Skip to content

จับตาคดีควบรวม ‘ทรู-ดีแทค’ ศาลปกครองกลางนัดชี้ชะตา 26 ก.ย.นี้

25 ก.ย. 2568 | 14:15น.
จับตาคดีควบรวม ‘ทรู-ดีแทค’ ศาลปกครองกลางนัดชี้ชะตา 26 ก.ย.นี้

ศาลปกครองกลาง นัดอ่านคำพิพากษา คดีสภาองค์กรผู้บริโภค ฟ้องเพิกถอน มติบอร์ด กสทช. ให้ควบรวม “ทรู-ดีแทค” เหตุทำให้เกิดผู้เล่นน้อยราย ราคาแพง กระทบสิทธิผู้บริโภค

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวันที่ 26 ก.ย. 2568 นี้ ศาลปกครองกลางได้นัดอ่านคำพิพากษา ที่สภาผู้บริโภคฟ้องร้องให้เพิกถอนมติ กสทช. ที่ให้ “รับทราบ” การควบรวมกิจการ ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) กับ โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) ซึ่งเห็นว่ากระทบประชาชน

รายงานจากสภาผู้บริโภค ระบุว่าหลังจากที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีมติ “รับทราบ” การควบรวมธุรกิจระหว่าง TRUE และ DTAC ทำให้ตลาดมือถือเข้าข่ายผูกขาดเมื่อเหลือคู่แข่งใหญ่ในตลาดเพียงสองค่าย ทางเลือกของผู้บริโภคถูกจำกัดลง ในขณะที่ราคาค่าบริการสูงขึ้น แต่คุณภาพลดลงอย่างเห็นได้ชัด

การฟ้องร้องในครั้งนี้ สภาผู้บริโภคได้นำงานศึกษาวิจัยของ 101 พับลิค ทิงค์ แท๊งค์ 101 (101 Public Policy Think Tank) ที่ศึกษาติดตามผลกระทบจากการควบรวมกิจการมือถือและอินเทอร์เน็ตบ้าน ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา และได้มีการจัดทำรายงานเผยแพร่เมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา

ซึ่งพบว่าผู้บริโภคทั้งแบบเติมเงินและรายเดือนได้รับผลกระทบจากราคาค่าบริการที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะผู้ใช้บริการแบบเติมเงินที่ค่าบริการเพิ่มขึ้น 12-16% ซึ่งผู้บริโภคกลุ่มนี้มีจำนวนมากถึงประมาณ 80% ของตลาดมือถือ และส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้น้อย

นอกจากนั้น การมีมติดังกล่าวที่เปิดทางให้มีการควบรวมไม่ได้เปิดรับฟังความเห็นของประชาชนหรือผู้ใช้บริการอย่างครบถ้วนเพียงพอ ทำให้ผู้บริโภคไร้ทางเลือกได้รับผลกระทบจากการผูกขาดที่มีผู้ให้บริการที่มีเพียง 2 ราย ซึ่งไม่เกิดการแข่งขัน ทำให้คุณภาพบริการลดลง และมีอัตราค่าบริการที่แพงขึ้น

โดยระบุด้วยว่า หากเปรียบความเป็นจริงในช่วงตลาดเสรีก่อนการควบรวม ปี 2565 จะพบว่าในปัจจุบันแพ็กเกจราคาต่ำสุดและตัวเลือกที่เคยมีอยู่หายไป เช่น แพ็กเกจเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตบ้านแบบไม่อั้นที่เคยมีประมาณ 100 บาทต่อเดือน ซึ่งหลังควบรวมแล้วแพ็กเกจราคาต่ำสุดอยู่ที่ประมาณ 191 บาท นอกจากนี้ ผู้บริโภคได้รับคุณภาพสัญญาณลดลง และบริการที่เข้าถึงยาก สะท้อนให้เห็นถึงการผูกขาดในตลาดโทรคมนาคม และทางเลือกที่ลดลงอย่างมาก เมื่อมีผู้ให้บริการรายใหญ่เพียงสองราคา

อีกประการหนึ่ง กสทช. ในฐานะที่เป็นหน่วยงานกำกับดูแลคลื่นความถี่ที่มีหน้าที่รักษาผลประโยชน์สาธารณะตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่สภาผู้บริโภคพบว่า กสทช. ละเลยหน้าที่ดังกล่าว โดยในการกำกับดูแลค่าบริการและคุณภาพบริการหลังควบรวม กสทช. ไม่ได้กำกับผู้ประกอบการให้ดำเนินการตามเงื่อนไขในการควบรวมที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค

เช่น การให้ลดราคาค่าบริการเฉลี่ยลง 12% โดยใช้วิธีการเฉลี่ยราคาใหม่ ด้วยการถ่วงน้ำหนักตามจำนวนผู้ใช้บริการในแต่ละรายการส่งเสริมการขาย และการแบ่งโครงข่าย 20% ให้กับผู้ให้บริการเครือข่ายเสมือน (MVNO) รวมไปถึงการแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อเปิดทางให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมและตรวจสอบได้มากขึ้น

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2565 สภาผู้บริโภค ยื่นฟ้อง กสทช. ต่อศาลปกครองชั้นต้น แต่ศาลไม่รับคำฟ้อง ต่อมาในเดือนตุลาคม 2566 ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้รับฟ้องในคดีนี้ โดยพิเคราะห์แล้วเห็นว่า บริการโทรคมนาคมเป็นบริการสาธารณะขั้นพื้นฐานที่มีผลต่อการดำรงชีวิตของประชาชน อีกทั้งตลาดหรืออุตสาหกรรมโทรคมนาคมที่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากจึงมีผู้ประกอบการน้อยราย จึงเป็นลักษณะกึ่งผูกขาดโดยธรรมชาติ

ดังนั้น การที่ผู้ประกอบการในธุรกิจโทรคมนาคมจะควบรวมธุรกิจหรือไม่ จึงกระทบต่อการแข่งขันโดยเสรีและเป็นธรรม และมีผลกระทบต่อประชาชนผู้ใช้บริการในวงกว้าง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงต้องถือว่าเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ศาลปกครองจึงมีอำนาจรับคำฟ้องนี้ไว้พิจารณาพิพากษาได้

คดีนี้นับเป็นจุดประเด็นการกำกับดูแลอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของไทย ที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขัน สิทธิในการเลือกสินค้าและบริการของผู้บริโภค และบทบาทของหน่วยงานกำกับดูแล เมื่อศาลปกครองกลางจะมีคำพิพากษาในวันที่ 26 กันยายนนี้ ประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดต่างจับตาอย่างใกล้ชิด ผลในคดีนี้จะเป็นแนวทาง ไม่เฉพาะกรณีทรู-ดีแทคเท่านั้น แต่เป็นแนวทางการควบรวมธุรกิจ การกำกับดูแล และสิทธิของผู้บริโภคในอนาคต