ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ที่ปรึกษากรรมาธิการเศรษฐกิจ กล่าวถึงประเด็นแรร์เอิร์ท ว่าไทยควรวางตัวอยู่ในส่วนของปลายน้ำ และเน้นลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อไล่ตามเศรษฐกิจใหม่ให้ทันนานาประเทศ
เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ในการบรรยายหัวข้อ ‘การไล่กวดของไทยกับเวียดนาม ในเกมภูมิรัฐศาสตร์ใหม่’ ที่คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ที่ปรึกษากรรมาธิการเศรษฐกิจ และนักวิชาการด้านนโยบายสาธารณะจาก National Graduate Institute for Policy Studies
ดร.วีระยุทธ กล่าวถึงความท้าทายของไทย ในเกมภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ ซึ่งมีความผันผวนอย่างมาก โดยเฉพาะการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ประกาศใช้ภาษีต่างตอบโต้ อีกทั้งความพยายามลดการพึ่งพาจีน ด้วยการกระจายการเข้าถึงแร่หายาก (แรร์เอิร์ท) จากหลายประเทศ ซึ่งไทย โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพิ่งเซ็นสัญญาบันทึกความเข้าใจ (MOU) เกี่ยวกับแร่หายาก ระหว่างไทยและสหรัฐ ไปเมื่อวันที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมา
ไทยควรอยู่จุดไหนในห่วงโซ่อุปทาน
ผู้สื่อข่าวถามว่า หากไทยจำเป็นต้องเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานแรร์เอิร์ทและเซมิคอนดักเตอร์แล้ว ไทยควรวางตัวเองอยู่ในจุดใด จึงจะเหมาะสมต่อสภาพเศรษฐกิจและความพร้อมของประเทศ
ดร.วีระยุทธ กล่าวว่า สำหรับอุตสาหกรรมแรร์เอิร์ท ไทยไม่ค่อยมีประโยชน์มากในห่วงโซ่อุปทานนี้
ในส่วนต้นน้ำ หรือก็คือ การขุดเหมืองแร่ เป็นกระบวนการที่สกปรกและไม่คุ้ม เนื่องจากรัฐไทยยังไม่มีความสามารถในการจัดการสิ่งแวดล้อม
เช่นเดียวกับกระบวนการส่วนกลางน้ำ หรือการแปรรูปแร่ ซึ่งก็เป็นกระบวนการที่สกปรกเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการแยกสกัด ละลายด้วยสารเคมี การเผาแยก และการกลั่น ล้วนก่อให้เกิดสารกัมมันตรังสีทั้งสิ้น อีกทั้งประเทศจีนครอบครองกระบวนการแปรรูปมากกว่า 90% ของทั้งโลก การแข่งขันจึงยากเกินไป และที่สำคัญที่สุดคือ ไทยมีเทคโนโลยีไม่ถึง
อย่างไรก็ดี ปัจจุบันในไทยมีโรงงานกลางน้ำ ชื่อ Neo Magnequench ผลิตแม่เหล็กถาวรที่ใช้ในอุตสาหกรรมรถอีวีและอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อส่งไปผลิตรถยนต์บีวายดี โดยเป็นบริษัทข้ามชาติจากจีน ตั้งอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา ทำให้ไทยขึ้นแท่นเป็นอันดับที่ 6 ของโลกในด้านการแปรรูปแรร์เอิร์ท โดยในปี 2024 สามารถผลิตได้ 13,000 เมตริกตัน
ดร.วีระยุทธ ระบุว่า สิ่งที่พอจะเป็นไปได้ในห่วงโซ่อุปทานแรร์เอิร์ท คือ กระบวนการปลายน้ำ หรือการแปลงเป็นอุปกรณ์ต่าง ๆ อาทิ โทรศัพท์ แม่เหล็ก หรือแบตเตอรี่
อย่างไรก็ดี ดร.วีระยุทธ มองว่า อุตสาหกรรมแรร์เอิร์ทยังอยู่ในช่วงไม่นิ่งและมีความกระจุกตัวสูง ความเห็นคือ ไทยควร Wait and See ไปก่อน แรร์เอิร์ทยังไม่ใช่สิ่งที่เราต้องพุ่งกระโจนออกไป หากไทยต้องการเข้าไปอยู่ในอุตสาหกรรมยุคใหม่ ควรมองอุตสาหกรรมที่มีความทรงตัวแล้ว เช่น เซมิคอนดักเตอร์ หรือชิป
สำหรับชิปขนาดใหญ่ ซึ่งใช้สำหรับการผลิตแอร์ ตู้เย็น หรือรถอีวีบางส่วน เหล่านี้ยังไม่มีเจ้าตลาด ต่างจากชิปขนาดเล็กสำหรับเอไอ ซึ่งมี TSMC บริษัทเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่สัญชาติไต้หวันเป็นเจ้าตลาด ในชิปขนาดใหญ่ นอกจากจะไม่มีเจ้าตลาดแล้ว ยังไม่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงก็สามารถผลิตได้ ประเทศไทยยังพอตามทันในตลาดเซมิคอนดักเตอร์ประเภทนี้ ‘หากมีความต้องการซื้อภายในประเทศที่สูงเพียงพอ’
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะสร้างความต้องการซื้อภายในประเทศได้อย่างไรบ้าง
ดร.วีระยุทธ ระบุว่า หากไทยต้องการเป็นเจ้าตลาดเซมิคอนดักเตอร์ขนาดใหญ่จริง ต้องเริ่มจากความต้องการซื้อภายในประเทศ ซึ่งรัฐสามารถออกนโยบายอื่น ๆ มาเชื่อมโยงเพื่อกระตุ้นความต้องการซื้อได้ เช่น นโยบายคนละครึ่ง ซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูงในกลุ่มผู้บริโภค เป็นไปได้ไหมหากรัฐจะทำ คนละครึ่งสำหรับอุตสาหกรรม อาทิ หากประชาชนซื้อตู้เย็นที่ผลิตในไทย รัฐจะช่วยจ่าย
สำหรับนิยามคำว่า ผลิตในไทยนั้น อาจเป็นแบรนด์ต่างชาติได้ แต่ไทยต้องมีส่วนในกระบวนการผลิต หากสามารถทำได้จริง ก็จะเป็นการกระตุ้นภาคอุตสาหกรรมไทยให้เติบโต เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมโลก และไทยจะวิ่งตามนานาประเทศในเศรษฐกิจใหม่ได้
ความท้าทาย ในเกมภูมิรัฐศาสตร์ใหม่
ดร.วีระยุทธ ให้นิยามของคำว่า ‘ไล่กวด’ คือการที่ผู้ที่อยู่ข้างหลัง กำลังวิ่งตามมาติด ๆ และกำลังจะแซงไปข้างหน้าได้ โดยก่อนหน้านี้ ทุกประเทศล้วนออกตัวจากจุดเริ่มต้นที่ใกล้เคียงกัน อยู่ที่ว่า ใครจะวิ่งเร็วกว่าใคร และใช้วิธีการวิ่งแบบไหน โดยเปรียบเทียบกับ ‘เสือ 4 ตัวของเอเชีย’ คือ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไต้หวัน และมาเลเซีย ซึ่งก็พัฒนาในรูปแบบที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
อย่างไรก็ดี ไทยและเวียดนามต่างกำลังเป็นประเทศที่วิ่งไล่กวดอยู่ โดยมีความท้าทายในการพัฒนาประเทศที่แตกต่างกัน ดังนี้
ความท้าทายของประเทศไทยคือ ปัจจัยทางเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งไทยตกขบวนในเรื่องของอุตสาหกรรมใหม่ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ส่งผลให้อุตสาหกรรมไทยอยู่เพียงปลายน้ำในห่วงโซ่อุปทาน อีกทั้งภาคการผลิตต่ำลง แต่ภาคการบริโภคยังคงสูงอยู่ จึงเป็นสมมติฐานว่า ไทยพึ่งพาสินค้านำเข้าจากต่างประเทศมากเกินไป ทำให้ภาคอุตสาหกรรมภายในประเทศไม่เติบโต
ขณะที่ ความท้าทายของเวียดนามคือ แม้จะสามารถเข้าไปอยู่ในขบวนอุตสาหกรรมใหม่ได้ แต่กลับพึ่งพาบริษัทข้ามชาติมากเกินไป ทำให้เปราะบางต่อเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อีกทั้งแม้จะมีศักยภาพในการส่งออกสูง แต่ราคากลับไม่ขยับขึ้นตามปริมาณการส่งออก กล่าวคือ เน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ (ราคา)
อย่างไรก็ดี รัฐบาลเวียดนามรู้ถึงจุดอ่อนของตน และกำลังปรับปรุงภาครัฐให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น ภายใต้นโยบาย Doi Mei 2.0 ซึ่งเป็นการปฎิรูปโครงสร้างรัฐครั้งใหญ่และจูงใจเอกชนให้เพิ่มการลงทุนมากขึ้น