คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ
หลังจากใช้มาตรการภาษีบังคับให้บริษัทรถยนต์เข้ามาลงทุนตั้งฐานการผลิตในสหรัฐอเมริกา โดยคาดหวังว่าจะช่วยสร้างงานให้คนอเมริกัน ล่าสุดนี้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ รวมทั้งคนในรัฐบาล กล่าวอ้างว่าอุตสาหกรรมรถยนต์สหรัฐกำลัง “บูม” อีกครั้ง เพราะจะมีโรงงานรถยนต์จากแคนาดา เม็กซิโก ยุโรป และอื่น ๆ ย้ายเข้ามาผลิตในสหรัฐเพื่อส่งออกไปทั่วโลกในไม่ช้านี้
“โรงงานผลิตรถยนต์ของหลายบริษัทกำลังก่อสร้าง หรือกำลังออกแบบอยู่ในขณะนี้ พวกเขาย้ายมาจากจีน จากเม็กซิโก เราสูญเสียการผลิตรถยนต์ในสหรัฐไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ตอนนี้โรงงานเหล่านั้นกำลังกลับมา”
รอยเตอร์รายงานว่า อย่างไรก็ตาม มีหลักฐานเพียงเล็กน้อยว่าเป็นการก่อสร้าง “โรงงานใหม่” ในสหรัฐ แท้จริงแล้วกลับเป็นการ “ย้ายในเชิงกลยุทธ์” มากกว่า โดยปรับ “โรงงานที่มีอยู่เดิม” ให้สอดคล้องกับนโยบายทรัมป์ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อรถยนต์ไฟฟ้าและมาตรการภาษีศุลกากรที่ไม่เป็นมิตร
แซม ฟิออรานิ รองประธานบริษัทวิจัย ออโต้ฟอร์แคสต์ โซลูชั่นส์ ชี้ว่า เพื่อหลีกเลี่ยงภาษี บริษัทรถยนต์บางรายกำลังนำพื้นที่ว่างของโรงงานเดิมที่ร้างอยู่กลับมาติดตั้งอุปกรณ์ใหม่ เพื่อผลิตรถยนต์ที่พวกเขาเคยนำเข้า แต่ตอนนี้กำลังเผชิญการถูกเก็บภาษีนำเข้าในอัตราสูง ตัวอย่างเช่น นิสสันจากญี่ปุ่น วางแผนจะผลิตรถยนต์เอสยูวี Nissan Rogue และอื่น ๆ มากขึ้นในโรงงานที่เทนเนสซีและมิสซิสซิปปี แล้วลดการนำเข้าจากญี่ปุ่น “ดังนั้น จึงไม่มีการสร้างโรงงานใหม่จนถึงขั้นที่เรียกว่าบูม”
ขณะเดียวกัน บริษัทรถยนต์หลายรายกำลัง “ถอยกลับ” จากคำมั่นสัญญาเรื่องการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่พวกเขาเคยให้ไว้ในช่วงก่อนหน้านี้ในยุครัฐบาล “โจ ไบเดน” และกลับมาผลิตรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเป็นส่วนใหญ่ เงินลงทุนส่วนใหญ่ที่หลายบริษัทประกาศลงทุนในช่วงไม่กี่เดือนมานี้เป็นการ “โยกเงิน” จากโครงการรถยนต์ไฟฟ้าที่พวกเขาเคยสัญญาว่าจะลงทุนในสมัยโจ ไบเดน
ตัวอย่างเช่น เจเนอรัล มอเตอร์ส ที่ประกาศเมื่อไม่นานมานี้่ ว่าจะติดตั้งเครื่องจักรใหม่ในโรงงานเดิมของบริษัทในดีทรอยต์ เพื่อผลิตรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน ทั้งปิกอัพและรถยนต์เอสยูวี จากเดิมที่เคยประกาศในปี 2022 ว่าจะใช้โรงงานแห่งนี้เป็นศูนย์กลางผลิตรถยนต์ปิกอัพไฟฟ้า
บริษัทอลิกซ์พาร์ตเนอร์ ซึ่งรวบรวมและติดตามข้อมูลของอุตสาหกรรมรถยนต์ระบุว่า ในทศวรรษที่ผ่านมา อุตสาหกรรมรถยนต์ต่างวางเดิมพันบนรถยนต์ไฟฟ้า ทำให้มีการลงทุนโรงงานเพิ่มขึ้นมากในยุครัฐบาลโจ ไบเดน พบว่าโดยเฉลี่ยแล้วไม่ว่าจะเป็นบริษัทรถยนต์ดั้งเดิมอย่างจีเอ็ม ฟอร์ด ไครสเลอร์ รวมทั้งรายใหม่ที่ผลิตเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเทสลา ริเวียน และลูซิด ลงทุนประมาณปีละ 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์ ในช่วงระหว่างปี 2017-2020 ซึ่งตรงกับสมัยแรกของประธานาธิบดีทรัมป์ และอีก 4 ปีต่อมาในยุคโจ ไบเดน เงินลงทุนเพิ่มขึ้นเป็นปีละ 3.8 หมื่นล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม บริษัทเหล่านี้เริ่มลดการลงทุนรถยนต์ไฟฟ้า ก่อนที่ทรัมป์จะชนะเลือกตั้งอีกครั้งในปลายปี 2024 ด้วยซ้ำ เนื่องจากความต้องการของตลาดอ่อนแอกว่าคาด นอกจากนั้น บรรดาผู้บริหารก็คาดไว้อยู่แล้วว่ารัฐบาลทรัมป์จะไม่ให้ความสนใจหรือสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า
โฆษกทำเนียบขาวอ้างว่า นโยบายของทรัมป์ทำให้การนำเข้ารถยนต์ เครื่องยนต์ และชิ้นส่วนลดลงประมาณ 10% ในปีนี้ สู่ระดับ 4.214 แสนล้านดอลลาร์ และอีกไม่นานคาดว่ารถยนต์ที่ผลิตใน “ดีทรอยต์” จะส่งออกไปยังโชว์รูมทั่วโลก ทำให้เกิดการลงทุนเป็น “ประวัติศาสตร์” ในอุตสาหกรรมรถยนต์สหรัฐ
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลของธนาคารกลางสหรัฐชี้ว่า การผลิตรถยนต์ในสหรัฐเพิ่มขึ้นประมาณ 4% ในปีนี้ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของทศวรรษที่แล้ว
“เดวิด อดัมส์” ประธานผู้ผลิตรถยนต์ระดับโลกแห่งแคนาดา โต้แย้งคำกล่าวอ้างของทรัมป์ ที่ว่าผู้ผลิตรถยนต์กำลังทิ้งแคนาดาไปสหรัฐ โดยยืนยันว่าไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เพราะในปัจจุบันคนงานในอุตสาหกรรมนี้ของแคนาดาก็ยังรักษางานเอาไว้ได้
สำหรับความเคลื่อนไหวล่าสุดของทรัมป์ ได้ประกาศเก็บภาษีศุลกากรสินค้าอื่น ๆ เพิ่มเติมอีก ในจำนวนนั้นมีเฟอร์นิเจอร์จากต่างประเทศ โดยจะเก็บ 25% สำหรับเฟอร์นิเจอร์ไม้ และปีหน้าอาจเพิ่มเป็น 50% สำหรับพวกโต๊ะเครื่องแป้ง ตู้ครัว และ 30% สำหรับเฟอร์นิเจอร์ประเภทบุนวมหรือห่อหุ้ม อ้างว่าเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมนี้ของอเมริกา
และแน่นอนว่า “เป้าใหญ่” ก็คือจีน เพราะจีนคือผู้ผลิตและส่งออกเฟอร์นิเจอร์รายใหญ่ที่สุดของโลก โดยในปี 2024 สหรัฐนำเข้าเฟอร์นิเจอร์มูลค่า 2.55 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 7% และประมาณ 60% ของการนำเข้าทั้งหมดมาจากเวียดนามและจีน
ไซมอน ลิกเทนเบิร์ก ซีอีโอของ เทรย์ตันกรุ๊ป ซึ่งเป็นบริษัทผลิตเฟอร์นิเจอร์ขนาดกลาง และได้ย้ายฐานการผลิตส่วนใหญ่จากจีนมายังเวียดนามตั้งแต่ช่วงไม่กี่วันหลังจากทรัมป์ชนะเลือกตั้ง ยอมรับว่าการขึ้นภาษีดังกล่าวจะกระทบต่อกำไรของบริษัท แต่จะไม่ทำให้บริษัทเปลี่ยนกลยุทธ์ เพราะเป็น “กลยุทธ์ที่ถูกต้อง” อยู่แล้ว โดยจีนยังเป็นศูนย์วิจัยและพัฒนาของบริษัท ส่วนเวียดนามก็เป็นฐานการผลิตส่งออกไปสหรัฐเป็นหลัก แม้จะถูกเก็บภาษีเพิ่มขึ้นและกำไรลดลง แต่เชื่อว่าภาระภาษีที่เพิ่มขึ้นจะถูก “ดูดซับ” โดยผู้บริโภคอเมริกันที่ต้องจ่ายแพงขึ้น
ขณะเดียวกัน กำลังการผลิตสำรองที่มีอยู่ในจีนจะสามารถกลับมาผลิตได้อีก ถ้าหากจีนสามารถเจรจากับสหรัฐให้ลดภาษีนำเข้า ส่วนการย้ายโรงงานไปสหรัฐแทบจะเป็นไปไม่ได้ เพราะต้นทุนสูงเกินไป และคงยากที่จะหาคนงานอเมริกันที่มีทักษะ
โจนาฮาน ซาวเทอร์ ผู้บริหารของโจนาธาน ชาร์ลส์ ไฟน์ เฟอร์นิเจอร์ ในเวียดนาม ซึ่งผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้คุณภาพสูงกล่าวว่า ไม่สนใจที่จะไปตั้งโรงงานในสหรัฐแม้แต่น้อย
เพราะ “คนงานอเมริกัน” คงไม่สามารถทดแทนคนงานเวียดนามที่มีทักษะได้ บริษัทจึงจะแก้ปัญหาด้วยการหาตลาดส่งออกอื่นเข้ามาเสริมแทน