อีกหนึ่งบทพิสูจน์ความล้มเหลวของรัฐในต่อสู้กับแพลตฟอร์มเทคโนโลยี ? หรือแค่ตัวจุดระเบิดความโกรธแค้นในสังคม-เศรษฐกิจ ที่ฝังรากมาตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงจากยุคแห่งเทวรัฐฮินดู สงครามกลางเมือง และอาจลากเนปาลไปสู่รัฐล้มเหลว
ชนวนเหตุแห่งการประท้วงและจลาจลในกรุงกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล อาจเรียกได้ว่าเริ่มจากน้ำผึ้งหยดเดียว คือ การพยายาม “ควบคุม” แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย หรือเทคโนโลยีสื่อสารข้ามชาติ ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายโจทย์ที่รัฐบาลทั่วโลกกำลังพยายามทำ รวมถึงประเทศไทยเองด้วย
ความพยายามคุมโซเชียลมีเดีย เริ่มจากการพยายามกำหนดเงื่อนไขที่ให้บริษัทข้ามชาติต้องมา “จด” จัดตั้งสำนักงานและตั้งตัวแทนบริษัทภายในประเทศเพื่อให้ความสะดวกในการรับร้องเรียน และบังคับใช้อำนาจทางกฎหมาย ซึ่งจะนำไปสู่การกำกับดูแลด้านเนื้อหา โฆษณา การหลอกลวง และการเรียกเก็บภาษีบิ๊กแพลตฟอร์มในที่สุด
ลักษณะการกำกับดูแลเช่นนี้ ผิวเผินย่อมเหมือนเป็นไปในครรลองเดียวกับหลายประเทศ ไม่ง่าย เต็มไปด้วยข้อจำกัดมากมาย โดยเฉพาะถ้าเกี่ยวกับเรื่องภาษีบริการดิจิทัล ที่ทางการสหรัฐมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่เป็นมิตร และไม่ส่งผลดีต่อการค้าการลงทุน ซึ่งสหรัฐจะตอบโต้ผู้ที่เรียกเก็บภาษีเหล่านี้
หลายประเทศต้องหมอบไพ่ ยอม “บิ๊กเทค” อยู่ร่ำไป เพราะถ้าเงื่อนไขมันมากไป เขาก็ไม่จำเป็นต้องให้บริการในพื้นที่นั้น ๆ ซึ่งจะนำความไม่พอใจมาสู่ประชาชนผู้ใช้บริการ อำนาจต่อรองของรัฐต่อบิ๊กเทคจึงมีบทพิสูจน์คือการที่บิ๊กเทคยอมจัดตั้งตามเงื่อนไขของรัฐนั้น ๆ โดยยังประโยชน์กับประชาชนผู้ใช้บริการมากที่สุด
หากไม่ยอม รัฐนั้น ๆ จะทำอะไรได้บ้าง
ตามเนื้อผ้า ถ้าเป็นรัฐที่มีอำนาจเต็ม หากมีคนไม่ทำตามกฎก็ต้องลงโทษ ขั้นสูงสุด คือ ต้องสั่งปิดกั้น และสั่งระงับการให้บริการแพลตฟอร์มนั้น ๆ ซึ่งหลายประเทศไม่กล้าทำ (เช่น ประเทศไทยก็ประกาศท้ารบขู่ปิดกับ Facebook และ Twitter บ่อยครั้งในรัฐบาลก่อน ๆ ที่มีแนวคิดนำ Single Gateway มาคุมแพลตฟอร์มสื่อสารด้วย)
แต่ “รัฐบาลเนปาล” เลือกที่จะบังคับใช้การ “ปิดกั้น” ไม่ให้บริการ
การสั่งปิดกั้นแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ไม่ยอมดำเนินการตามเงื่อนไขของรัฐ มันส่งผลทันทีต่อประชากรในประเทศ ซึ่งพึ่งพาเทคโนโลยีเหล่านี้ในการลืมตาอ้าปาก และเป็นที่พึ่งพาทางเศรษฐกิจให้พวกเขา
แต่การจะกลายเป็นการประท้วงใหญ่โต จนมีจลาจลและผู้เสียชีวิต และบางคนถึงกลับบอกว่าอาจลากประเทศเข้าสู่การเป็นรัฐล้มเหลวอีกครั้ง เพราะตอนนี้สถานการณ์ได้ยกระดับจากการประท้วง Gen Z เป็นการประท้วงต่อต้านคอร์รัปชั่นไปแล้ว (อ่านไทม์ไลน์การประท้วงเพิ่มเติมได้ที่นี่)
ดังนั้นเหตุการณ์นี้ สาเหตุมันต้องมากกว่าความไม่พอใจในการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย ซึ่งหากย้อนรอยประวัติศาสตร์ของเนปาล จะเห็นว่ามีความตึงเครียดทางสังคม และเศรษฐกิจ ที่เรื้อรังรอวันระเบิด
จากเทวรัฐฮินดูแห่งสุดท้าย สู่สาธารณรัฐที่เหลื่อมล้ำสูง
ภูมิศาสตร์ของเนปาลตั้งอยู่ท่ามกลางมหาอำนาจสามฝ่าย จีน อินเดีย และบังคลาเทศ โดยด้านหนึ่งเป็นแบบจำลองศูนย์กลางจักรวาลและวิมานพระเจ้า “เทือกเขาหิมาลัย”
ในเบื้องโบราณ ดินแดนนี้เป็นเส้นทางค้าขายสำคัญของกลุ่มชนในลุ่มแม่น้ำสินธุ และที่ราบสูงทิเบต รับอิทธิพลโดยตรงจากฮินดู แต่ก็มีความหลากหลายด้านนิกาย จนก่อให้เกิดพุทธศาสนาท้าทายวิธีคิดเดิม และหลอมรวมให้ผู้คนในหุบเขา “กาฐมาณฑุ” ให้มีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมจำเพาะ ดังที่เห็นว่าในหุบเขานี้ปรากฏมรดกโลก 4 แห่ง อันเกี่ยวเนื่องกับความเชื่อแบบฮินดู พุทธ และความเชื่อของเนปาลและกลุ่มชนที่อยู่ข้างเคียงกัน
จนกระทั่งเข้าสู่ศตวรรษที่ 18 ชนเผ่ากุรข่า นำโดยพระเจ้าปฤถวีนารายัณ ศาหะ ขยายดินรวบรวมชนเผ่าต่าง ๆ เป็นราชอาณาจักรเดียว และสถาปนารัฐราชาธิปไตยแบบเทวสิทธิที่รวมอำนาจทางการเมืองและศาสนาไว้ด้วยกัน แม้ต่อมาจะแพ้ศึกให้อังกฤษจนมีการจำกัดเขตแดนเนปาลไว้เท่าปัจจุบัน แต่ระบอบการปกครองโดยราชวงศ์ “ศาหะ” ยังคงดำรงอยู่จนถึงปี 2008 จึงเรียกได้ว่าเนปาลเป็น “รัฐฮินดูแห่งสุดท้าย” ที่เหลืออยู่ในโลกยุคใหม่
เนปาล มีภูมิประเทศที่เหมาะกับเกษตรกรรมเพียง 17% นอกนั้นเป็นภูเขาและป่าไม้ที่เหมาะกับอุตสาหกรรมไม้แปรรูปและการท่องเที่ยว ดังนั้นรูปแบบวัฒนธรรมจำเพาะของผู้คนแถบเทือกเขาหิมาลัย เนปาล เชอร์ปา รวมถึงทิเบต จึงเป็นรูปแบบของการเคลื่อนย้ายแรงงานไปยังที่อื่น ๆ มาตั้งแต่อดีต ดังที่กล่าวข้างต้นว่าพื้นที่นี้เคยเป็นเส้นทางการค้าที่สำคัญในภูมิภาค
ในด้านอุตสาหกรรมก็มีขนาดเล็ก อย่างโรงงานแปรสภาพผลผลิตทางการเกษตร น้ำตาล โรงงานกระดาษ รายได้ส่วนใหญ่ของประเทศได้มาจากการค้าแรงงานของชาวเนปาลที่อยู่ต่างประเทศ และส่งเงินกลับมาให้กับครอบครัวที่อาศัยอยู่ในเนปาล รายได้ส่วนนี้คิดเป็น 1 ใน 4 ของ GDP
การพัฒนารัฐสมัยใหม่หลังอินเดียได้รับเอกราช และการแยกตัวของปากีสถาน ทำให้สถานการณ์ที่เคยสงบราบเรียบในภูมิภาคเปลี่ยนไป สถานะของผู้คนเนปาลเริ่มที่จะค้าขายแบบเดิมไม่ได้ การพัฒนาสาธารณูปโภค การศึกษา และระบบพื้นฐานต่าง ๆ เป็นไปอย่างล่าช้า ขณะที่กลุ่มชนชั้นปกครองสามารถแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรภายในและผลประโยชน์ชายแดนซึ่งติดประเทศใหญ่หลายประเทศ
ความไม่พอใจในการปกครองของกษัตริย์ ก่อตัวขึ้นเงียบ ๆ เรื่อยมา
ซึ่งสถาบันมีการปรับตัวในปี 1990 มีการตั้งรัฐบาลมาบริหารประเทศในระบบรัฐสภาแบบหลายพรรค (ก่อนหน้านี้มีการยุบสภาหลายพรรคแล้วให้มีพรรคเดียวบริหารในนามกษัตริย์) เพื่อให้คนทุกฝ่ายมาช่วยบริหารประเทศแต่สถานการณ์ไม่ดีขึ้น ด้วยประชาชนมองว่าการบริหารยังขึ้นอยู่กับกษัตริย์และชนชั้นนำมากกว่ารัฐบาล
เกิดกลุ่มก้อนทางการเมืองขนาดใหญ่ที่เคลื่อนไหวในนาม “พรรคคอมมิวนิสต์” (ลัทธิเหมา) แห่งเนปาล และแข็งแกร่งขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1990 ก่อนจะเริ่มจับอาวุธเปิดฉากสงครามประชาชนในปี 1996 มีเป้าหมายที่จะสถาปนาสาธารณรัฐสังคมนิยมขึ้นแทนระบอบราชาธิปไตย ซึ่งเป็นการทำสงครามในชนบทเพื่อชิงอำนาจที่เทวรัฐไม่ได้ใส่ใจอยู่แล้ว
การเคลื่อนไหวด้วยกำลังของคอมมิวนิสต์แห่งเนปาล กินเวลาถึงปี 2000 แต่แม้จะได้ฐานมวลชนกว่าครึ่งประเทศ แต่สงครามไม่ยกระะดับสู่ศูนย์กลางอำนาจ ด้วยคนในเมืองหลวงยังนิยมระบอบกษัตริย์
จนกระทั่งเกิดจุดเปลี่ยน ในค่ำคืนหนึ่ง กลางพระราชวังกาฐมาณฑุ
ทำให้กษัตริย์ชญาเนนทร ตัดสินใจยกระดับนำกองทัพส่วนกลางเข้าร่วมรบเพื่อปราบปรามพรรคคอมมิวนิสต์ลัทธิเหมาแบบเต็มกำลัง จากการรบกับตำรวจข้าราชการในท้องถิ่น กลายเป็นสงครามกลางเมืองเต็มรูปแบบ มีคนเสียชีวิต-สูญหายกว่าสองหมื่นคนและพลัดถิ่นนับไม่ถ้วน
นอกจากนี้ ชญาเนนทร ยังสั่งยุบสภาและรวบอำนาจบริหารเบ็ดเสร็จไว้คนเดียว นั่นเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้คนในเมืองหลวงลุกฮือปิดล้อมพระราชวังหลวง กดดันจนกษัตริย์ต้องยอมเจรจายุติสงครามกับพรรคคอมมิวนิสต์ในปี 2006 ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดสงครามกลางเมืองสิบปี
และมีการลงนามให้พรรคคอมมิวนิสต์ กลับเข้ามาในรัฐสภา มอบอาวุธให้สหประชาชาติ และร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งผลของรัฐธรรมนูญใหม่นี้ทำให้ระบอบกษัตริย์ ภายใต้ราชวงศ์ศาหะสิ้นสุด และนำเนปาลเข้าสู่ยุคของสาธารณรัฐ
แบนโซเชียลมีเดียเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ?
ทว่าการเปลี่ยนแปลงไม่ได้สวยหรู เมื่อแกนนำพรรคคอมมิวนิสต์เข้าสู่ระบบรัฐสภามีการสลายพรรคเป็นพรรคการเมืองต่าง ๆ ตามอุดมการณ์ของตนเอง ซึ่งได้กลายเป็นคู่แข่งทางการเมืองที่ห้ำหั่นกันเอง กลายเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ที่ล้มลุกคลุกคลาน
เรียกได้ว่า เปลี่ยนนายกรัฐมนตรีปีละคน เหมือนบ้านเราไม่มีผิด
