ครม.รักษาการไม่ขึ้น VAT อีก 1 ปี คงจัดเก็บที่ 7% ขณะที่โบรกฯประเมินนโยบายเศรษฐกิจรัฐบาลใหม่ฟื้น “คนละครึ่ง” หนุนหุ้นค้าปลีก ปลุกจีดีพี 0.2-0.4% ดันดัชนี SET 1,275 จุด
นายปิ่นสาย สุรัสวดี อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบต่ออายุมาตรการคงการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่อัตรา 7% ต่อไปอีก 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2568-30 ก.ย. 2569 ยังไม่ปรับขึ้นเป็น 10% เพื่อบรรเทาภาระของประชาชน เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวดี
นายสรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย กล่าวในเพจ “KS” ของ บล.กสิกรไทย หัวข้อ “ส่องนโยบายเศรษฐกิจรัฐบาลใหม่ ฟื้นคืนคนละครึ่ง ความหวังค้าปลีก เรามองอย่างไร ?” ว่า ขณะนี้รัฐบาลชุดใหม่ ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรี มีการเปิดตัวแคนดิเดตรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจออกมาแล้ว ขณะเดียวกันมีการพูดถึงการฟื้นนโยบาย “คนละครึ่ง” กลับมาอีกครั้ง ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกกับกลุ่มค้าปลีก
ทั้งนี้ เนื่องจากรัฐบาลมีเวลาแค่ 4 เดือน โครงการคนละครึ่ง อาจจะทำได้เลยตั้งแต่เดือน ต.ค. 2568 เพราะในอดีตเคยทำมาแล้ว 5 ครั้ง ดังนั้น จึงเป็นมาตรการที่ทุกคนรู้จักดีอยู่แล้ว ไม่ต้องเสียเวลาเริ่มใหม่
“นโยบายนี้มีโอกาสสูงที่จะถูกยกกลับมาเป็นหนึ่งในนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งมีการเปิดสถิติจากไลน์แมน วงใน ว่าช่วงเวลาของการออกมาตรการนี้พบว่า ยอดขายของบางร้านอาหารขนาดเล็กปรับตัวขึ้น 1.7-4 เท่า ในช่วงเวลาที่มีมาตรการ และถ้าดูจากยอดขายดีลิเวอรี่อย่างเดียวโตเฉลี่ยประมาณ 2.5 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงก่อนมีโครงการ”
นายสรพลกล่าวว่า ในอดีตที่ทำคนละครึ่งก็พบว่า ตัวเลขการบริโภคในช่วงที่มีมาตรการก็ฟื้นดี โดยหุ้นกลุ่มค้าปลีกก็ฟื้น ซึ่งหุ้นเครื่องดื่มต่าง ๆ ก็ได้อานิสงส์ด้วย
ทั้งนี้ บล.กสิกรไทย มองกรณีโครงการ “คนละครึ่ง” สามารถเริ่มได้เร็วสุดเดือน ต.ค.นี้ ผ่านแอป “เป๋าตัง” มีงบประมาณรองรับแล้ว 25,000 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2569 จะเป็นบวกกับกลุ่มค้าปลีกอย่าง CPAXT กับ BJC
นอกจากนี้ จากโอกาสที่สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่น่าจะคลี่คลาย น่าจะส่งผลดีกับหุ้น SAV, CBG, BDMS ขณะที่จากสถานการณ์เงินบาทแข็งค่าและแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาลง จะส่งผลดีกับหุ้นโรงไฟฟ้าอย่าง BGRIM, GULF
“ส่วนท่องเที่ยว ต้องมาลุ้นกันว่าจะบูสต์อย่างไร ถ้าท่องเที่ยวกลับมาได้ โดยเฉพาะจีน จะส่งผลดีกับหุ้นการบิน อย่าง THAI, AAV เป็นต้น”
นายสรพลกล่าวด้วยว่า ดัชนี SET มีโอกาสทะลุ 1,275 จุด จากการฟอร์มรัฐบาลที่ค่อนข้างเร็ว ซึ่งตามสถิติช่วง 1 เดือนหลังมีการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ต่างชาติจะเข้าซื้อหุ้นไทย ซึ่งหุ้นโรงไฟฟ้า ค้าปลีก รวมถึงแบงก์ จะเป็นตัวผลักดันดัชนี
ด้าน บล.เอเซีย พลัส ชี้ว่า การนำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เคยประสบความสำเร็จในอดีตกลับมาใช้ใหม่อย่างนโยบายคนละครึ่ง มีข้อดีอยู่ 3 ข้อด้วยกัน คือ 1.Quick Win กระตุ้นเศรษฐกิจทันใจ 2.เข้าใจง่าย ประชาชนและผู้ค้าคุ้นเคย
และ 3.ต้นทุนประหยัด แต่มีประสิทธิผล โดยนโยบายนี้ได้รับการยอมรับว่ามีความ “คุ้มค่ากว่า” โครงการแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท เพราะใช้งบประมาณน้อยกว่ามาก แต่สามารถกระจายเม็ดเงินไปยังร้านค้ารายย่อยได้จริง ทั้งนี้ ตัวเลขในอดีตบ่งชี้ว่าโครงการดังกล่าวตลอดการมีอยู่ตั้งแต่เฟส 1-5 ใช้วงเงินเฉลี่ยราว 2-3 หมื่นล้านบาทต่อรอบเท่านั้น แต่สามารถกระตุ้น GDP ได้ราว 0.2-0.4%
