กรุงศรีฯคาดเงินบาทซื้อขาย 31.55-32.15 บาท ตลาดติดตามข้อมูล PCE สหรัฐ
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา คาดเงินบาทสัปดาห์นี้ซื้อขายในกรอบ 31.55-32.15 บาทต่อดอลลาร์ เผยนักลงทุนติดตามความเห็นเจ้าหน้าที่เฟด-ข้อมูลเงินเฟ้อ PCE เดือนสิงหาคมของสหรัฐ หนุนปรับสถานะลงทุนชั่วคราวของผู้ร่วมตลาด ด้าน ธปท.ติดตามค่าเงินบาทใกล้ชิด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา มีมุมมองต่อทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ว่า เงินบาทสัปดาห์นี้มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 31.55-32.15 บาทต่อดอลลาร์ เทียบกับสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทปิดอ่อนค่าที่ 31.84 บาทต่อดอลลาร์ หลังซื้อขายในกรอบ 31.66-31.96 บาทต่อดอลลาร์ เงินดอลลาร์ปรับตัวไร้ทิศทาง โดยอ่อนค่าเมื่อเทียบยูโร แต่แข็งค่าเล็กน้อยเทียบเงินเยน ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ลดดอกเบี้ยลง 25bps เป็น 4.00-4.25% ตามคาด
โดยมีหนึ่งเสียงสนับสนุนให้ลดดอกเบี้ย 50bps ขณะที่ค่ากลาง Dot Plot บ่งชี้ว่าเฟดอาจลดดอกเบี้ยอีกสองครั้งในปีนี้สอดคล้องกับที่นักลงทุนประเมินไว้ แม้เฟดให้เหตุผลเรื่องตลาดแรงงานในการปรับลดดอกเบี้ยแต่แถลงการณ์กล่าวว่าความเสี่ยงของเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นและอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง ทางด้านประธานเฟดระบุว่า ตัวเลขการจ้างงานที่อ่อนแอแสดงถึงอุปทานแรงงานที่ลดลงจากมาตรการกีดกันผู้อพยพ
อีกทั้งมีการสนับสนุนไม่มากนักสำหรับการลดดอกเบี้ยครั้งละ 50bps ซึ่งทำให้ตลาดผิดหวัง ส่วนธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) คงดอกเบี้ยตามเดิม ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทย 5,066 ล้านบาท แต่มียอดซื้อพันธบัตรสุทธิ 8,506 ล้านบาท
สำหรับในสัปดาห์นี้ นักลงทุนจะติดตามความเห็นของเจ้าหน้าที่เฟดและข้อมูลเงินเฟ้อ PCE เดือนสิงหาคมของสหรัฐ เรามองว่าการฟื้นตัวของเงินดอลลาร์หลังผลประชุมเฟดสะท้อนการปรับสถานะลงทุนชั่วคราวของผู้ร่วมตลาด ซึ่งตั้งความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ยไว้ค่อนข้างมาก
อย่างไรก็ดี เราประเมินว่าในระยะกลางค่าเงินดอลลาร์ยังเป็นขาลง ขณะที่การปรับโทนล่าสุดของเฟดเปิดช่องไว้ว่ามีโอกาสมากขึ้นที่เฟดจะลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง โดยเฉพาะหากภาคแรงงานสหรัฐอ่อนแอลงอย่างมีนัยสำคัญในระยะถัดไป นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงเกี่ยวกับการที่ประธานาธิบดีทรัมป์จะมีอิทธิพลต่อการดำเนินนโยบายของเฟดในปี’69 อนึ่ง ค่าเงินเยนในช่วงนี้อาจเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนทางการเมืองในญี่ปุ่นจนกว่าจะถึงการเลือกตั้งผู้นำพรรค LDP ในวันที่ 4 ตุลาคม
สำหรับปัจจัยในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ความเห็นว่ากำลังติดตามค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด และได้เข้าดูแลตลาดเพื่อชะลอการเคลื่อนไหวของเงินบาท ซึ่งเห็นได้จากการเพิ่มขึ้นของทุนสำรองระหว่างประเทศ โดยในขณะนี้ยังไม่มีแผนที่จะนำภาษีทองคำมาใช้ เนื่องจากต้องการหารือเพิ่มเติม และกล่าวเสริมว่า การแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วของเงินบาทล่าสุดเป็นผลของเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย การซื้อขายทองคำ และการเมือง