Skip to content

SCB ลดขนาดองค์กร ปรับ ‘พนักงาน-สาขา’ สู้เกม Virtual Bank

13 ก.ย. 2568 | 07:44น.
SCB ลดขนาดองค์กร ปรับ ‘พนักงาน-สาขา’ สู้เกม Virtual Bank

“การมาของ Virtual Bank ที่กำลังจะเข้ามา จะมีการแข่งขันในเรื่องของเงินฝากและสินเชื่อ อาจมีผลต่อธุรกิจธนาคาร หรือความก้าวหน้าของ AI ที่แบงก์สามารถมาใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น ซึ่งนโยบาย Open Banking ของแบงก์ชาติ เปิดให้ผู้เล่นรายใหม่เข้ามาแชร์ข้อมูลได้ จะสร้างการแข่งขันที่เปลี่ยนไป และรูปแบบของธนาคารดั้งเดิมเปลี่ยนไป”

คำแถลงของ “กฤษณ์ จันทโนทก” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) กล่าวกับสื่อมวลชนในงานแถลงข่าว “Towards Future Proof Banking” ที่เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 11 ก.ย.ที่ผ่านมา

โดย “กฤษณ์” ชี้ว่า ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงมากมาย และมี 3 เรื่องที่สำคัญ คือ 1.ความไม่แน่นอนของการแบ่งขั้วเศรษฐกิจโลก นโยบายการค้าที่ยังมีความไม่แน่นอนในเรื่องของ Local Content 2.ผู้บริโภคหรือลูกค้ามีความเปราะบางมากขึ้นจากหนี้ครัวเรือนที่สูง ทำให้การเข้าถึงสินเชื่อมีความท้าทายสูง และ 3.การเปลี่ยนแปลงในเชิงมิติการแข่งขัน จากการมาของธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) และความก้าวหน้าของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ดังนั้น จึงเป็นที่มาสู่ 3 กลยุทธ์ ภายใต้บทบาทการแข่งขันที่มีความท้าทายมากขึ้น ซึ่งเป็นโจทย์ของธนาคารไทยพาณิชย์ที่จะมุ่งเน้นในอนาคต ได้แก่ 1.เสริมสร้างธุรกิจหลักให้เข้มแข็ง เน้นทำธุรกิจที่เชื่อว่าเป็นจุดแข็ง ซึ่งมี 2 เรื่องหลัก คือ ธุรกิจลูกค้าสถาบัน ทั้งลูกค้าขนาดใหญ่และรายกลาง รวมถึงลูกค้ารายย่อยที่ตอบโจทย์เรื่องการบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) ไปสู่อนาคต

“สองเรื่องนี้จะเป็นสองเรื่องหลักที่ไทยพาณิชย์จะทุ่มสรรพกำลัง โดยไม่ว่อกแว่ก และไม่ไปทำ 100 อย่าง แต่จะทำแค่ 2 อย่างนี้ เพื่อทำให้ธนาคารไทยพาณิชย์มีจุดเด่นที่มีความสำคัญ”

2.ภายใต้เป้าหมายการเพิ่มผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) ระดับ 2 หลัก และต้นทุนต่อรายได้ (Cost to Income) ใกล้เคียง 30% ให้มากที่สุด จะต้องปรับขนาดองค์กร และปรับโครงสร้างการทำให้งานมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ของธุรกิจที่เปลี่ยนไป

“กฤษณ์” กล่าวว่า การลดขนาดองค์กร จำนวนของพนักงานจะต้องลดลงจากปัจจุบันอยู่ที่ราว 1.8-1.9 หมื่นคน เมื่อถึงปลายน้ำบนการแข่งขันและเทคโนโลยีที่เข้ามา คาดว่าจำนวนพนักงานจะอยู่ในระดับ 1.5 หมื่นคน และจำนวนสาขาและรูปแบบจะเปลี่ยนแปลงไป โดยภายใน 5-10 ปี จะเริ่มเห็นการลดจำนวนพนักงานเหมาะสมตามทิศทางของดิจิทัล โดยปีนี้รายได้จากช่องทางดิจิทัลจะอยู่ที่ 25%

ขณะที่ธุรกรรมบนสาขาหรือรูปแบบสาขาจะเปลี่ยนไป โดยธุรกรรมที่สามารถไปอยู่บนดิจิทัลหรือโมบายแบงกิ้ง เช่น เช็กบุ๊กแบงก์ จ่ายบิล โดยธนาคารตั้งเป้าลดจำนวนธุรกรรมที่เกิดขึ้นบนสาขาไปอยู่บนดิจิทัล 20% เช่น ปีก่อนมีธุรกรรม 500 ล้านรายการ จะมีการโอนย้ายธุรกรรมไปอยู่บน Easy App 20%

“ธุรกรรมที่เหลือบนสาขา 80% จะเป็นธุรกรรมที่สร้างรายได้ และเป็นธุรกรรมที่สร้างธุรกิจจริง เพื่อให้ธนาคารสามารถวางโมเดลสาขาในอนาคตจะเป็นอย่างไร”

สำหรับทิศทางสาขาในระยะต่อไปนั้น จากปัจจุบันอยู่ที่ 651 แห่ง คาดว่าหลังจากนี้จะทยอยปิดเพิ่มเติม ซึ่งเป็นสาขาที่ปิดได้จากธุรกรรมและรายได้น้อย แต่ในปี 2569 การปิดสาขาจะมีความทับซ้อนกันมากขึ้น เพราะจะเป็นสาขาที่ยังมีรายได้หรือธุรกรรมบวกอยู่ จึงมองว่าระดับสาขาที่มีความเหมาะสมอยู่ที่กว่า 500 แห่ง อย่างไรก็ดี จำนวนสาขาไม่ได้มีนัยสำคัญ แต่รูปแบบสาขามีความสำคัญ

รวมถึงการ Migration ลูกค้าที่ยังไม่คุ้นชินดิจิทัล หรือใช้ Easy App อีกกว่า 1 ล้านคนไปอยู่บนดิจิทัลได้อย่างไร จากปัจจุบันมีผู้ใช้ Easy App อยู่ที่ 17 ล้านราย

“การลดขนาดองค์กร แน่นอนธนาคารต้องปรับลดขนาดของคนด้วย แต่การดำเนินนั้นจะอยู่ภายใต้ความโปร่งใสและเหมาะสม ซึ่งการลดเราทำมาอย่างต่อเนื่อง และไม่ได้ดูเรื่องของอายุ และดูจากความทับซ้อนของส่วนงาน”

และกลยุทธ์ที่ 3.ปรับกระบวนการวัดผลและการบริหารจัดการความสำเร็จให้รวดเร็วและชัดเจน จากเดิมที่อาจจะมีการประเมินผลเป็นรายปี หรือรายครึ่งปี หลังจากนี้จะดูสถานการณ์และดูโจทย์ความคืบหน้าในการทำงานเป็นรายเดือน หรืออย่างช้า คือ รายไตรมาส เพื่อปรับเปลี่ยนให้ทันกับ Dynamic ของเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป

“เมื่อโลกเปลี่ยน SCB ก็ต้องเปลี่ยน เราจะเน้นธุรกิจที่แข็งแกร่ง เพิ่มประสิทธิภาพ โดยไม่ได้มีเป้าหมายระยะยาว แต่เป็นเป้าหมายระยะสั้น ๆ และการตอบโจทย์ลูกค้าคงไม่ใช่เทคนิคเดิม ๆ ให้สินเชื่อเท่าไร แต่ตอบโจทย์ลูกค้าที่นำมาสู่ด้านการเงินที่มี Lifeslyte และใช้ดิจิทัลในชีวิตมากขึ้น ซึ่งในทุกเศรษฐกิจย่อมมีโมเดลธุรกิจที่มีความเหมาะสม และปรับโจทย์ตามธุรกิจ” ซีอีโอไทยพาณิชย์กล่าว