ภาคพลังงานถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะช่วงเปลี่ยนผ่านของรัฐบาลใหม่ที่มุ่งเน้นการสร้างความเชื่อมั่น ฟื้นฟูเศรษฐกิจ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม แม้จะเป็นระยะสั้น ๆ เพียง 4 เดือน
กระทรวงพลังงานภายใต้การนำของนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ประกาศแนวนโยบายเร่งด่วนภายใต้ชื่อ “Quick Big Win” มุ่งเน้นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในระยะสั้น ขณะเดียวกัน ก็วางรากฐานการพัฒนาพลังงานไทยในระยะยาว โดยมีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ฟื้นความเชื่อมั่น และเสริมสร้างความยั่งยืน ผ่าน 4 ด้านหลัก ได้แก่ การสร้างรายได้ การลดรายจ่าย การส่งเสริมการลงทุน และการผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำ
งานแรกลดราคาน้ำมัน 50 สต.
นโยบายแรกที่กระทรวงพลังงานดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม คือการประกาศลดราคาน้ำมันดีเซลและกลุ่มเบนซินทันที 50 สตางค์ต่อลิตร มีผลวันที่ 4 ตุลาคม 2568 โดยใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาช่วยพยุงราคา ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลปรับลดลงจาก 31.94 บาทต่อลิตร เหลือ 31.44 บาทต่อลิตร ถือเป็นมาตรการแรกภายใต้แนวทาง “Quick Big Win” ที่ตอบโจทย์ประชาชนโดยตรง
นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานยังยืนยันว่าค่าไฟฟ้าในช่วงต้นปี 2569 จะยังคงอยู่ในกรอบการตรึงราคา พร้อมเตรียมหามาตรการลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเพิ่มเติม เพื่อช่วยลดภาระค่าไฟของประชาชนและภาคธุรกิจให้ได้มากที่สุด โดยถือเป็นการสร้างความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพด้านพลังงานและค่าครองชีพของประเทศ
หนุนโซลาร์ชุมชนมุ่งลดคาร์บอน
กระทรวงพลังงานยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนต่ำ โดยเฉพาะการขับเคลื่อน “โซลาร์ภาคประชาชน” ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 โครงการสำคัญ ได้แก่
1.โซลาร์ฟาร์มชุมชน กำลังผลิตรวม 1,500 เมกะวัตต์ มูลค่าการลงทุนกว่า 30,000 ล้านบาท คาดว่าจะสร้างการจ้างงานกว่า 1,600 ตำแหน่ง และลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 0.8 ล้านตันต่อปี โดยจะเปิดรับซื้อไฟฟ้าภายในเดือนพฤศจิกายน 2568
2.โซลาร์สูบน้ำเพื่อการเกษตร ครอบคลุมกว่า 700,000 ไร่ทั่วประเทศ รวม 1,200 ระบบ มูลค่าการลงทุนกว่า 12,500 ล้านบาท ผลิตไฟฟ้าได้ 87.5 เมกะวัตต์ ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 0.6 ล้านตันต่อปี
3.มาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ติดตั้งโซลาร์เซลล์ภาคครัวเรือน คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมกว่า 90,000 ครัวเรือน มูลค่าการลงทุนรวมกว่า 20,250 ล้านบาท สามารถลดการใช้ไฟฟ้าได้ 585 ล้านหน่วยต่อปี และลดการปล่อยคาร์บอนอีกกว่า 2.8 แสนตันต่อปี
4.โครงการโซลาร์ลอยน้ำในเขื่อนหลักของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนวชิราลงกรณ และเขื่อนศรีนครินทร์ รวมกำลังผลิต 1,638 เมกะวัตต์ มูลค่าการลงทุนกว่า 53,000 ล้านบาท ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 0.8 ล้านตันต่อปี
ทั้งหมดนี้จะเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่สังคมพลังงานสะอาด (Clean Energy Society) สร้างรายได้ให้กับชุมชนท้องถิ่น และเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานอย่างยั่งยืน
คลอด Direct PPA ภายในสิ้นปีนี้
อีกหนึ่งนโยบายที่ได้รับความสนใจจากภาคอุตสาหกรรม คือโครงการสัญญาซื้อขายไฟฟ้าสะอาดตรง (Direct PPA) สำหรับ Data Center ขนาด 2,000 เมกะวัตต์ ซึ่งล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ได้นำเสนอร่างหลักเกณฑ์โครงการนำร่องการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบการทำสัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าได้โดยตรง (Direct Power Purchase Agreement : Direct PPA) ผ่านการขอใช้บริการระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้แก่บุคคลที่สาม (Third Party Access : TPA) สำหรับศูนย์ข้อมูล (Data Center)
รวมถึงร่างข้อกำหนดการเปิดใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้แก่บุคคลที่สาม (Third Party Access Code : TPA Code) นำไปรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียผ่านช่องทางเว็บไซต์สำนักงาน เมื่อวันที่ 3-10 ตุลาคม 2568 แล้ว โดยจะเร่งสรุปร่างหลักเกณฑ์และอัตราค่าบริการ TPA เสนอต่อกระทรวงพลังงานเพื่อพิจารณา และนำเสนอคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ภายในพฤศจิกายน 2568
และคาดว่าจะประกาศรับซื้อไฟฟ้าจริงภายในธันวาคม 2568 เมื่อโครงการเริ่มดำเนินการจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้กว่า 65,000 ล้านบาท และหากรวมมูลค่าการลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานและการก่อสร้าง คาดว่าผลทางเศรษฐกิจจะสูงกว่า 100,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวยังสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งมีความต้องการใช้ไฟฟ้ากว่า 800 เมกะวัตต์ โดยเฉพาะในภาคธุรกิจศูนย์ข้อมูล (Data Center) และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ตลอดจนการส่งเสริมอุตสาหกรรมไทยสู่เป้าหมาย Net Zero 2050
ส่วนการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (Power Development Plan : PDP) ฉบับใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 โดยจะเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดในการผลิตไฟฟ้า พร้อมตั้งคณะกรรมการจัดทำแผน PDP ชุดใหม่เพื่อพิจารณาร่วมกันในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ภายในเดือนตุลาคมนี้
ทั้งนี้ ในระยะยาว กระทรวงพลังงานยังเร่งผลักดันโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) ซึ่งเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญในการลดการปล่อยคาร์บอน โดยมีการร่วมมือกับประเทศญี่ปุ่นในการสำรวจพื้นที่กักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ใต้ทะเล คาดว่าจะเริ่มดำเนินการจริงได้ภายในปี 2577 โดยตั้งเป้าสามารถกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 6.4 ล้านตันต่อปี เป็นเวลา 30 ปี ซึ่งจะช่วยสร้างรากฐานทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาพลังงานสะอาดในระยะยาวของประเทศ
นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ย้ำว่า แนวนโยบาย “Quick Big Win” ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการวางระบบพลังงานไทยให้เดินหน้าอย่างยั่งยืน ซึ่งภาพรวมของนโยบาย “Quick Big Win” จะสร้างมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 700,000 ล้านบาท ก่อให้เกิดการจ้างงานกว่า 16,000 ตำแหน่ง และช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รวมกว่า 10 ล้านตันต่อปี

กกร.ชี้สอดคล้องข้อเสนอเอกชน
นายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า นโยบาย “Quick Big Win” ด้านพลังงาน พบว่าแต่ละนโยบายมีความน่าสนใจ มีคุณภาพ รวมถึงสอดคล้องและตอบสนองต่อข้อเสนอของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) แสดงให้เห็นถึงความรู้ ความเข้าใจ และความพร้อมของนายอรรถพล และทีมงานในการขับเคลื่อน ทั้งบริบทด้านพลังงาน และบริบทด้านเศรษฐกิจ ที่มองทั้งมิติค่าครองชีพของประชาชน
และมิติขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในช่วงระยะสั้น 4 เดือน และยังมีการเตรียมพร้อมในการขับเคลื่อนระยะต่อไปอย่างชัดเจน เช่น เร่งการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan : PDP) เดินหน้าโครงการการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) และการปลูกป่า ทดแทนโครงการสายส่ง
นอกจากนี้ ยังเดินหน้านโยบายปลดล็อกความอึดอัดของหลายภาคส่วน รวมถึงไม่มีนโยบายพลังงานที่ทำลายบรรยากาศและความเชื่อมั่นของนักลงทุน ตลอดจนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เนื่องจากในอดีตของกระทรวงพลังงานมีแนวคิดที่จะลดค่าไฟฟ้าของประเทศด้วยวิธีการที่จะโยกตัวเลขภาระต้นทุนสูงของการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่สูงถึง 30% มาใช้ในการผลิตไฟฟ้า
ซึ่งเป็นความผิดพลาดของนโยบายพลังงานของประเทศในอดีต ที่ประเทศต้องพึ่งพิงก๊าซธรรมชาติ (Natural Gas) ในการผลิตไฟฟ้าสูงถึง 70% แต่กลับแก้ปัญหาด้วยการโยนภาระต้นทุน LNG ให้ภาคใดภาคหนึ่ง แทนที่ฝ่ายนโยบายจะจัดให้มีการระดมสมองสร้างทีมงานจากทุกภาคส่วน ในการร่วมแก้ไขปัญหาค่าไฟฟ้าของประเทศแพง
โดยมุ่งแก้ที่ต้นเหตุ ซึ่งประเด็นโครงสร้างค่าไฟภาคเอกชน ภาคการศึกษา ตลอดจนอีกหลายภาคส่วนพยายามนำเสนอทางออกมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา