Skip to content

แบงก์โชว์กำไร 9 เดือนสวนเศรษฐกิจ โจทย์ใหญ่ ‘คุมหนี้เสีย-ลดต้นทุน’

22 ต.ค. 2568 | 06:53น.
แบงก์โชว์กำไร 9 เดือนสวนเศรษฐกิจ โจทย์ใหญ่ ‘คุมหนี้เสีย-ลดต้นทุน’

สำรวจธนาคารพาณิชย์ 8 แห่ง แจ้งผลประกอบการไตรมาส 3/68 กำไรสุทธิ 4.42 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.57% และงวด 9 เดือนกำไร 129,675 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.71% นำโดย “กสิกรไทย-SCBX” ขณะที่ดอกเบี้ยขาลงกดดันส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิลดทั้งระบบ ซีอีโอแบงก์เผยเศรษฐกิจชะลอตัวกดดันรายได้แบงก์ โจทย์ใหญ่ “คุมหนี้เสีย-ลดต้นทุน” SCBX ชูกลยุทธ์บริหารต้นทุนด้วยการเปลี่ยนกระบวนการทำงาน เพื่อให้ต้นทุนบริการลดลงอย่างยั่งยืน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารพาณิชย์รายงานผลประกอบการไตรมาส 3/2568 และงวด 9 เดือนแรกของปี 2568 ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) โดยข้อมูลทั้งสิ้น 8 แห่ง (16.00 น. วันที่ 21 ต.ค.) ได้แก่ บริษัท เอสซีบี เอกซ์ (SCB) ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) ธนาคารทหารไทยธนชาต (ttb) ธนาคารทิสโก้ (TISCO) ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP) ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LHFG) (แบงก์ใหญ่อย่าง ธนาคารกรุงเทพและธนาคารกรุงไทย ยังไม่ได้รายงานผลประกอบการ)

กำไรแบงก์ยังโตสวน ศก.

สำหรับภาพรวม 8 แบงก์ กำไรสุทธิในไตรมาส 3/2568 อยู่ที่ 44,286 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.57% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QOQ) และเพิ่มขึ้น 10.32% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน (YOY) ที่อยู่ 40,143 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิงวด 9 เดือนแรกของปี 2568 รวมทั้งสิ้น 129,675 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.71% เทียบช่วง 9 เดือนแรกของปี 2567 (YOY) ที่อยู่ 122,672 ล้านบาท

โดยไตรมาส 3 ที่กำไรสูงสุดคือ ธนาคารกสิกรไทย กำไรสุทธิ 13,007 ล้านบาท, เอสซีบี เอกซ์ 12,056 ล้านบาท, 
กรุงศรีอยุธยา 8,783 ล้านบาท, ทีทีบี 5,299 ล้านบาท อย่างไรก็ดี พบว่าไตรมาส 3/68 เอสซีบี เอกซ์ มีกำไรลดลง -5.71% จากไตรมาส 2/68 กำไรสุทธิ 12,786 ล้านบาท เหลือ 12,056 ล้านบาท

และงวด 9 เดือนแรกของปี 2568 พบว่า ธนาคารกสิกรไทย มีกำไรสูงสุด 39,287 ล้านบาท ตามมาด้วยเอสซีบี เอกซ์ 
37,344 ล้านบาท และกรุงศรีอยุธยา 24,612 ล้านบาท

ขณะที่กลุ่มธนาคารขนาดเล็กที่มีกำไรสูงสุดในไตรมาส 3/2568 พบว่า ธนาคารทิสโก้ 1,730 ล้านบาท รองลงมา เกียรตินาคินภัทร 1,670 ล้านบาท ตามมาด้วยแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ 924 ล้านบาท สอดคล้องกับงวด 9 เดือนแรกของปี 2568 ทิสโก้มีกำไรสุทธิ 5,017 ล้านบาท เกียรตินาคินภัทร 4,141 ล้านบาท และแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ 2,045 ล้านบาท

คุมหนี้เสีย-ตั้งสำรองลดฮวบ

สำหรับตัวเลขการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญ หรือผลขาดทุนทางด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ณ ไตรมาส 3/2568 ของ 8 แบงก์ รวมอยู่ที่ 38,657 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.06% เมื่อเทียบไตรมาส 2/2567 ที่อยู่ 37,148 ล้านบาท และลดลง -4.22% หากเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน

และเมื่อดูตัวเลขตั้งสำรองหนี้ งวด 9 เดือนแรกปี 2568 รวมทั้งสิ้น 111,967 ล้านบาท เทียบกับ 9 เดือนแรกของปี 2567 (YOY) ที่อยู่ 125,352 ล้านบาท ลดลง -10.68%

โดยพบว่าในงวด 9 เดือนแรก 2568 ธนาคารส่วนใหญ่ตั้งสำรองลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว (ยกเว้นธนาคารทิสโก้เพิ่มขึ้น 70.9% จาก 1,039 ล้านบาท เพิ่มเป็น 1,774 ล้านบาท) เนื่องจากธนาคารสามารถบริหารจัดการหนี้เสียได้ดีขึ้น ประกอบกับเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ

ดอกเบี้ยขาลง-NIM วูบ -6.59%

สำหรับตัวเลขหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) ไตรมาส 3/2568 ยอดรวม 8 แบงก์ 336,046 ล้านบาท ลดลง -0.12% เมื่อเทียบ QOQ ที่อยู่ 337,046 ล้านบาท โดยธนาคารที่มียอดหนี้เสียเพิ่มขึ้นสูงสุดคือ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เพิ่มขึ้น 2.09% จาก 7,639 ล้านบาท มาอยู่ที่ 7,799 ล้านบาท รองลงมา ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เพิ่มขึ้น 1.77% จาก 75,617 ล้านบาท เพิ่มเป็น 76,959 ล้านบาท ส่วนธนาคารที่เอ็นพีแอลปรับลดลงมากสุดคือ ซีไอเอ็มบี ไทย ลดลง -14.12% จาก 7,451 ล้านบาท เหลือ 6,399 ล้านบาท

ขณะที่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ในงวด 9 เดือนแรกของปี 2568 เมื่อเทียบงวดเดียวกันของปีก่อน พบว่า NIM ของธนาคารขนาดใหญ่และขนาดเล็ก ปรับลดลงทั้งหมด โดยปรับลดลง -6.59% โดยธนาคารกสิกรไทย ลดลง -9.75% และเอสซีบี เอกซ์ ลดลง -9.21% ส่วนธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ปรับลดลงสูงสุด -15.19% รองลงมา ซีไอเอ็มบี ไทย ลดลง -11.54% ซึ่งธนาคารส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่า เป็นการปรับลดลงตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

โจทย์หลัก “คุมหนี้เสีย-คุมต้นทุน”

ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภาพรวมตามรายงานผลการดำเนินงานของสถาบันการเงินในไตรมาส 3/2568 และงวด 9 เดือนแรกของปี 2568 สะท้อนภาพธุรกิจหลักจากการปล่อยสินเชื่อยังคงไม่ได้ฟื้นตัวกลับมา แม้ว่าอาจจะมีการเติบโตในบางผลิตภัณฑ์ และในบางธนาคาร แต่โดยภาพรวมทั้งระบบยังคงไม่เห็นการฟื้นตัวของสินเชื่อ

และจากการปรับลดลงของอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ หรือผลตอบแทนจากการปล่อยสินเชื่อ รวมถึงส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ปรับลดลง และเป็นสัญญาณแนวโน้มลดลงต่อ ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมจะเห็นบวกเป็นบางผลิตภัณฑ์และบางธนาคาร เช่น ธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management)

ขณะที่หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อสินเชื่อรวม (NPL Ratio) อาจขยับเพิ่มบางธนาคาร แต่ยังสะท้อนภาพการบริหารจัดการหนี้ ส่งผลให้การขยับของหนี้เสียไม่มาก อย่างไรก็ดี ปัญหาหนี้ยังคงเป็นโจทย์หลักที่ธนาคารยังให้ความสำคัญ แม้การตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญอาจปรับลดลง แต่ยังอยู่ในระดับสูงกว่าช่วงปกติ เนื่องจากมองไปข้างหน้าความไม่แน่นอนสูง และยังมีความผันผวนอยู่

“โจทย์แบงก์ในระยะข้างหน้ายังคงเป็นเรื่องของคุณภาพสินทรัพย์ และดูแลประสิทธิภาพต้นทุน และค่าใช้จ่ายด้านอื่น ๆ ควบคู่ เพื่อไม่ให้กระทบผลการดำเนินงานมากนัก รวมถึงดูแลความสมดุลด้านการปล่อยสินเชื่อ และความเสี่ยงด้านเครดิตไปพร้อมกัน”

SCBX เปลี่ยนกระบวนทำงาน

นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ผลประกอบการที่แข็งแกร่งในไตรมาสนี้ สะท้อนถึงความก้าวหน้าตามกลยุทธ์ที่วางไว้ โดยเฉพาะในธุรกิจบริหารความมั่งคั่งที่เติบโตอย่างมั่นคง เป็นผลจากการนำเทคโนโลยีมาเสริมศักยภาพของบุคลากรในการวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าในแต่ละช่วงชีวิต พร้อมทั้งพัฒนาแพลตฟอร์มและผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เปิดโอกาสการลงทุนแบบไร้พรมแดน ตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคลได้อย่างแท้จริง

แม้เศรษฐกิจไทยยังเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน SCBX ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์เชิงรุกในการปรับโครงสร้างธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนเชิงกลยุทธ์ผ่านการเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานอย่างลึกซึ้ง ด้วยพลังของ AI และนวัตกรรม โดยนำเทคโนโลยีมาช่วยในการออกแบบกระบวนการใหม่ทั้งหมด ไม่ใช่เพียงการลดค่าใช้จ่ายเฉพาะจุดหรือการปิดสาขา แต่เป็นการปรับวิธีการดำเนินงานทั้งระบบ เพื่อให้ต้นทุนการให้บริการลดลงอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น

และบริษัทยังคงดำเนินนโยบายบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาความแข็งแกร่งของฐานะทางการเงินในระยะยาว และมีบทบาทเชิงรุกในการสนับสนุนภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจให้สามารถฟื้นตัวและเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

ศก.ชะลอกดดันรายได้แบงก์

นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบีธนชาต (ttb) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานและแนวโน้มกำไรในไตรมาส 3 และรอบ 9 เดือน ปี 2568 ในภาพรวมถือว่าเป็นไปตามเป้าหมาย แต่ยังคงสะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดัน ด้านรายได้จากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทิศทางดอกเบี้ยนโยบายขาลง รวมทั้งการปรับลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยเหลือลูกค้า โดยธนาคารยังคงมุ่งเน้นการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนทางการเงิน ต้นทุนการดำเนินงาน รวมทั้งการจัดการต้นทุนความเสี่ยงหรือค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองอย่างรอบคอบ เพื่อให้มั่นใจว่าธนาคารสามารถรักษาแนวโน้มของผลการดำเนินงานควบคู่กับการมีกันชนป้องกันความเสี่ยงที่แข็งแกร่ง

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กำไรแบงก์ หนี้เสีย (NPL)