กรมชลประทานแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำเจ้าพระยา ฉบับที่ 7 คาดมวลน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาจะมีแนวโน้มสูงขึ้น จำเป็นต้องระบายท้ายเขื่อน 2,000-2,500 ลบ.ม./วินาที
กรมชลประทานแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา ฉบับที่ 7 โดยมีใจความสำคัญ ดังนี้
ตามพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยา ในช่วงวันที่ 10-11 กันยายน 2568 ประเทศไทยมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยมีฝนตกหนักมากบางพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เนื่องจากร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย และในช่วงวันที่ 12-15 กันยายน 2568 ภาคเหนือตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนจะเริ่มมีฝนลดลง
ส่วนภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ยังคงมีฝนตกหนักบางแห่ง เนื่องจากร่องมรสุมจะเลื่อนลงมาพาดผ่านภาคกลางตอนล่าง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยยังคงมีกำลังปานกลาง ทำให้ปริมาณน้ำไหลผ่านสถานีวัดน้ำ C.2 จังหวัดนครสวรรค์ เพิ่มขึ้นในเกณฑ์ 2,200-2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ในช่วงวันที่ 15-23 กันยายน 2568 โดยจะส่งผลให้มีปริมาณน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มขึ้นตามลำดับ

ข้อมูล ณ วันที่ 14 กันยายน 2568 เวลา 06.00 น. ตรวจวัดปริมาณน้ำไหลผ่านสถานีวัดน้ำ C.2 จังหวัดนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 2,659 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ที่ระดับ +19.49 ม.ร.ท.ก. ระดับท้าย +9.56 ม.ร.ท.ก. ปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที คาดการณ์ว่าปริมาณน้ำไหลผ่านสถานีวัดน้ำ C.2 จังหวัดนครสวรรค์ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอยู่ในเกณฑ์ประมาณ 2,200-2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และคาดการณ์ว่าแม่น้ำสะแกกรังปริมาณน้ำไหลผ่านสถานีวัดน้ำ Ct.19 จังหวัดอุทัยธานี และลำน้ำสาขารวมอยู่ในเกณฑ์ประมาณ 200-2,550 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยใช้พื้นที่ว่างตามสิ่งที่ส่งมาด้วย
1.จากสถานการณ์ดังกล่าวข้างต้น กรมชลประทานได้ดำเนินการภายใต้เกณฑ์การบริหารจัดการน้ำของเขื่อนเจ้าพระยา
โดยประธานคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (นายประเสริฐ จันทรรวงทอง) อนุญาตให้กรมชลประทานปรับเพิ่มปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา จากเดิมไม่เกิน 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็นไม่เกิน 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แบบขั้นบันได พร้อมทั้งบริหารจัดการน้ำและควบคุมปริมาณการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาให้อยู่ในเกณฑ์ดังกล่าวอย่างเต็มศักยภาพของพื้นที่ เพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชนและพื้นที่การเกษตร หากไม่มีปริมาณฝนตกเพิ่มเติม จะเริ่มลดปริมาณการระบายลงตามลำดับ ตามสิ่งที่ส่งมาด้วย
2.โดยปริมาณน้ำผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาที่เพิ่มขึ้น จะส่งผลให้ระดับน้ำตั้งแต่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 0.10-0.30 เซนติเมตร ในบริเวณที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำ ตามสิ่งที่ส่งมาด้วย
3.ดังนี้


