โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐเตรียมตัวเดินทางเยือนมาเลเซีย และเกาหลีใต้ เพื่อร่วมการประชุมระดับผู้นำอาเซียนและกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปค) ตามลำดับ เขาจะได้พบกับสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนหรือไม่ และอาจมีข้อตกลงภาษีศุลกากรใดเกิดขึ้นบ้าง
เริ่มในวันอาทิตย์นี้ (26 ตุลาคม) ที่การประชุมอาเซียนซัมมิต ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ที่ประเทศมาเลเซีย หลังจากที่ทรัมป์ ซึ่งมีชื่อเสียงในเรื่องไม่ชอบลัทธิพหุภาคี ไม่เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนในปี 2018, 2019 และ 2020 ทรัมป์เป็นผู้นำสหรัฐคนที่สามเท่านั้นที่เดินทางเยือนมาเลเซีย ต่อจากอดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา และลินดอน บี จอห์นสัน
ก่อนที่จะเดินทางไปยังญี่ปุ่นเพื่อพบหารือแบบทวิภาคีกับซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงคนใหม่ คนแรกในประวัติศาสตร์ในช่วง 27-28 ตุลาคมนี้
แต่จุดสำคัญที่สุดในการเดินทางของทรัมป์จะมาถึงในช่วงปลายเดือนตุลาคม (30 ตุลาคม) ซึ่งคาดว่าเขาจะหารือเรื่องการค้า และอาจรวมถึงประเด็นสถานะของไต้หวัน กับสี จิ้นผิง ในการประชุมเอเปคที่เกาหลีใต้
1.เขาพบกับสี จิ้นผิงหรือไม่
ในการประชุมนอกรอบอาเซียนซัมมิต สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ และเจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐจะพบกับเหอ หลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีจีน เพื่อหาทางเดินหน้าต่อไป หลังจากที่ทรัมป์ขู่ว่าจะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจีน 100% และมาตรการควบคุมการค้าอื่น ๆ รวมถึงจำกัดการส่งออกซอฟต์แวร์สำคัญสัญชาติสหรัฐทั้งหมด เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน เพื่อตอบโต้กรณีจีนขยายมาตรการควบคุมการส่งออกแม่เหล็กและแร่หายาก ซึ่งเป็นการชั่งน้ำหนักมาตรการตอบโต้
เจ้าหน้าที่เศรษฐกิจระดับสูงจากสหรัฐและจีนมีกำหนดเดินทางถึงกรุงกัวลาลัมเปอร์ในวันนี้ (24 ตุลาคม) เพื่อป้องกันการลุกลามของสงครามการค้า และเพื่อปูทางให้การประชุมระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐและประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีนดำเนินต่อไปตามแผนในสัปดาห์หน้า
การเจรจาครั้งนี้ ซึ่งมีกำหนดเริ่มต้นในวันเสาร์นี้ (25 ตุลาคม) นอกรอบการประชุมอาเซียน ถือเป็นการพบกันครั้งที่ 5 ระหว่างเหอ เบสเซนต์ และเกรียร์ นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม โดยเปลี่ยนจากเมืองใหญ่ ๆ ในยุโรป (นครเจนีวาในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ กรุงลอนดอนในประเทศอังกฤษ กรุงสตอล์กโฮม ในประเทศสวีเดน กรุงมาดริดในประเทศสเปน) มาเป็นประเทศผู้ส่งออกสำคัญในเอเชียที่ต้องพึ่งพาทั้งจีนและสหรัฐ
วาระการผูกขาดแร่หายาก การเจรจาครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การผูกขาดอุปทานแร่หายากและแม่เหล็กจีน ซึ่งจำเป็นต่อการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูงทั่วโลก รัฐบาลจีนใช้เป็นอำนาจต่อรองในการต่อต้านสหรัฐ
การพบกันของผู้แทนสหรัฐและจีนคือการก้าวถอยกลับจากวิกฤต ซึ่งนักวิเคราะห์กล่าวว่า ความท้าทายในกัวลาลัมเปอร์คือการเจรจาเพื่อกลับไปสู่สถานะเดิม เพื่อรักษาปริมาณแม่เหล็กให้ไหลเวียนในระบบ และหลีกเลี่ยงการขึ้นภาษีนำเข้าครั้งใหญ่ของสหรัฐ หากการประชุมล้มเหลว การประชุมระหว่างทรัมป์และสี จิ้นผิงในวันพฤหัสบดีหน้าที่เกาหลีใต้ ระหว่างการประชุมสุดยอดเอเปคอาจถูกยกเลิก
“ท้ายที่สุดแล้ว ผมมั่นใจว่าในการประชุมครั้งนี้ จะมีการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์เพื่อยืดเวลาข้อตกลงสงบศึกการค้าออกไป” เดนนิส ไวล์เดอร์ นักวิจัยอาวุโสประจำโครงการริเริ่มเพื่อการเจรจาระหว่างสหรัฐ-จีนในประเด็นระดับโลกของมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ กล่าว ทั้งนี้ ระยะเวลาพักรบภาษีศุกลากรของสองชาติมีกำหนดเส้นตายในวันที่ 10 พฤศจิกายนนี้
คาดว่าทรัมป์จะได้พบกับสี จิ้นผิง ในวันพฤหัสบดีหน้า (30 ตุลาคม) ตามการยืนยันของแคโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว ซึ่งการพบกันของผู้นำสองมหาอำนาจทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในโลก บดบังวาระการประชุมเอเปคที่เมืองคยองจู ประเทศเกาหลีใต้ เพราะมีหลายสิ่งที่ต้องจับตามอง ดังนั้นจึงมีแรงกดดันเพิ่มขึ้นต่อทั้งสองฝ่ายให้ยุติความตึงเครียดทางการค้า ซึ่งเสี่ยงต่อความเสียหายต่อเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดสองประเทศของโลก
2.มีข้อตกลงภาษีสำหรับอาเซียนหรือไม่
การเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ของทรัมป์ เกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญของอาเซียน ซึ่งสมาชิก 10 ประเทศส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐอเมริการวมกันคิดเป็นมูลค่า 312,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 10 ล้านล้านบาท) ในปี 2024 เทียบกับ 142,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (4.6 ล้านล้านบาท) ในปี 2017 สหรัฐอเมริกาเป็นจุดหมายปลายทางการส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของภูมิภาค และต้องพึ่งพาเศรษฐกิจอาเซียนเพื่อให้ห่วงโซ่อุปทานการผลิตยังคงดำเนินต่อไป
ทรัมป์ตอบโต้การขาดดุลการค้าที่ขยายตัวมากขึ้นกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) คือการกำหนดภาษีศุลกากรแบบต่างตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ระหว่าง 10-40% ซึ่งทำให้ผู้นำอาเซียนออกแถลงการณ์ร่วมแสดงความกังวลเกี่ยวกับนโยบายคุ้มครองการค้าแบบ “อเมริกาต้องมาก่อน” โดยระบุว่ามาตรการของทรัมป์ “ก่อให้เกิดความเสี่ยงอย่างมากต่อระบบการค้าพหุภาคีและเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานโลก”
ทรัมป์ ซึ่งไม่ได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนตั้งแต่ปี 2017 จะพบกับผู้นำอาเซียนในวันอาทิตย์นี้ (26 ตุลาคม) โดยคาดว่าการหารือจะมุ่งเน้นไปที่เวียดนามและไทย ซึ่งเป็นสองประเทศในภูมิภาคที่มีส่วนสำคัญที่สุดต่อการขาดดุลการค้าของสหรัฐ
3.จุดจบการสู้รบไทย-กัมพูชาหรือไม่
การที่ทรัมป์เยือนมาเลเซียอาจไม่ได้เกิดจากการค้า แต่เกิดจากความต้องการที่จะวางตนเป็นศูนย์กลางของข้อตกลงใด ๆ เพื่อยุติข้อพิพาทเรื่องจุดที่ไม่มีการกำหนดเขตแดนตามแนวชายแดนทางบกระยะทาง 817 กิโลเมตร ของไทยและกัมพูชา
มาเลเซียเป็นตัวกลางเจรจาหยุดยิงที่เปราะบางหลังจากการปะทะกันห้าวันในเดือนกรกฎาคม ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบคนและมีผู้พลัดถิ่นราว 300,000 คน แต่สาเหตุของความขัดแย้งยังคงไม่ได้รับการแก้ไข โมฮัมหมัด ฮาซัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซีย กล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า ทรัมป์ “กระตือรือร้น” ที่จะเห็นการลงนามข้อตกลงสันติภาพระหว่างการประชุมอาเซียน ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ จะใช้เพื่อส่งเสริมความน่าเชื่อถือของเขาในฐานะผู้รักษาสันติภาพระหว่างประเทศอย่างไม่ต้องสงสัย
ด้านสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีต่างประเทศของไทย กล่าวว่า ไทยจะสามารถลงนามคำประกาศความสัมพันธ์กับกัมพูชา ระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยและนายกรัฐมนตรีกัมพูชาเพื่อแก้ปัญหาชายแดนได้ในวันที่ 26 ตุลาคม โดยมีทรัมป์ และอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียนเป็นสักขีพยาน
รัฐมนตรีต่างประเทศกล่าวว่า ทุกอย่างที่ประเทศไทยให้ความสำคัญค่อนข้างลงตัวแล้ว และทุกอย่างตกลงกันได้ในระดับหนึ่ง ทั้งการถอนอาวุธหนัก การเก็บกู้ทุ่นระเบิด และการกว้างล้างอาชญากรรมข้ามชาติ โดยมีแผนงานและแผนการดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน รวมถึงการนำชาวกัมพูชาออกจากดินแดนที่เป็นพื้นที่ประเทศไทยก็มีการพูดคุยแล้วเช่นเดียวกัน
นอกจากนี้ มีอีกคำถามเล็กๆแต่น่าจะเรียกจุดสนใจได้มาก คือว่า เขาจะได้พบกับคิม จองอึน (อีกครั้ง) หรือไม่ ซึ่งสำหรับทรัมป์ เราจะไม่มีทางพูดได้เลยว่า สิ่งนั้น ๆ “ไม่มีทางเกิดขึ้น” ซึ่งในขณะนี้ การพบกันระหว่างทรัมป์กับคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ ดูเหมือนจะไม่น่าเป็นไปได้
แต่ด้วยโอกาสการยุติสงครามยูเครนลดลงอย่างรวดเร็ว ทรัมป์อาจถูกโน้มน้าวให้หันไปสนใจคิม “เพื่อน” ของเขาและปัญหาที่ยากจะแก้ไขของโครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ
CNN อ้างอิงแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยชื่อ รายงานเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐหารือถึงการจัดการพบปะกับผู้นำเกาหลีเหนือในระหว่างการเยือนเอเชีย และทรัมป์กล่าวในเดือนสิงหาคมว่า เขาต้องการพบกับผู้นำเกาหลีเหนือ “ในอนาคตที่เหมาะสม”
แต่ความพยายามสามครั้งก่อนหน้านี้ของเขาในการโน้มน้าวคิมให้ควบคุมความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์ จะเห็นได้จาก ในการประชุมสุดยอดสองครั้งในปี 2018 และ 2019 และระหว่างการเยือนเขตปลอดทหารที่กั้นระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ในปีเดียวกันนั้น ซึ่งจบลงด้วยความล้มเหลว นับตั้งแต่นั้นมา คิมได้ดูแลการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในโครงการขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ รวมถึงส่งทหารมากกว่า 10,000 นาย ไปร่วมรบกับกองทัพรัสเซียในสงครามยูเครน และเข้าร่วมพันธมิตรกับจีนและรัสเซียต่อต้านตะวันตกอย่างหลวม ๆ
อ้างอิง :
• Reuters