วันที่ 16 กันยายน ของทุกปี เป็นวันโอโซนโลก และรำลึกถึงพิธีสารมอนทรีออล ซึ่งมีการประกาศโดยสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ
สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติได้ประกาศให้วันที่ 16 กันยายนของทุกปี เป็นวันโอโซนโลก หรือ Ozone Day และนับเป็นวันที่รำลึกถึงพิธีสารมอนทรีออล (Montreal Protocol) พิธีลงนามว่าด้วยการเลิกใช้สารทำลายชั้นโอโซน ซึ่งนานาประเทศร่วมลงนามพิธีสารดังกล่าวเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2530
สำหรับประเทศไทยได้ร่วมลงนามในพิธีสารนี้เมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2531 และให้สัตยาบันเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2532 มีผลบังคับใช้ต่อประเทศไทยเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2532
พิธีสารมอนทรีออลคืออะไร
พิธีสารมอนทรีออลว่าด้วยสารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน คือ สนธิสัญญาสากลที่กำหนดขึ้นเพื่อควบคุม ยับยั้ง และรณรงค์ให้ลดการผลิตและการใช้สารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน เพื่อรักษาชั้นบรรยากาศโอโซนที่เริ่มจะสูญสลายไปเนื่องจากสารเหล่านี้
โดยพิธีสารดังกล่าวได้เปิดให้ประเทศต่าง ๆ ร่วมลงนามเป็นประเทศภาคีสมาชิกในวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2530 และเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2532 ในเวลาต่อมาได้มีการแก้ไขปรับปรุงพิธีสาร 5 ครั้งได้แก่ ครั้งแรกที่กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เมื่อปี พ.ศ. 2533, ครั้งที่สองที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก เมื่อปี พ.ศ. 2535, ครั้งที่สามที่กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย เมื่อปี พ.ศ. 2538, ครั้งที่สี่ที่เมืองมอนทรีออล ประเทศแคนาดา เมื่อปี พ.ศ. 2540 และครั้งที่ห้าที่กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อปี พ.ศ. 2542 (1999)
เนื่องจากมีการนำไปใช้อย่างกว้างขวาง ทั้งยังได้รับเสียงสนับสนุนและชื่นชมจากนานาประเทศและหลาย องค์กร พิธีสารมอนทรีออลจึงได้รับการยกย่องให้เป็นตัวอย่างการร่วมมือกันระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาในระดับนานาชาติ
วัตถุประสงค์ของพิธีสารมอนทรีออล
สนธิสัญญาดังกล่าวมีวัตุประสงค์เพื่อจำกัดการใช้กลุ่มสารประกอบประเภทไฮโดรคาร์บอน-ฮาโลเจน ซึ่งพบว่ามีส่วนสำคัญในการทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน โดยสารทำลายชั้นโอโซนทั้งหมดนี้มีส่วนผสมของคลอรีนหรือโบรมีนประกอบอยู่ด้วย (ในขณะที่สารที่ประกอบด้วยฟลูออรีนเท่านั้นจะไม่ทำลายชั้นโอโซน)
ทั้งนี้ สนธิสัญญาได้จำแนกสารทำลายชั้นโอโซนออกเป็นกลุ่ม ๆ โดยแบ่งเป็นตารางเวลาที่ระบุถึงจำนวนปีที่การผลิตสารเหล่านี้จะต้องยุติลงและหมดสิ้นลงไปในที่สุด
จุดประสงค์ของสนธิสัญญานี้ได้ระบุไว้ในข้อสัญญาพิธีสาร โดยบรรดาประเทศที่ลงนามในพิธีสารได้แถลงว่า
- “…ผู้ลงนามในสัญญาทราบดีว่าการแพร่กระจายของสารประกอบหนึ่ง ๆ (สารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน) ทั่วโลก ได้ทำให้ชั้นโอโซนหมดไปหรือเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในระดับที่สามารถส่งผลเสียต่อสุขภาพของมวลมนุษยชาติและสิ่งแวดล้อมได้ ผู้ลงนามในสัญญาจึงตกลงที่จะปกป้องชั้นบรรยากาศโอโซน โดยการวางมาตรการล่วงหน้าเพื่อควบคุมการแพร่กระจายของสารประกอบที่ทำลายชั้นโอโซนทั่วโลกให้เท่ากับปริมาณโอโซนที่หมดไป พร้อมด้วยจุดมุ่งหมายสูงสุดในการกำจัดสารเหล่านี้ซึ่งจะเป็นไปตามพัฒนาการในด้านความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่กำลังก้าวไปข้างหน้า และผู้ลงนามในสัญญาก็รับรู้ด้วยว่าข้อกำหนดพิเศษจะต้องร่างขึ้นเพื่อให้ตรงกับความจำเป็นของประเทศที่กำลังพัฒนา…”
นอกจากนี้ ประเทศที่ลงนามในสัญญายังยินยอมที่จะดำเนินการจำกัดการผลิต และการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารคลอโรฟลูโอโรคาร์บอน (CFC) ประกอบอยู่ด้วย
ข้อสัญญาพิธีสารมอนทรีออล
สำหรับข้อสัญญาในพิธีสารมอนทรีออลระบุว่า ภายในปี พ.ศ. 2534-2535 ต้องควบคุมระดับการใช้และการผลิตสารที่อยู่ในประเภทที่ 1 ของ Annex A ไม่ให้เกิน 150% ของระดับการใช้และการผลิตสารดังกล่าวในปี พ.ศ. 2529
ภายในปี พ.ศ. 2537 ต้องควบคุมระดับการใช้และการผลิตสารที่อยู่ในประเภทที่ 1 ของ Annex A ไม่ให้เกิน 25% ของระดับการใช้และการผลิตสารดังกล่าวในปี พ.ศ. 2529 ภายในปี พ.ศ. 2539 ต้องยุติการใช้และการผลิตสารที่อยู่ในประเภทที่ 1 ของ Annex A
ส่วนสารชนิดอื่น ๆ ที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มสารประเภทที่ 1 ของ Annex A (เช่น สารฮาลอน 1211, 1301, 2402, สาร CFC 13, 111, 112 ฯลฯ) และสารเคมีบางชนิดที่ต้องการมาตรการเฉพาะในการจำกัดการใช้และการผลิต (เช่น คาร์บอนเตตระคลอไรด์) นั้น จะถึงกำหนดยุติการใช้และผลิตช้ากว่ากลุ่มสารข้างต้น โดยคาดว่าจะสามารถยุติการใช้ได้ภายใน พ.ศ. 2553 ในขณะที่การยุติการใช้สาร HCFC ที่มีผลต่อสภาพแวดล้อมน้อยกว่าเพิ่งเริ่มขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2539 โดยคาดว่าจะสามารถหยุดการใช้และการผลิตสารนี้ได้อย่างสมบูรณ์ภายใน พ.ศ. 2573
ทั้งนี้ จะมีการจัดประชุมระหว่างรัฐภาคสมาชิกปีละ 1 ครั้ง เพื่อร่วมกันตัดสินใจในการดำเนินการต่าง ๆ เพื่อให้มั่นใจว่าจะประสบความสำเร็จ รวมถึงการปรับและแก้ไขพิธีสารดังกล่าวด้วย โดยนับตั้งแต่เริ่มจนถึงปัจจุบันมีการปรับปรุงแก้ไขแล้วทั้งสิ้น 6 ครั้ง ครั้งล่าสุดเมื่อปี พ.ศ. 2559 มีการปรับปรุงแก้ไขในการประชุมที่กรุงคิกาลี หรือที่เรียกกันว่า “Kigali Amendment” ซึ่งเป็นการเรียกร้องให้ลดการใช้ hydrofluorocarbons (HFCs) ที่แต่ก่อนเคยถูกใช้เป็นสารทดแทนกลุ่มสารที่ทำลายชั้นโอโซน เนื่องจากสารดังกล่าวเป็นก๊าซเรือนกระจก
โอโซนคืออะไร
โอโซน อยู่ในบรรยากาศชั้นสตราโตสเฟียร์ซึ่งเป็นชั้นบรรยากาศของโลก ซึ่งโอโซนช่วยดูดซับรังสีอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์ประมาณ 97-99% ของรังสีทั้งหมดที่แผ่มายังโลก ดังนั้น ชั้นโอโซนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะทำหน้าที่เป็นเกราะคุ้มกันพืชและสัตว์จากรังสีที่เป็นอันตรายของดวงอาทิตย์ โดยชั้นโอโซนอยู่ห่างจากผิวโลกประมาณ 20 ไมล์
อันตรายจากรังสีอุลตราไวโอเลต
การรับรังสีอัลตราไวโอเลตมากจนเกินไป จะก่อให้เกิดอันตรายกับระบบต่าง ๆ ของร่างกาย รังสีอัลตราไวโอเลตในช่วง UVC มีพลังงานสูงที่สุด และที่สำคัญคืออันตรายที่สุด แต่พบได้น้อยเพราะบรรยากาศกรองเอาไปหมดแล้ว ทว่าเครื่องมือฆ่าเชื้อในน้ำดื่มอาจปล่อยรังสีช่วงนี้ออกมาก็ได้
รังสีอัลตราไวโอเลตมี 3 ชนิด ได้แก่ UVA, UVB และ UVC สามารถทำให้คอลลาเจนในผิวหนังเสื่อมสภาพได้ ทั้งยังทำให้ผิวคล้ำขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้รังสีอัลตราไวโอเลตชนิด UVA จะมีความรุนแรงน้อยที่สุด เพราะไม่สามารถก่อให้เกิดอาการแดดเผา (sunburn) แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ UVA สามารถแปลงสภาพ DNA ได้ จนอาจก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนัง ขณะเดียวกันร่างกายก็สร้างเม็ดสีเมลานินขึ้นมา เพื่อป้องกันการทะลวงของยูวี จึงทำให้ผิวคล้ำดำมากขึ้น
นอกจากผิวหนังแล้ว ยูวียังเป็นอันตรายต่อดวงตา โดยเฉพาะ UVB ทำให้เกิดอาการ arc eye คือรู้สึกเหมือนมีทรายเข้าตา หรือถ้ารุนแรงกว่านั้นอาจทำให้เป็นโรคต้อกระจกอักเสบได้ โดยเฉพาะในหมู่ช่างเชื่อมโลหะ การป้องกันก็คือ สวมใส่แว่นกันแดดป้องกัน หรือแค่ทาโลชั่นที่มีค่า SPF 50+ ขึ้นไป
นอกจากนี้รังสีอัลตราไวโอเลตที่เพิ่มขึ้น มีโทษทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อพืช เช่น ยับยั้งกระบวนการสังเคราะห์แสง ทำลาย DNA และเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบในพืช ทำให้ลักษณะทางกายภาพ และขบวนการเจริญเติบโตของพืชเปลี่ยนแปลงไป นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงมวลทางชีวภาพและผลิตผลลดลง