กนอ.-ส.อ.ท. เร่งรัดการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย แม้ไทยยังน่าสนใจกระแสย้ายฐานการลงทุนยังอยู่ แต่เพื่อนบ้านแซงไทยเกือบหมด ทำขีดความสามารถการแข่งขันร่วงมาอยู่อันดับ 6 ของอาเซียน จ่อตั้งพื้นที่โซนพิเศษ เป็นแซนด์บอกซ์โฟกัสเรื่องซัพพลายเชน Local Content
นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า หลังการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่าง กนอ. และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อเร่งรัดการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย เนื่องจากประเทศไทยจำเป็นที่ต้องเตรียมความพร้อมด้านพื้นที่ โครงสร้างพื้นฐาน และการอำนวยความสะดวกให้แก่นักลงทุน
ซึ่งปัจจุบันมีนิคมอุตสาหกรรมรองรับถึง 75 แห่ง ในขณะที่ยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ครึ่งปีแรก 2568 มูลค่าสูงถึง 1.1 ล้านล้านบาท ดังนั้นจำเป็นอย่างมากที่ กนอ.ต้องมีจำนวนพื้นที่รองรับ

“ปีนี้เป้ายอดขายพื้นที่/เช่าในนิคมอุตสาหกรรมของ กนอ.น่าจะอยู่ที่ประมาณ 8,000 ไร่ ล่าสุดยอดขายอยู่ที่ประมาณ 4,000-5,000 ไร่ เหลืออีกไม่ถึง 1 เดือน (30 ก.ย. 2568 ปีงบประมาณ) ก็หวังว่าจะได้ตามเป้า เพราะเรามีแผนจะไปโรดโชว์ที่จีนและญี่ปุ่นอีก ก็แน่นอนว่าการจะได้นักลงทุนมาซื้อที่ก็มี แต่มันก็ต้องใช้เวลาตัดสินใจ ซึ่งก็ต้องดูหลังเดือน 9 (ก.ย.) นี้ อีกส่วนคือมาตรการกระตุ้นการลงทุนหรือมาตรการที่บีโอไอมีอยู่ อาจจะต้องช่วยออกแบบการลงทุนคลัสเตอร์ พื้นที่เขตเศรษฐกิจเพิ่ม”
สำหรับความร่วมมือดังกล่าวกับ ส.อ.ท. จะเกิดขึ้นภายใต้นโยบาย NOW Thailand ของ กนอ. และนโยบาย One FTI ของ ส.อ.ท. ที่จะทำให้เกิดการส่งเสริมที่สามารถผลักดันการลงทุนได้อย่างเป็นรูปธรรม เกิดเป็นนโยบายและมาตรการที่ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง ซึ่งจะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมเป้าหมายของไทยให้เป็น New Growth Engine ของประเทศ และนำไปสู่การยกระดับเศรษฐกิจไทยโดยรวม
ขณะเดียวกันความร่วมมือนี้ยังเป็นเวทีสู่การพัฒนานวัตกรรม สร้างมูลค่าเพิ่ม และเชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดย กนอ.มุ่งขับเคลื่อนนิคมอุตสาหกรรมสู่การเป็น Smart Industrial Estate ผ่านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล พร้อมผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และส่งเสริมการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับบริษัทชั้นนำระดับโลก เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานที่เข้มแข็ง
รวมถึงการออกแบบพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเฉพาะทาง ที่จะเป็น Sandbox เพื่อเพิ่มสิทธิประโยชน์และสนับสนุนเรื่องซัพพลายเชนและการเพิ่มสัดส่วน Local Content หลีกเลี่ยงผลกระทบจากมาตรการกีดกันการค้า
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากเศรษฐกิจโลกและการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่ก็มีโอกาสสำคัญจากการไหลเข้าของเงินลงทุนต่างประเทศ
โดยเฉพาะในอุตสาหกรรม S-Curve และ New S-Curve ซึ่งจากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ระบุว่า มูลค่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุนในช่วง 6 เดือนแรกปี 2568 สูงถึง 1.058 ล้านล้านบาท เติบโต 138% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า การที่นักลงทุนจะตัดสินใจเลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตนั้น ต้องพิจารณาปัจจัยสำคัญรอบด้าน
ไม่ว่าจะเป็นทำเลยุทธศาสตร์ โครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับเทคโนโลยีขั้นสูง พื้นที่ใกล้กับแหล่งวัตถุดิบ ตลาด และท่าเรือเพื่อความพร้อมสำหรับการส่งออก ซึ่งทั้งหมดนี้ ชี้ให้เห็นว่าพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม คือ หัวใจสำคัญในการดึงดูดการลงทุน
ทั้งนี้ พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมีบทบาทสำคัญในการดึงดูดการลงทุน เนื่องจากมีความพร้อมทั้งด้านทำเล โครงสร้างพื้นฐาน และระบบนิเวศการผลิต (Ecosystem) ที่เอื้อต่ออุตสาหกรรมสมัยใหม่ อาทิ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แบตเตอรี่ Data Center เกษตรและชีวภาพขั้นสูง รวมถึง Climate Tech
ด้วยเหตุนี้ ส.อ.ท.จึงมุ่งผลักดันให้เกิดการยกระดับอุตสาหกรรมจากอุตสาหกรรมเดิม (First Industries) สู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (Next-Gen Industries) ซึ่งประกอบไปด้วย S-Curve & New S-Curve รวมทั้ง BCG และ Climate Change ซึ่งเป็นนโยบายที่ไปในทิศทางเดียวกับการพัฒนาอุตสาหกรรมของโลก และนโยบายของภาครัฐ
“แม้ว่าไทยตอนนี้จะยังเป็นที่น่าสนใจของนักลงทุนอยู่ และกระแสย้ายฐานการลงทุนยังอยู่ แต่เพื่อนบ้านแซงไทยเกือบหมด ทำขีดความสามารถการแข่งขันร่วงมาอยู่อันดับ 6 ของอาเซียน ดังนั้น ถ้าเราไม่ปรับตัวเราจะถูกโลกปรับออก เราจึงพร้อมสนับสนุนและร่วมมือกับ กนอ. ทั้งเรื่องการประสานงานกับสมาชิก ส.อ.ท. เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรม การรวบรวมความเห็นจากภาคเอกชนเพื่อร่วมพัฒนากฎระเบียบให้เอื้อต่อการทำธุรกิจ
รวมทั้งการส่งเสริมให้สมาชิกใช้บริการศูนย์บริการเบ็ดเสร็จครบวงจร หรือ One Stop Service ของ กนอ. และที่สำคัญที่สุด คือ การผลักดันมาตรฐานโรงงานอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco-factory) ให้เป็นที่รู้จักและยอมรับในระดับสากล เพื่อสร้างแรงจูงใจให้นักลงทุน และผลักดันอุตสาหกรรมไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน”
สำหรับขอบข่ายความร่วมมือหลัก 4 ด้าน ภายใต้บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ ประกอบด้วย 1.การเร่งรัดการลงทุน ด้วยการร่วมกันจัดทำแนวทางและแผนสร้างแรงจูงใจ เพื่อรองรับการย้ายฐานการผลิตและปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม 2.ความร่วมมือทางวิชาการและข้อมูล แลกเปลี่ยนข้อมูลภาวะเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม เพื่อใช้กำหนดนโยบายและสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน 3.การพัฒนากฎหมายและกฎระเบียบ เพื่ออำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ
โดย กนอ.จะสนับสนุนการใช้บริการแบบเบ็ดเสร็จครบวงจร (One Stop Service) และ “ทางด่วน” การลงทุน (Investment Fast Track) และ 4.การส่งเสริมความยั่งยืน ด้วยการร่วมกันยกระดับผู้ประกอบการด้วยมาตรฐาน “โรงงานอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco-factory)” ตั้งแต่การพัฒนาเกณฑ์มาตรฐาน การให้การรับรอง การพัฒนาบุคลากร ไปจนถึงการมอบสิทธิประโยชน์