งสะท้อนกำไรที่ญี่ปุ่นทำได้จากการลงทุนในต่างประเทศนั้น เกินดุลถึง 4.07 ล้านล้านเยน แต่ก็ลดลง 11.6% จากพิษเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นในเดอนดังกล่าว
ส่วนดุลบริการยังคงเป็นตัวฉุด โดยขาดดุลเพิ่มขึ้นจาก 5.81 แสนล้านเยน เป็น 6.95 แสนล้านเยน หลังค่าใช้จ่ายด้านทรัพย์สินทางปัญญาสูงขึ้น ขณะที่ดุลการท่องเที่ยวเกินดุลลดลงเล็กน้อยเหลือ 5.29 แสนล้านเยน สะท้อนว่าเม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวต่างชาติยังคงมากกว่าที่คนญี่ปุ่นขนไปใช้จ่ายในต่างประเทศ เจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังยอมรับว่า “เป็นการยาก” ที่จะประเมินผลกระทบจากกำแพงภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ แต่ชี้ว่า ภาษีของสหรัฐที่บังคับใช้มาตั้งแต่ช่วงฤดูใบไม้ผลิได้กัดเซาะมูลค่าการส่งออกยานยนต์และเหล็กกล้าของญี่ปุ่นไปอย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ ในเดือน ก.ค.มีนักท่องเที่ยวต่างชาติหลั่งไหลเข้าญี่ปุ่นราว 3.44 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4.4% ขณะที่ชาวญี่ปุ่นเดินทางออกนอกประเทศ 1.21 ล้านคน ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 14.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน ทั้งนี้ ในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 14776-147.81 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ 147.83/85 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) (เดือนต่อเดือน) (ส.ค.) (10/09), สินค้าคงคลังน้ำมันดิบ (10/09), การตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย ECB (ก.ย.) (11/09), ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) (เดือนต่อเดือน) (ส.ค.) (11/09), ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) (เดือนต่อเดือน) (ส.ค.) (11/09), ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) (ปีต่อปี) (ส.ค.) (11/09), จำนวนคนที่ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก (11/09)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap Point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -7.7/-7.5 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -9.1/-7.6 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ