ท่องเที่ยวไทยสะดุดบาทแข็ง ชี้ดันค่าใช้จ่ายนักท่องเที่ยวต่างชาติในไทยสูงขึ้นยกแผง ทั้งค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าตั๋วเครื่องบิน ทุบขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ต่างชาติมองต้นทุนเที่ยวไทยแพงกว่าคู่แข่ง เริ่มชะลอการเดินทาง ปรับลดการใช้จ่าย หนีไปเที่ยวประเทศคู่แข่ง เผยตลาด “สหรัฐ-ญี่ปุ่น” เริ่มติดลบชัดเจน ส่วน “จีน” ปัจจัยลบอื่นหนักกว่า ขณะที่ตลาด “ยุโรป” ติดลมบน ทั้งอานิสงส์ค่าเงิน ยอดนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นทุกเดือน
นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า แนวโน้มค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องในปีนี้กำลังเป็นอุปสรรคต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย เนื่องจากส่งผลให้ค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติในไทยสูงขึ้น ทั้งค่าที่พัก อาหาร ตั๋วโดยสารเครื่องบิน และบริการต่าง ๆ โดยค่าเงินบาทที่แข็งค่านี้ทำให้ต่างชาติมองว่าต้นทุนการเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยแพงกว่าประเทศคู่แข่ง ทำให้เกิดการชะลอการเดินทาง คนที่เดินทางมาก็มีการใช้จ่ายลดลง และบางคนก็หนีไปเที่ยวประเทศที่ค่าเงินถูกกว่า
ทุบขีดความสามารถการแข่งขัน
นางสาวฐาปนีย์กล่าวว่า ประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันในด้านการท่องเที่ยวของประเทศลดลงเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง เช่น ญี่ปุ่น จีน เวียดนาม ที่สกุลเงินอ่อนค่าลงในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งอาจทำให้ประเทศสูญเสียรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้ สูงถึงราว 15-17%
จากข้อมูลสถิตินักท่องเที่ยวรายวัน สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองระบุว่า ระหว่างวันที่ 1 มกราคม-28 กันยายน 2568 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาประเทศไทยจำนวน 23.969 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 7.52% โดยมองว่าปัจจัยหลักมาจากประเทศไทยเผชิญกับหลากหลายเหตุการณ์ที่กระทบต่อการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงที่ผ่านมา อาทิ ภาพลักษณ์ด้านความไม่ปลอดภัย ปัญหาด้านเศรษฐกิจ การเงินและการลงทุน มาตรการภาษีตอบโต้ทางการค้ากับสหรัฐอเมริกา รวมทั้งปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา
ทุบตลาดสหรัฐเริ่มติดลบ
รวมถึงปัจจัยค่าเงินบาทแข็งค่าก็มีผลต่อภาคการท่องเที่ยวของประเทศโดยตรง โดยพบว่าตั้งแต่ช่วงเดือนพฤษภาคม 2568 เป็นต้นมา ปัจจัยค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่องถือเป็นปัจจัยลบที่ส่งผลต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติในบางตลาด โดยตลาดที่นักท่องเที่ยวลดลงมาก และชัดเจนที่สุด คือ สหรัฐอเมริกา
“นับจากช่วงต้นปี 2568 เป็นต้นมา เงินบาทแข็งค่าขึ้นถึงประมาณ 7% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ และส่งผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวสหรัฐอเมริกาเข้าไทยอย่างชัดเจน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา” นางสาวฐาปนีย์กล่าวและว่า
เดิมนักท่องเที่ยวตลาดสหรัฐอเมริกามีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นทุกเดือน โดยเดือนมกราคมเพิ่มขึ้นประมาณ 22% กุมภาพันธ์-เมษายน 2568 เพิ่มขึ้นประมาณ 7-12% แต่นับจากพฤษภาคม-สิงหาคม 2568 พบว่า ตลาดสหรัฐอเมริกาเริ่มหดตัวเล็กน้อยราว 2% และจากสถิติของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองล่าสุดระบุว่า ระหว่าง 1-21 กันยายน 2568 มีนักท่องเที่ยวจากสหรัฐอเมริกา จำนวน 36,800 คน ลดลง 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปี 2567
“สหรัฐอเมริกาเป็นตลาดระยะไกล หรือ Super Long Haul การเดินทางมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าจึงเป็นปัจจัยสำคัญ เนื่องจากแลกเงินไทยได้น้อยลง รวมทั้งมีความกังวลต่อเศรษฐกิจสหรัฐที่คาดว่า ค่าสินค้าอุปโภคบริโภคที่นำเข้าไปขายในสหรัฐจะเริ่มเห็นว่ามีราคาแพงขึ้น จึงมีความระมัดระวังด้านการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น”
“จีน” กระทบจากปัจจัยอื่น
สำหรับตลาดจีน ซึ่งเป็นตลาดหลักนั้น นางสาวฐาปนีย์กล่าวว่า เป็นตลาดที่ได้รับผลกระทบเล็กน้อย ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง แต่มีปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งผลกระทบมากกว่า เช่น ภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยจากกรณีหวังซิง เหตุแผ่นดินไหว และการเดินทางไปยังประเทศคู่แข่งขัน เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เวียดนาม เป็นต้น
โดยจะเห็นได้ว่าหลังจากเดือนพฤษภาคมเป็นต้นมา จำนวนนักท่องเที่ยวจีนมีอัตราการหดตัวที่น้อยลง สวนทางกับค่าเงินบาทที่แข็งค่ามากขึ้น โดยจากตัวเลขของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองพบว่า ระหว่าง 1-21 กันยายน 2568 นักท่องเที่ยวจีนมีจำนวนประมาณ 205,200 คน ลดลง 33% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปี 2567 ขณะที่ในช่วงต้นปี นักท่องเที่ยวจีนปรับตัวลดลงกว่า 40%
เกาหลี-สหรัฐ-ไต้หวันแห่ดึงญี่ปุ่น
ส่วนตลาดญี่ปุ่น นางสาวฐาปนีย์กล่าวว่า ค่าเงินบาทต่อเงินเยนเดือนกันยายน 2568 แข็งค่าขึ้น 1% เมื่อเทียบกับเดือนมกราคม 2568 และค่าเงินเยนอ่อนค่าต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2566 ซึ่งจะเห็นได้ว่าในปี 2568 นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นประมาณ 15-18% ในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม 2568 แต่เริ่มหดตัวในเดือนเมษายน แม้ว่าค่าเงินเยนจะแข็งค่ามากที่สุดในรอบปีนี้ โดยการหดตัวเกิดจากภาพลักษณ์ความไม่ปลอดภัยมาตรฐานโครงสร้างตึกสูงจากการเกิดแผ่นดินไหวในประเทศไทย และหดตัวอีกครั้งในเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม จากปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาที่รุนแรงขึ้น
นอกจากนี้ ปัจจัยด้านคู่แข่งขันถือเป็นตัวแปรสำคัญที่ดึงนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นในปี 2568 โดยเฉพาะเกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา และไต้หวัน โดยล่าสุดพบว่าระหว่าง 1-21 กันยายน 2568 นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นมีจำนวนลดลงประมาณ 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปี 2567 หรือมีจำนวน 68,900 คน
หนุนตลาด “ยุโรป” โต
นางสาวฐาปนีย์กล่าวด้วยว่า สำหรับตลาดที่ได้เปรียบในเรื่องของค่าเงิน คือ ตลาดยุโรป เนื่องจากค่าเงินปอนด์และค่าเงินยูโรเป็น 2 สกุลเงินที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินบาท สามารถแลกเงินบาทได้มากขึ้น โดยพบว่าจำนวนนักท่องเที่ยวยุโรปในภาพรวมเติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยกลุ่มตลาดหลักในยุโรปที่ใช้เงินยูโร ค่าเงินบาทต่อค่าเงินยูโรเดือนกันยายน 2568 อ่อนค่าลง 6% เมื่อเทียบกับเดือนมกราคม 2568 และจำนวนนักท่องเที่ยวยุโรปภาพรวมมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นเกือบทุกเดือน
“ค่าเงินยูโรไม่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญในภาพรวม ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวกลุ่มประเทศยูโรโซนเดินทางเข้าไทยเป็นไปตามฤดูกาลเดินทางท่องเที่ยว” นางสาวฐาปนีย์กล่าวและว่า ตลาดที่สำคัญ คือ เยอรมนี พบว่ามีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น ยกเว้นเดือนมีนาคม 2568 โดยในปีนี้เทศกาลวันหยุดอีสเตอร์ตรงกับช่วงเดือนเมษายน ทำให้ในเดือนเมษายน 2568 มีอัตราการเติบโตสูงถึง 38%
ส่วนฝรั่งเศสมีอัตราการเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เดือนมกราคม-กันยายน 2568 เช่นกัน โดยในเดือนกันยายน 2568 (1-21 ก.ย.) เพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปี 2567
ขณะที่โดยสหราชอาณาจักร (UK) ค่าเงินบาทต่อค่าเงินปอนด์เดือนกันยายน 2568 อ่อนค่าลง 2% เมื่อเทียบกับเดือนมกราคม 2568 และจำนวนนักท่องเที่ยวสหราชอาณาจักร มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นทุกเดือนนับตั้งแต่เดือนมกราคม-กันยายน 2568
“ยุโรป” เศรษฐกิจดี-GDP โต
สอดรับกับ นางสาวสุลัดดา ศรุติลาวัณย์ ผู้อำนวยการภูมิภาคยุโรป การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ประเด็นเรื่องค่าเงินนับเป็นปัจจัยบวกหนึ่งสำหรับตลาดยุโรป แต่ปัจจัยที่ส่งผลทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวในตลาดยุโรปเติบโตต่อเนื่อง คือ ประเด็นการเพิ่มขึ้นของจำนวนเที่ยวบิน และเส้นทางบินตรงที่เพิ่มขึ้นตามนโยบาย Airline Focus และปัจจัยเรื่องของการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคยุโรป
โดยเศรษฐกิจสหภาพยุโรป (EU) ในปีนี้ ถูกคาดการณ์ว่าจะเติบโตประมาณ 1.1% และเพิ่มขึ้นเป็นราว 1.5% ในปี 2569 ขณะที่เขตยูโร (Euro Area) ที่คาดว่าปีนี้จะอยู่ในทิศทางใกล้เคียงกันราว 0.9-1.0% และปรับตัวขึ้นเล็กน้อยในปีถัดไป
“ปัจจัยบวกหลักคือการใช้จ่ายภายในประเทศที่แข็งแรงขึ้น การลงทุนจากกองทุนของอียู โดยเฉพาะในโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานสะอาด เช่น โปแลนด์ คาดการณ์ GDP ปีนี้ว่าจะเติบโต 3.3% และ 3.0% ในปีหน้า สเปน คาดว่าปีนี้ GDP จะโต 2.5-2.7% ไอร์แลนด์ คาดว่าปีนี้ GDP จะโตประมาณ 3.3% เป็นต้น” นางสาวสุลัดดากล่าว