Skip to content

นายกฯขีดเส้นยุบสภา เปิดรูหายใจ สส.ลาออก-ย้ายพรรค

27 ก.ย. 2568 | 09:27น.
นายกฯขีดเส้นยุบสภา เปิดรูหายใจ สส.ลาออก-ย้ายพรรค
คอลัมน์ : Politics policy people forum

พรรคภูมิใจไทย สยายปีก เป็นพรรคแกนนำอนุรักษนิยมเต็มขั้น หลังจากผ่านพ้นยุค พรรค 2 ลุง พลังประชารัฐ พรรครวมไทยสร้างชาติ

นาทีนี้ ถนนการเมืองทุกสายวิ่งตรงเข้าพรรคภูมิใจไทย ตั้งแต่ได้อำนาจการบริหารประเทศ กลายเป็นพรรคเนื้อหอมที่สุด

เมื่อไทม์ไลน์การเมืองเริ่มชัดเจน ตามคำประกาศของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ว่าจะมีการเลือกตั้ง 6-7 เดือนนับจากนี้

“จะยุบสภาผู้แทนราษฎร ภายใน 4 เดือน นับตั้งแต่วันแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ซึ่งคาดว่าจะยุบสภา ภายในเดือนมกราคม 2569 เพื่อให้ประชาชนได้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ภายในเดือนมีนาคม 2569 หรืออย่างช้า ต้นเดือนเมษายน 2569 ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งจะได้กำหนดต่อไป” อนุทินกล่าวหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งที่ 1 เมื่อ 24 กันยายน 2568

ฝุ่นตลบย้ายเข้าภูมิใจไทย

ย้อนไปก่อนที่พรรคภูมิใจไทย จะเข้าสู่จุดสูงสุด ว่ากันว่าพรรคการเมืองที่ถูกมองว่าเป็นตัวเต็ง-ตัวแบก พรรคเพื่อไทย ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป คือ พรรคกล้าธรรม กับพรรคโอกาสใหม่

ทว่าเมื่อลมการเมืองเปลี่ยนทิศ หลังรัฐบาลเพื่อไทยหมดอำนาจ พรรคภูมิใจไทยเร่งปิดเกมตั้งรัฐบาลภายในเวลาไม่ถึง 48 ชั่วโมง ลงมือชิงธง MOA ของพรรคประชาชน ตั้งรัฐบาลเฉพาะกิจ 4 เดือน ดึง “คนนอก” หน้าตาดี ร่วมรัฐบาล

ในขณะที่พรรคกล้าธรรม พลิกมาจับมือกับพรรคภูมิใจไทย ขณะที่ “สุชาติ ชมกลิ่น” ซึ่งเคยเป็นตัวแทนหน้าฉากของพรรคโอกาสใหม่ กลับปรากฏตัวที่พรรคภูมิใจไทย ตั้งแต่ Day 1 ตั้งรัฐบาล 146 เสียง

ด้วยความสามารถพิเศษของรัฐบาลอนุทิน จึงสะกด “นักเลือกตั้ง” ทุกสาย ให้โฟกัสมาที่พรรคภูมิใจไทย

“สุชาติ” ในฐานะแกนนำกลุ่ม 16 สส. ที่แยกตัวจากพรรครวมไทยสร้างชาติ นั่งเก้าอี้รองนายกฯ และ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า “การที่เรามาร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย มีความตั้งใจตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ซึ่งที่ผ่านมาหากผมคนเดียวมาได้อยู่แล้ว แต่มาทั้งทีต้องมาทั้งหมด จึงต้องมีการหารือในเรื่องพื้นที่”

“ทุกคนในกลุ่มเห็นตรงกันว่า การทำการเมืองครั้งหน้าต้องไปอยู่พรรคภูมิใจไทย ด้วยความเคารพนับถือหัวหน้าพรรค และเลขาธิการพรรค โดยเฉพาะนายอนุทิน ในฐานะหัวหน้าพรรค ที่มีความกรุณาต่อตนเองหลายเรื่อง”

ในกลุ่ม 16 ของสุชาติ ที่ได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรี ยังมีชื่อของ “ธนกร วังบุญคงชนะ” ได้นั่งเก้าอี้ รมว.อุตสาหกรรม ซึ่งการที่ได้ดูแลกระทรวงทรัพย์ และกระทรวงอุตฯ ได้รับการตอบแทนจากพรรคภูมิใจไทย ครบสูตรตามแผนสะสมกำลังก่อนเลือกตั้ง

ยังไม่นับกลุ่ม สส. ของเลขาฯ “ขิง” เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ อดีตเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ เริ่มย้ายมาล่มหัวจมท้ายกับพรรคภูมิใจไทย แม้ตัวของเอกนัฏ อยู่ระหว่างดูฤกษ์ยามในการตัดสินใจทางการเมือง

ขณะที่โซนภาคใต้ “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกฯและ รมว.คมนาคม หัวหอกโซนภาคใต้ รุกคืบตีฐานพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งสงขลา ตรัง พังงา ฯลฯ ตั้งเป้าหมายได้ สส. 30 ที่นั่ง

ส่วนภาคอีสาน ต้องจับตาดู นักเลือกตั้งที่วันนี้อยู่ภายใต้เสื้อคลุมพรรคเพื่อไทย แต่ในช่วงโค้งสุดท้าย อาจจะเห็นปรากฏการณ์สละเรือ ไปอยู่กับพรรคภูมิใจไทย ด้วยคำสัญญาทางการเมืองที่ดีลไว้ล่วงหน้า ตั้งแต่ตอนโหวตเลือกนายกฯ แม้จะยังไม่แสดงตัว แต่อาจจะปรากฏตัวช่วงใกล้เลือกตั้ง

แม้ว่าพรรคเพื่อไทย จะพยายามห้ามเลือดไม่ให้ไหล แต่ด้วยภาพที่ปรากฏชัดว่า ตระกูลชินวัตร พ่ายแพ้ทางการเมือง จากการที่นายกฯ 2 คน ต้องพ้นเก้าอี้ไป ประกอบกับ การที่อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ต้องสิ้นอิสรภาพของจริง อาจถึงคราวที่พรรคเพื่อไทย ต้องนับหนึ่งใหม่-ผลัดใบ ภายใต้การนำของ “แพทองธาร ชินวัตร” หากตระกูลชินวัตรยังตัดสินใจทางการเมืองต่อ

สมการ กล้าธรรม-ปชป.

ขณะที่พรรคกล้าธรรม “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม มองข้ามชอตไปถึงการเลือกตั้งครั้งหน้า เตรียมพร้อมส่งตัวผู้สมัครทั้ง 400 เขต ทุกจังหวัด

เปิดตัว “เสธ.หิ” หิมาลัย ผิวพรรณ อดีตคนการเมืองข้างกายลุงตู่ แห่งพรรครวมไทยสร้างชาติ มาสมทบ พร้อมกับดึง สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ เข้าก๊วนกล้าธรรม เปิดการเจรจากับ นายกชาย “เดชอิศม์ ขาวทอง” อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เข้ามาสมทบ

เป็นชอตการเมืองที่พัวพันจากการที่ “เสี่ยต่อ” เฉลิมชัย ศรีอ่อน ประกาศลาออกจากหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ส่งผลให้ต้องเลือกหัวหน้าพรรคใหม่ เมื่อปรากฏร่องรอยแห่งความขัดแย้ง ระหว่าง “เฉลิมชัย” กับ “เดชอิศม์” ทางใครทางมัน

หาก “เฉลิมชัย” ปรากฏข่าวเกี่ยวโยงว่าจะย้ายสังกัดไปพรรคภูมิใจไทย ด้วยความที่ต่อคอนเน็กชั่นการเมืองกับแกนนำสีน้ำเงินมานานเกินทศวรรษ ส่วน “เดชอิศม์” ก็มีสัมพันธ์เชื่อมโยงกับ ร.อ.ธรรมนัส และ เสธ.หิ แห่งพรรคกล้าธรรม

คนในการเมือง วิเคราะห์สภาพพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งแต่ 6 เดือนก่อนหน้านี้ว่า ที่สุดแล้ว ทั้ง “เฉลิมชัย” และ “เดชอิศม์” จะไม่ทำการเมืองต่อในพรรคประชาธิปัตย์ จะสละเรือ เปิดทางให้คนเก่า อย่าง “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เข้ามากู้ชีพพรรคเก่าแก่

กกต.บังคับทำไพรมารี่โหวต

อีกด้านหนึ่งเมื่อไม่นานนี้ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกขั้นตอนการสรรหา ผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ตามมาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) ย้ำเตือนให้พรรคการเมือง ทำ “ไพรมารี่โหวต” ในการหาผู้สมัคร สส.

ผู้สมัคร สส.แบบเบ่งเขต พรรคการเมืองต้องให้หัวหน้าสาขาพรรคการเมือง หรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด จัดประชุมสมาชิกเพื่อรับฟังความคิดเห็นและให้สมาชิกให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบ โดยมีสมาชิกไม่น้อยกว่า 100 หรือ 50 คน

ส่วนผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคการเมืองต้องให้หัวหน้าสาขาพรรคการเมือง หรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด จัดประชุมสมาชิกเพื่อรับฟังความคิดเห็น และให้สมาชิกให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบ โดยมีสมาชิกไม่น้อยกว่า 100 หรือ 50 คน แสดงความคิดเห็นบุคคลในบัญชีรายชื่อที่คณะกรรมการสรรหาจัดทำ

จากนั้น คณะกรรมการบริหารพรรคพิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนเสนอเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ

สำหรับข้อห้ามและบทลงโทษ ห้ามบุคคลภายนอกซึ่งไม่ใช่สมาชิกพรรคการเมืองเข้ามามีบทบาทในกระบวนการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง ผู้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน และปรับไม่เกิน 10,000 บาท และถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี

ทั้งนี้ การสรรหาผู้สมัครไม่จำเป็นต้องทำไพรมารี่โหวต ในกรณีต่อไปนี้ 1.การเลือกตั้งแทนการเลือกตั้งที่เป็นโมฆะ 2.การเลือกตั้งใหม่กรณีไม่มีผู้ใดได้รับเลือกตั้ง 3.ผู้สมัครตายก่อนปิดการรับสมัครรับเลือกตั้ง

จับตา 30 วัน ก่อนเลือกตั้ง

เพียงแค่ไทม์ไลน์การเมืองเริ่มชัดเจน ตามที่ “อนุทิน” ประกาศจะยุบสภาภายใน 4 เดือน และเลือกตั้งในช่วงมีนาคม-เมษายน 2569 เริ่มเห็นความเคลื่อนไหวของนักเลือกตั้ง

แต่จากนี้ไป ช่วง 30 วันก่อนเลือกตั้ง จะเห็นปรากฏการณ์ที่คึกคักกว่านี้ เพราะตามรัฐธรรมนูญมาตรา 97 (3) กำหนดคุณสมบัติ เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคการเมืองเดียวเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันนับถึงวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในกรณีที่มีการเลือกตั้งทั่วไปเพราะเหตุยุบสภาระยะเวลาเก้าสิบวันดังกล่าวให้ลดลงเหลือสามสิบวัน

ดังนั้น ในช่วงปลายเดือนมกราคม 2569 ที่นายกฯลั่นวาจาว่าจะยุบสภา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 103 จะต้องจัดเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 45 วัน แต่ไม่เกิน 60 วัน ซึ่งจะตรงกับช่วงปลายมีนาคม หรือเมษายน 2569

ช่วง 30 วันสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง การย้ายพรรคจะยิ่งฝุ่นตลบ