การประชุม COP30 ซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 10-21 พฤศจิกายน 2025 ที่เมืองเบเลง ประเทศบราซิล เดินทางมาถึงโค้งสุดท้าย อ้างมีมากกว่า 80 ประเทศที่ร่วมสนับสนุนความพยายามค่อย ๆ เลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลนี้
บลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานว่า หลายประเทศกำลังร่วมผลักดันโรดแมปการเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ให้เป็นผลลัพธ์หลักของการเจรจา ในการประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 30 (Conference of the Parties : COP30) ซึ่งกำลังตึงเครียดอยู่ในโค้งสุดท้าย
การประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 30 หรือ COP30 จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 10-21 พฤศจิกายน 2025 ที่เมืองเบเลง ประเทศบราซิล กำลังเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้าย โดยผู้แทนจากหมู่เกาะมาร์แชลล์ โคลอมเบีย สหราชอาณาจักร เยอรมนี เคนยา และเซียร์ราลีโอน เป็นผู้นำกลุ่มประเทศต่าง ๆ ประมาณ 20 ประเทศ เรียกร้องให้มีแนวทางในการเลิกใช้น้ำมัน ก๊าซ และถ่านหิน โดยระบุว่า มีมากกว่า 80 ประเทศที่ร่วมสนับสนุนความพยายามนี้
การเรียกร้องดังกล่าว นับเป็นความพยายามที่เห็นพ้องต้องกันมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา เพื่อให้บรรลุคำมั่นสัญญาครั้งประวัติศาสตร์ ซึ่งประเทศสมาชิกได้ทำไว้เมื่อ 2 ปีก่อน ในการประชุม COP28 ที่ดูไบ เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่การค่อย ๆ ยกเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล
กลุ่มผู้สนับสนุนยังเรียกร้องให้บราซิล ซึ่งเป็นเจ้าภาพการประชุม COP30 ดำเนินการเคลื่อนไหวให้มากกว่านี้ เนื่องจากทางเลือกในการเปลี่ยนแปลงไปสู่พลังงานสะอาดที่ระบุในร่างเอกสารข้อตกลง ‘การรวมมนุษยชาติในการระดมพลังทั่วโลกเพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ’ ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายนที่ผ่านมา นั้นมีทางเลือกไม่เพียงพอ
ทีนา สเตจ ทูตด้านสภาพภูมิอากาศประจำหมู่เกาะมาร์แชลล์ กล่าวว่า ร่างข้อตกลงปัจจุบันยังอ่อนแอและเป็นเพียงทางเลือกหนึ่งเท่านั้น ควรทำให้แข็งแกร่งและสามารถนำไปใช้ได้จริง ขณะที่ อิเรเน เบเลซ ตอร์เรส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อมโคลอมเบีย กล่าวว่า เราประชุม COP และมีความพยายามหลายต่อหลายครั้งเพื่อที่จะจบปัญหานี้ และตอนนี้เวลานั้นมาถึงแล้ว ประวัติศาสตร์กำลังร่ำร้องให้เราลงมือทำ
เดิมทีเจ้าหน้าที่ดำเนินการประชุม COP30 วางแผนจะสรุปแพ็กเกจชุดแรกในวันที่ 19 พฤศจิกายน แต่เนื่องจากร่างเอกสารยังคงมีประเด็นข้อขัดแย้งหลายประเด็นที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ทำให้ไม่สามารถสรุปออกมาได้ สะท้อนให้เห็นความแตกแยก เกี่ยวกับแนวทางการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เงินทุนเพื่อแก้ไขปัญหาด้านสภาพภูมิอากาศ และการค้า
“เห็นได้ชัดว่าแต่ละประเทศมีเส้นทางที่แตกต่างกัน ที่แห่งนี้ควรเป็นสถานที่ระดมความคิดร่วมกัน ที่แห่งนี้ควรเต็มไปด้วยพลังงานในการสร้างแรงผลักดัน” ราเชล ไคต์ ทูตพิเศษด้านสภาพภูมิอากาศของสหราชอาณาจักร กล่าว
อย่างไรก็ตาม ทางด้านสหรัฐ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ปฏิเสธที่จะเข้าประชุมสุดยอดในครั้งนี้ อีกทั้งเยาะเย้ยเป้าหมายในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศว่า “เป็นเพียงเรื่องหลอกลวง”