เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

AI กำลังทำให้ “บริษัทที่ปรึกษาระดับโลก” เจอชะตาแบบเดียวกับ Kodak

28 ต.ค. 2568 | 13:23น.

เมื่อ AI ทำงานได้เร็วกว่า ถูกกว่า และฉลาดกว่าคน อุตสาหกรรมที่ปรึกษามูลค่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ทั่วโลกกำลังเผชิญ “จุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์” ที่อาจทำให้ชื่อยักษ์ใหญ่อย่าง Accenture, Deloitte หรือ IBM ต้องเจ็บเหมือนที่ Kodak ที่เคยล้มเพราะกล้องดิจิทัล

รายได้หาย หุ้นร่วง ลูกค้าหันไปใช้ AI เอง คำถามคือ “บริษัทที่ปรึกษา” จะรอดจากกับดักที่ตัวเองวางไว้ได้หรือไม่

การมาของปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังทำให้บริษัทที่ปรึกษาทางธุรกิจระดับโลกต้องเผชิญ “Kodak Moment” ของตนเอง เหมือนที่ยักษ์ใหญ่ด้านกล้องถ่ายรูปเคยพลาดตกขบวนดิจิทัลจนเกือบล้มในปี 2012

ในอดีตบริษัทอย่าง Accenture ซึ่งมีมูลค่ากว่า 155 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สร้างชื่อจากการให้บริการด้านเทคโนโลยี ข้อมูล และความปลอดภัยทางไซเบอร์ในราคาถูกกว่าที่บริษัทลูกค้าจะจ้างทำเองหลายเท่า แต่ทุกวันนี้ ปัญญาประดิษฐ์ได้เปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมมูลค่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ (1 Trillion) กำลังค่อย ๆ ทำให้รูปแบบธุรกิจของพวกเขาเริ่มสั่นคล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับ Kodak เมื่อครั้งถูกโลกดิจิทัลกลืนกิน

ที่ปรึกษาเจอทางตัน

แม้ AI จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ แต่บริษัทที่ปรึกษากลับอยู่ในสถานการณ์ลำบาก เมื่อเศรษฐกิจโลกเผชิญแรงกดดันเงินเฟ้อหลังยุคโควิด ทำให้บรรดาลูกค้ารายใหญ่เริ่ม “รัดเข็มขัด” และตัดงบฯจ้างที่ปรึกษาอย่างหนัก

รัฐบาลสหรัฐซึ่งเป็นหนึ่งในผู้จ่ายรายใหญ่สุดของอุตสาหกรรมนี้ ได้ยกเลิกสัญญาจ้างมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อประหยัดงบฯ โดยเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา หน่วยงาน “Department of Government Efficiency” ได้ตรวจสอบและตั้งคำถามถึงค่าจ้างที่ปรึกษาของบริษัทชั้นนำอย่าง Deloitte, Accenture, Booz Allen Hamilton, IBM และ Guidehouse

ผลลัพธ์คือ ราคาหุ้นของบริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้ร่วงลงถึง 30% ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ขณะที่ดัชนี S&P 500 กลับเพิ่มขึ้นกว่า 50% ในช่วงเดียวกัน

ในอีกมุมหนึ่ง AI กลับช่วยให้บริษัทที่ปรึกษาลดต้นทุนตัวเองลง ตัวอย่างเช่น Accenture ประกาศเมื่อเดือนกันยายนว่า AI ช่วยให้บริษัทลดพนักงานลงกว่า 11,000 ตำแหน่ง และ CEO Julie Sweet ระบุว่าจะใช้เทคโนโลยีมาทดแทนพนักงานที่ไม่สามารถฝึกใหม่ได้

ขณะเดียวกัน Salesforce ก็เพิ่งปลดพนักงานฝ่ายบริการลูกค้ากว่า 4,000 คน ส่วน Microsoft ก็ประกาศหยุดการจ้างงานในแผนกที่ปรึกษาทั้งหมด

แต่ในขณะที่บริษัทได้ประโยชน์จากการลดต้นทุน ลูกค้ารายใหญ่กลับเริ่ม “ตาสว่าง” เช่นกัน เมื่อพวกเขารู้ว่าโครงการที่เคยต้องจ้างที่ปรึกษาในราคา 1 ล้านดอลลาร์นั้น ตอนนี้สามารถทำได้เองด้วย AI ในราคาประมาณ 10,000 ดอลลาร์เท่านั้น

ผลลัพธ์คือ ลูกค้ามี “อำนาจต่อรอง” มากขึ้นอย่างมหาศาล หากที่ปรึกษาไม่ยอมลดราคา ก็มีบริษัทอื่นพร้อมทำ หรือไม่เช่นนั้นลูกค้าก็สามารถทำเองได้ด้วยเครื่องมือ AI

เมื่อรายได้กำลังไหลออก บริษัทที่ปรึกษาจึงเหลือทางเลือกไม่มากนัก

หนึ่งในแนวทางคือ เข้าซื้อบริษัท AI ขนาดเล็ก เพื่อเสริมความสามารถด้านเทคโนโลยีของตนเอง เช่น การซื้อกิจการของบริษัทมูลค่า 6 พันล้านดอลลาร์ EXL (EXLS.O) ซึ่งเชี่ยวชาญด้านบริการทางการเงินและสุขภาพด้วย AI Transformation

ข้อตกลงลักษณะนี้สามารถช่วยให้บริษัทที่ปรึกษาทำงานได้เร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ทางเลือกอีกทางคือ การ “ควบรวมบริษัท” เพื่อเพิ่มขนาดและอำนาจทางการแข่งขัน แต่ก็อาจเสี่ยงต่อการสูญเสียบุคลากรเก่ง ๆ ซึ่งเป็นจุดแข็งที่สุดของธุรกิจนี้ เพราะที่ปรึกษาแต่ละคนคือสินทรัพย์สำคัญที่ทำเงินให้บริษัท

Kodak กลับมา…แต่ไม่เหมือนเดิม

บทเรียนจาก Kodak คือคำเตือนที่ชัดเจนที่สุด แม้บริษัทจะรอดพ้นจากการล้มละลายในปี 2013 แต่กลับกลายเป็นเงาคู่แข่งด้วยมูลค่าตลาดราว 500 ล้านดอลลาร์ ห่างไกลจากยุครุ่งเรืองในทศวรรษ 1990 ที่มีมูลค่ากว่า 30,000 ล้านดอลลาร์

สำหรับบริษัทที่ปรึกษา ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดในตอนนี้จึงไม่ใช่ “หุ่นยนต์มาแทนที่คน” แต่คือการมาของ AI จะทำให้มูลค่าของพวกเขาหดหายอย่างรวดเร็ว เหมือนที่ Kodak เคยเจอ