เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

4 เขื่อนเจ้าพระยามีน้ำ 52% “สุริยะ” สั่งติดตามฝน-น้ำ 24 ชั่วโมง

25 มิ.ย. 2569 | 15:19น.

“สุริยะ” กำชับกรมชลประทานเตรียมพร้อมรับมือเอลนีโญ หลังกรมอุตุนิยมวิทยาประเมินไทยเข้าสู่ภาวะฝนน้อย-เสี่ยงฝนทิ้งช่วง สั่งติดตามฝน น้ำท่า และสภาพอากาศใกล้ชิด 24 ชั่วโมง พร้อมเร่งบริหารอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศให้ยืดหยุ่น เก็บกักน้ำปลายฤดูฝนให้ได้มากที่สุด ข้อมูลล่าสุดอ่างใหญ่-กลางมีน้ำรวม 42,636 ล้าน ลบ.ม. หรือ 56% ยังรับน้ำได้อีก 34,118 ล้าน ลบ.ม. ส่วน 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยามีน้ำรวม 12,953 ล้าน ลบ.ม. หรือ 52%

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการประเมินของกรมอุตุนิยมวิทยาที่ระบุว่า ประเทศไทยเข้าสู่ภาวะเอลนีโญ หรือ El Niño แล้ว ซึ่งอาจส่งผลให้หลายพื้นที่มีปริมาณฝนน้อยกว่าค่าปกติ และมีโอกาสเกิดฝนทิ้งช่วง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้กำชับหน่วยงานในสังกัด โดยเฉพาะกรมชลประทาน เตรียมความพร้อมด้านการบริหารจัดการน้ำอย่างเต็มศักยภาพ

เป้าหมายสำคัญคือป้องกันและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อภาคการเกษตรและประชาชน โดยให้ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด และวางแผนสำรองน้ำต้นทุนให้เพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำในช่วงฤดูแล้งหน้า

ข้อมูลจากศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ หรือ SWOC กรมชลประทาน ณ วันที่ 23 มิถุนายน 2569 รายงานว่า อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวม 42,636 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 56% ของความจุอ่างฯ รวมกัน และยังสามารถรองรับน้ำได้อีก 34,118 ล้านลูกบาศก์เมตร

ขณะที่อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 4 แห่งในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 12,953 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 52% ของความจุอ่างฯ รวมกัน ซึ่งยังอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถบริหารจัดการได้

อย่างไรก็ตาม จากแนวโน้มเอลนีโญที่อาจทวีความรุนแรงขึ้น และเสี่ยงทำให้เกิดฝนทิ้งช่วงในหลายพื้นที่ นายสุริยะได้สั่งการให้กรมชลประทานติดตามสถานการณ์ฝน น้ำท่า และสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด พร้อมบูรณาการข้อมูลร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

การติดตามดังกล่าวจะดำเนินการผ่านระบบติดตามและประเมินสถานการณ์น้ำทั่วประเทศ เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มล่วงหน้า และปรับแผนบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง

นอกจากนี้ ยังให้ทบทวนเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำ หรือ Rule Curve ให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักน้ำช่วงปลายฤดูฝนให้ได้มากที่สุด สำหรับเป็นน้ำต้นทุนรองรับความต้องการใช้น้ำในด้านต่าง ๆ ทั้งอุปโภคบริโภค การรักษาระบบนิเวศ การเกษตร และภาคอุตสาหกรรมในช่วงฤดูแล้งหน้า

นายสุริยะกล่าวว่า ได้กำชับให้กรมชลประทานเตรียมความพร้อมด้านเครื่องจักร เครื่องมือ และบุคลากร อาทิ เครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ และเครื่องจักรกลสนับสนุนต่าง ๆ รวมถึงตรวจสอบความพร้อมของอาคารชลประทาน คันกั้นน้ำ และพนังกั้นน้ำในพื้นที่เสี่ยงทั่วประเทศ ให้สามารถใช้งานได้เต็มศักยภาพตาม 9 มาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2569

ขณะเดียวกัน ยังให้เร่งสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์ข้อมูลสถานการณ์น้ำ รวมถึงแนวโน้มสภาพอากาศให้เกษตรกร กลุ่มผู้ใช้น้ำ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมกันวางแผนการใช้น้ำอย่างเหมาะสม ลดความเสี่ยงจากฝนทิ้งช่วง และลดผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร

นายสุริยะย้ำว่า ทุกหน่วยงานต้องติดตามสถานการณ์ฝนและน้ำอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมประสานการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำ ลดผลกระทบจากภาวะเอลนีโญและฝนทิ้งช่วง รวมถึงดูแลให้ประชาชนมีน้ำใช้อย่างเพียงพอและต่อเนื่องไปจนถึงฤดูแล้งปี 2570

การบริหารจัดการน้ำในช่วงจากนี้จึงเป็นจังหวะสำคัญของกรมชลประทานในการเร่งเก็บกักน้ำให้ได้มากที่สุดในช่วงปลายฤดูฝน ควบคู่กับการจัดสรรน้ำอย่างรัดกุม เพื่อรองรับความเสี่ยงจากสภาพอากาศแปรปรวน และลดแรงกระทบต่อภาคเกษตรในระยะต่อไป