เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
จับตา ครม.ถกจัดทัพ บิ๊ก ขรก.เศรษฐกิจ-ตั้งโฆษกรัฐบาลคนใหม่-ร่าง กม.หนุนสตาร์ทอัพ
Politics จับตา ครม.ถกจัดทัพ บิ๊ก ขรก.เศรษฐกิจ-ตั้งโฆษกรัฐบาลคนใหม่-ร่าง กม.หนุนสตาร์ทอัพ
ปฏิรูประบบราชการ: ลดความสูญเปล่า เพิ่มคุณค่าทุกบาทของงบประมาณ
News ปฏิรูประบบราชการ: ลดความสูญเปล่า เพิ่มคุณค่าทุกบาทของงบประมาณ
บิ๊กเนมขยับรับ PDP 2026 ลุยพลังงานสะอาด-ดาต้าเซ็นเตอร์
Economic บิ๊กเนมขยับรับ PDP 2026 ลุยพลังงานสะอาด-ดาต้าเซ็นเตอร์
ส.อ.ท. ดัน MiT สู่ Buy Thai เป้าหมายขาย 2 แสนล้าน
Economic ส.อ.ท. ดัน MiT สู่ Buy Thai เป้าหมายขาย 2 แสนล้าน
SNNP แจ้งไฟไหม้โกดัง-อาคารผลิต คาดไม่กระทบรายได้ มีสต๊อก 1 เดือน
Business SNNP แจ้งไฟไหม้โกดัง-อาคารผลิต คาดไม่กระทบรายได้ มีสต๊อก 1 เดือน
148 วาระค้าง กสทช. สภาผู้บริโภคจี้ปลดล็อก ห่วงกระทบเศรษฐกิจดิจิทัล
News 148 วาระค้าง กสทช. สภาผู้บริโภคจี้ปลดล็อก ห่วงกระทบเศรษฐกิจดิจิทัล
เปิดโปรเจ็กต์ “ดาต้าเซ็นเตอร์ บางนา” สร้างบนทำเลทอง ติด BTS อุดมสุข
Tech เปิดโปรเจ็กต์ “ดาต้าเซ็นเตอร์ บางนา” สร้างบนทำเลทอง ติด BTS อุดมสุข
มติผู้ถือหุ้น BANPU ไฟเขียวจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.40 บาทต่อหุ้น ดีเดย์ 25 ก.ย.นี้
Finance มติผู้ถือหุ้น BANPU ไฟเขียวจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.40 บาทต่อหุ้น ดีเดย์ 25 ก.ย.นี้
ธุรกิจประกันภัยไทย เผชิญความเสี่ยงใหม่ กระทบโครงสร้าง คปภ.เร่งยกระดับกำกับ
Finance ธุรกิจประกันภัยไทย เผชิญความเสี่ยงใหม่ กระทบโครงสร้าง คปภ.เร่งยกระดับกำกับ
โปรดเกล้าฯ ‘นายกฯ’ เป็นผู้แทนพระองค์ ร่วมพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์นอร์เวย์
Uncategorized โปรดเกล้าฯ ‘นายกฯ’ เป็นผู้แทนพระองค์ ร่วมพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์นอร์เวย์
ดูทั้งหมด

เฟด หั่นดอกเบี้ยอีก 0.25% พร้อมหยุด QT เติม ‘สภาพคล่อง’

01 พ.ย. 2568 | 11:08น.
A screen displays information on the Fed rate announcement as traders work on the floor of the NYSE in New York
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ

คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติลดดอกเบี้ยอีก 0.25% ในการประชุมเมื่อวันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา นับเป็นการลดติดต่อกันเป็นครั้งที่สอง ทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับลงไปอยู่ในช่วง 3.75-4%

อย่างไรก็ตาม เป็นมติที่ไม่เอกฉันท์ เนื่องจากมีกรรมการ 2 คน เห็นต่าง โดยสตีเฟน มิแรน ผู้ว่าการเฟด ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องการให้ลด 0.50% ส่วนเจฟฟรีย์ ชมิดท์ ประธานเฟดสาขาแคนซัสซิตี้ มีความเห็นตรงข้าม โดยไม่ต้องการให้ปรับลดเลย

การประชุมในครั้งนี้ เฟดอยู่ในสภาพที่เกือบจะ “ตาบอด” เพราะต้องตัดสินใจไปโดยมีข้อมูลอย่างจำกัด หรือน้อยมาก เนื่องจากความขัดแย้งระหว่างพรรคฝ่ายค้านและรัฐบาลเกี่ยวกับร่างงบประมาณ ส่งผลให้หน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐบาลต้องชัตดาวน์ หรือ “ปิดทำการ” ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา จึงไม่ได้จัดทำข้อมูลสำคัญหลายอย่างออกเผยแพร่ ไม่ว่าจะเป็นการจ้างงานนอกภาคเกษตร ค้าปลีก และข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคอื่น ๆ เพื่อให้เฟดประกอบการตัดสินใจ มีเพียงอัตรา “เงินเฟ้อ” เท่านั้นที่มีการเผยแพร่ออกมา เฟดจึงต้องอาศัยข้อมูลเงินเฟ้อเป็นหลักในการตัดสินใจ

แถลงการณ์คณะกรรมการระบุว่า จากข้อมูลเท่าที่หาได้บ่งบอกว่า กิจกรรมเศรษฐกิจขยายตัวในระดับ “ปานกลาง” การจ้างงานชะลอตัวลง อัตราว่างงานขยับขึ้น เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นตั้งแต่ต้นปีนี้และค่อนข้างสูงอยู่ ทั้งนี้ แถลงการณ์เน้นย้ำถึงความกังวลต่อตลาดแรงงาน ซึ่งมี “ความเสี่ยงด้านลบ” เพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนมานี้

ขณะเดียวกัน แถลงการณ์ไม่ได้บอกถึงทิศทางการประชุมเดือนธันวาคม แต่การประชุมเมื่อเดือนกันยายนบ่งชี้ว่า จะมีการลดดอกเบี้ยจำนวน 3 ครั้งในปีนี้ (2025)

เจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟดชี้ว่า ไม่อยากให้สันนิษฐานว่าจะมีการลดดอกเบี้ยแน่ ๆ ในเดือนธันวาคม เพราะคณะกรรมการมีความเห็นแตกต่างกันมาก ในขณะนี้มีเสียงสอดประสานกันมากขึ้นว่า อย่างน้อยควรรอดูสถานการณ์ให้รอบด้านก่อนตัดสินใจ

คำกล่าวของพาวเวลล์ ทำให้ตลาดและเทรดเดอร์ลดความคาดหวังการลดดอกเบี้ยเดือนธันวาคม จาก 90% เหลือ 67%

พาวเวลล์ยอมรับว่าเศรษฐกิจยังคงส่งสัญญาณ “ผสมผสาน” อย่างต่อเนื่อง มีการแยกเป็น “สองทาง” โดยในส่วนของผู้บริโภคแบ่งเป็นฟากผู้บริโภคที่มีรายได้ต่ำ ใช้จ่ายอย่างจำกัดจำเขี่ย ส่วนฟากของผู้มีรายได้สูงกลับใช้จ่ายอย่างคึกคัก ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจเติบโตด้วยการลงทุนของภาคธุรกิจ แต่ทว่าก็ไม่ได้นำไปสู่การจ้างงานที่แข็งแกร่ง

Advertisement

ทั้งนี้ แม้แต่ก่อนการชัตดาวน์ก็มีหลักฐานแสดงให้เห็นว่า ถึงแม้การปลดคนงานจะอยู่ในระดับควบคุมได้ แต่อัตราการจ้างงานกลับแทบไม่กระเตื้อง ส่วนเงินเฟ้อก็ยังอยู่สูงกว่าเป้าหมาย 2% ของเฟด โดยเงินเฟ้อทั่วไปเดือนกันยายนอยู่ที่ 3% ปัจจัยสำคัญเกิดจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น รวมถึงสินค้าหลายรายการที่เกี่ยวข้องทั้งโดยตรงและทางอ้อมกับภาษีศุลกากรของทรัมป์ แต่ก็ถือว่าต่ำกว่าคาดการณ์ของตลาดที่ 3.1%

นอกจากลดดอกเบี้ยแล้ว เฟดยังได้ยุติการลดงบดุลของเฟด ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 6.6 ล้านล้านดอลลาร์ จากที่ก่อนหน้านี้เฟดได้ทยอยลดงบดุลเพื่อเข้าสู่โหมด “นโยบายการเงินตึงตัว” หรือ QT และได้เริ่มลดงบดุลลงไปแล้ว 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ ด้วยการปล่อยให้พันธบัตรและหลักทรัพย์ที่มีสินเชื่อจำนองหนุนหลัง หมดอายุไปโดยไม่ซื้อต่อ เพื่อดึงสภาพคล่องที่มีอย่างมหาศาลออกจากตลาด หลังจากอัดฉีดสภาพคล่องเข้าตลาดมากถึง 9 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อพยุงเศรษฐกิจในช่วงการระบาดของโควิด-19 ก้าวกระโดดอย่างมาก จากเดิมที่มีอยู่เพียง 4 ล้านล้านดอลลาร์

การยุติ QT จะเป็นการช่วย “เพิ่มสภาพคล่อง” ให้ตลาด หลังจากเฟดเห็นสัญญาณว่าตลาดเงินเริ่มจะขาดแคลนสภาพคล่อง ซึ่งเป็นที่คาดหมายกันอยู่แล้วว่า เฟดจะยุติ QT ในเดือนตุลาคม หรือภายในสิ้นปีนี้

ด้านสำนักงานงบประมาณสภาคองเกรส ได้ออกมาเตือนว่าการชัตดาวน์รัฐบาล ที่ขณะนี้ยังมองไม่เห็นว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใด อาจสร้างความเสียหายให้เศรษฐกิจสหรัฐ ตั้งแต่ 7,000 ล้านดอลลาร์ ไปจนถึง 14,000 ล้านดอลลาร์ หรือทำให้จีดีพีหายไป 2% ในไตรมาสที่ 4 ของปี

โดยระดับความเสียหายจะขึ้นกับระยะเวลาชัตดาวน์ หากยุติลงภายในสิ้นเดือนตุลาคม ความเสียหายจะอยู่ที่ 7,000 ล้านดอลลาร์ แต่หากยังดำเนินต่อไปจนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน จะเพิ่มเป็น 11,000 ล้านดอลลาร์ และหากลากยาวไปถึงวันที่ 26 พฤศจิกายน ความเสียหายจะพุ่งไปที่ 14,000 ล้านดอลลาร์

ส่วนการพบปะระหว่างผู้นำสองประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 1 และ 2 ที่ทั่วโลกรอคอย ในที่สุดก็เกิดขึ้นเสียที เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้พบหน้ากันแล้วที่เกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม เพื่อพูดคุยกันตัวต่อตัวเป็นครั้งแรก เกี่ยวกับความขัดแย้งด้านการค้าและภาษีศุลกากร

ตามแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศจีนระบุว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กล่าวกับทรัมป์ว่า จีนและสหรัฐควรเป็น “หุ้นส่วนและเพื่อน” เป็นธรรมดาที่ผู้นำเศรษฐกิจโลกจะไม่ลงรอยกันเป็นครั้งคราว แต่สองฝ่ายควรร่วมมือกัน เพื่อรับประกันว่า “เรือยักษ์” แห่งความสัมพันธ์ทวิภาคีจะแล่นไปได้อย่างราบรื่น

ทรัมป์เปิดเผยหลังการประชุมว่า สามารถบรรลุข้อตกลงเป็นเวลา 1 ปีกับผู้นำจีน ในเรื่องแร่ธาตุหายากหรือแรร์เอิร์ทและแร่ธาตุจำเป็น สหรัฐได้ลดภาษีเกี่ยวกับเฟนทานิลลงครึ่งหนึ่งให้กับจีน ทำให้สินค้าจีนที่ส่งออกไปสหรัฐ ถูกปรับลดจาก 57% เหลือ 47% ส่วนจีนจะเพิ่มการปราบเฟนทานิล และกลับมาซื้อถั่วเหลืองของสหรัฐและสินค้าเกษตรอื่น ๆ

หลังจากนี้ ตนจะเดินทางไปเยือนจีนเดือนเมษายนปีหน้า (2026) ต่อจากนั้นผู้นำจีนก็จะมาเยือนสหรัฐ