Skip to content

ผู้ก่อตั้งค่ายเพลงดัง เสียดาย 2 ปีสูญเปล่า หลัง สว.เสนอยกเลิกโครงการซอฟต์พาวเวอร์

07 ต.ค. 2568 | 21:38น.
ผู้ก่อตั้งค่ายเพลงดัง เสียดาย 2 ปีสูญเปล่า หลัง สว.เสนอยกเลิกโครงการซอฟต์พาวเวอร์

“นิค-วิเชียร ฤกษ์ไพศาล” อดีตผู้บริหารผู้ก่อตั้ง genie records ค่ายเพลงชื่อดัง ชี้เสียดาย 2 ปีสูญเปล่า ! ทีมอุตสาหกรรมดนตรีทุ่มแรงฟรีผลักดันยุทธศาสตร์ชาติ ถูกการเมืองเบรกกลางทาง

“วิเชียร ฤกษ์ไพศาล” อดีตผู้บริหารผู้ก่อตั้งค่ายเพลงชื่อดัง “genie records” โพสต์ FB Nick Genie ร่ายยาว เผยเบื้องหลังการทำงานของคณะทำงาน 14 สาขาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ที่ร่วมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านวัฒนธรรม-เศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้ประเทศ โดยไม่มีค่าตอบแทน หวังวางรากฐาน “THACCA” องค์กรมหาชนเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทย แต่สุดท้าย “การเมือง” กลับทำให้ความพยายามต้องสะดุด โดยระบุว่า

“เสียดายเวลา 2 ปีที่คนในอุตสาหกรรมทั้ง 14 สาขาเข้าไปร่วมคิดร่วมทำวางแผนเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นี้ โดยเอาผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง

แถมพวกเรายังต้องไปชวนพี่น้องที่เก่ง ๆ ในอุตสาหกรรมให้มาช่วยกันทำงาน อย่างสาขาผมก็ 20 กว่าคน มีทั้งผู้เชี่ยวชาญด้าน กม.ลิขสิทธิ์, CEO หน่วยงานจัดเก็บลิขสิทธิ์, ผู้บริหารหลาย ๆ ค่ายเพลงดัง, นักจัดคอนเสิร์ตและ festival ชื่อดัง, อาจารย์จากสถาบันดนตรี, ภาคีหมอลำ, ผู้เชี่ยวชาญด้านเพลงประกอบภาพยนตร์, สื่อทางด้านดนตรี ฯลฯ

ค่าหัวสมองของบุคลากรที่เข้าไปทำงานนี้นับเป็น man day man hour ที่ลงแรงกายแรงใจไปนับแล้วก็หลายล้านบาททีเดียว ยิ่งถ้านับทั้ง 14 สาขา ถ้าจ้างมาคงหมดงบฯไปโข แต่พวกเราทำงานกันฟรี ๆ ไม่มีค่าตัวนะครับ เงินที่ได้ก็แค่เบี้ยประชุมเดือนละ 1,428 บาท พร้อมการก่นด่าจากชาวเน็ตคนนอกที่ไม่รู้ข้อมูลอะไรเลย

เราท่องในใจอย่างเดียวว่าเพื่อประเทศชาติ ไม่ต้องไปสนเรื่องพรรคเรื่องการเมือง สีส้ม สีแดง สีน้ำเงิน เพราะแต่ละคนล้วนมีอุดมการณ์ทางการเมืองที่ไม่เหมือนกัน

คิดแค่ว่าถ้าเราผลักดันอะไรที่ดี ๆ ที่จะทำให้อุตสาหกรรมก้าวหน้า ประเทศก็จะเจริญตามไปด้วยโดยอัตโนมัติ
การของบฯทำงาน ไม่ได้แปลว่าได้งบฯนะครับ

เพราะงบประมาณในปี’67 เป็นปีแรกที่เราเริ่มทำ ราชการเขาทำงบฯเสร็จไปตั้งแต่ปี’65 แล้ว ซึ่งเอกชนอย่างเราไม่เข้าใจจุดนี้

งบประมาณในปีแรกจึงไม่มี งบฯกลางก็ยาก ถ้ามีบ้างก็เป็นงบฯที่มีในโครงการของหน่วยรับงบฯที่คล้ายกัน แล้วเราเข้าไปปรับเงื่อนไขให้ตรงกับเป้าหมาย

ยังไงก็ตามในปีถัดมาคือปี’68 นี้ สาขาดนตรีที่ผมดูแลอยู่ก็สามารถทำงานผ่านไปได้หลายเรื่อง เช่นโครงการ Talent Everywhere ที่พยายามเสริมความแข็งแรงและความเข้าใจเรื่องดนตรีที่สอดคล้องกับอุตสาหกรรม เราทำแคมป์พัฒนาเยาวชนร่วมกับมหา’ลัยดนตรีทั่วประเทศ 10 จังหวัด เราทำสื่อออนไลน์ให้คนที่ขาดโอกาสได้เข้าถึง

เราทำ workshop ตะลอนทั่วประเทศ ทั้งหมดก็ได้องค์กร OKMD มาช่วยกัน

เรายังทำเรื่องสนับสนุนให้ทุน (บางส่วน) กับศิลปินไทยได้ไปแสดงศักยภาพในเวทีต่างประเทศ ในโครงการชื่อ Music Exchange งานนี้หน่วยรับงบฯเป็น CEA ที่ทำงานกันแบบเข้าขา เพราะงานใกล้เคียงกันอยู่แล้ว บางเรื่องที่พยายามทำก็ไม่ต้องใช้งบฯ แต่ต้องใช้ความอดทน

เช่นการพยายามแก้ไขเงื่อนไขรวมไปถึงเรื่องกฎหมายเพื่อทำให้อุตสาหกรรมคล่องตัวขึ้น เช่น one stop service ที่จะเป็นหน่วยเดียวในการประสานทุกเรื่องทุกหน่วย อันนี้ก็ยังไม่ถึงไหน

แม้แต่เรื่องการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ที่ปวดหัวปวดใจมาหลายสิบปี แต่ก็คงต้องปวดหัวปวดใจกันต่อไป อันนี้ก็หวังว่ากรมทรัพย์สินทางปัญญาจะไม่ทิ้งเรา

ยังมีเรื่องการพยายามสร้างความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมอีกหลายเรื่อง ที่เรานำเสนออยู่ แต่เวลาของเราหมดแล้ว

ก่อนหน้านี้เราก็หวังว่าเรื่องนี้จะเดินหน้าต่อ ไม่อยากให้หยุดที่รัฐบาลนี้ จึงมีการผลักดันให้เกิด พ.ร.บ. THACCA (Thailand Creative Culture Agency) เพื่อเป็นองค์กรมหาชนที่จะเข้ามา Focus ขับเคลื่อนงานนี้ต่อไปอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปกี่รัฐบาล

เรื่องแบบนี้เราไม่ได้คิดเองหรือคิดใหม่ แต่ชาติอื่นที่เห็นความสำคัญเขาทำกันมานานมากแล้ว เช่น เกาหลีใต้ ก็มี KOCCA (Korea Creative Content Agency), ไต้หวันคือ TAICCA (Taiwan Creative Content Agency) และในอีกหลายประเทศที่ชื่ออาจจะแตกต่างไป

แต่เรารู้ว่าการเมืองก็คือการเมือง

อะไรที่รัฐบาลชุดเก่าทำไว้ ก็จะไม่มีทางถูกสานต่อไม่ว่าจะดีขนาดไหน เพราะอะไรเราคงรู้ ๆ กันอยู่

ผมและทีมงานสาขาดนตรีที่ขนกันมาทำงานนี้ ขอยืนยันว่าเราเป็นจิตอาสาและชำนาญการในธุรกิจของเราดี และรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ ให้รู้สึกเสียดายมาก ๆ ถ้าสิ่งที่เราเริ่มไว้มันจะจบไปแบบอคติหรือไร้ข้อมูล เท่ากับเราเสียเวลาไป 2 ปีฟรี ๆ แถมติดลบอีกต่างหาก”