โตโยต้าย้ำไทยฐานผลิตสำคัญ เดินหน้าต่อยอดไอเอ็มวีโปรเจ็กต์ ส่งรถโตโยต้า แลนด์ครุยเซอร์ เอฟเจ ขึ้นไลน์ผลิตที่โรงงานประเทศไทย รับความต้องการทั่วโลก หวังช่วยกระตุ้น GDP ไทย ยังไม่ฟันธงเปิดขายญี่ปุ่น หรือไทยที่แรก
นายมาซาฮิโกะ มาเอดะ ประธานเจ้าหน้าบริหารประจำภูมิภาคเชีย บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัดเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงแผนการเตรียมความพร้อมและการให้ความสำคัญของโตโยต้าในการผลิตรถยนต์รุ่นใหม่ โตโยต้า แลนด์ ครุยเซอร์ เอฟเจ (Toyota Land Cruiser FJ) ที่จะผลิตจากโรงงานโตโยต้า จ.ฉะเชิงเทรา ว่า บริษัทต้องการให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญ เพื่อรองรับความต้องการทั่วโลก
แม้ว่าขณะนี้โตโยต้ายังไม่ได้กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนถึงแผนและจำนวนการผลิต แต่ถ้าถามโดยส่วนตัวคาดว่า โตโยต้าจะผลิตรถยนต์รุ่นนี้ไม่น้อยกว่า 50,000-70,000 คัน จากโรงงานประเทศไทย
เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของ นายอากิโอะ โตโยดะ ประธานคณะกรรมการบริหาร โตโยต้า กรุ๊ป ที่ให้ความสำคัญกับประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ปิกอัพขนาด 1 ตัน ภายใต้โครงการ IMV (Hilux) มาตั้งแต่ปี 2000 และล่าสุดยังได้ต่อยอดจากโครงการ IMV O ที่ก่อนหน้านี้ บริษัทได้แนะนำรถยนต์โตโยต้า แชมป์ ออกสู่ตลาดไปเมื่อช่วงปีที่ผ่านมา
สำหรับโตโยต้า แลนด์ครุยเซอร์ เอฟเจ เราทำมาเพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงได้ง่ายขึ้น เป็นการตอบสนองความต้องการในตลาดเอเชียที่มีถนนขรุขระ โดยไทยมีความสามารถในการผลิตรุ่นนี้ ส่วนความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาในอนาคต โดยจะดูปฏิกิริยาของตลาดก่อน เนื่องจากมาตรฐานการปล่อยไอเสียที่เข้มงวดและการพัฒนาที่มีต้นทุนสูง
ทั้งนี้ โตโยต้าเชื่อว่ารถยนต์ แลนด์ครุยเซอร์ เอฟเจ จะเป็นโปรดักต์สำคัญช่วยขับเคลื่อนและกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมทั้ง GDP ของอุตสาหกรรมยานยนต์และประเทศไทยได้ ด้วยจุดแข็งของประเทศไทยด้านการเป็นฐานการผลิตที่สำคัญ มีวิศวกรไทยที่มีความสามารถ และมีเครือข่ายซัพพลายเชนที่แข็งแกร่ง (Tier 2, 3, 4) ซึ่งพัฒนามานานกว่า 20 ปี และเป็นกำลังสำคัญในการส่งออก
รถรุ่นนี้คาดว่าจะจำหน่ายในญี่ปุ่นในปี 2569 ส่วนไทยก็จะมีการแนะนำรถรุ่นนี้ออกสู่ตลาดในปี 2569 เช่นเดียวกัน โดยโตโยต้ายังไม่ตัดสินใจว่าจะนำรถรุ่นดังกล่าวจำหน่ายในญี่ปุ่น หรือประเทศไทย เป็นประเทศแรก
เบื้องต้นรถยนต์โตโยต้า แลนด์ครุยเซอร์ เอฟเจ จะมีการใช้ชิ้นส่วนร่วมกับรถกระบะไฮลักซ์ ไม่น้อยกว่า 50% ทั้งนี้ เนื่องจากโตโยต้ายังปักหลักเพื่อผลิตรถยนต์ในประเทศไทย และถือเป็นนโยบายสำคัญของโตโยต้าที่จะผลักดันให้ประเทศไทย คงความเป็นฐานการผลิตอันแข็งแกร่งต่อไป
“โตโยต้าต้องการตอบแทนบุญคุณของประเทศไทย โดยมีเป้าหมายที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทย ยกระดับ GDP และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระดับโลก”
อย่างไรก็ตาม ภายใต้เป้าหมาย 30@30 นั้น โตโยต้า ประเทศไทย ไม่มีแผนการที่จะยกเลิกการผลิตรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน หรือ ICE แต่อย่างใด เพราะโตโยต้าเชื่อว่า พลังงานทางเลือกที่หลากหลาย Multi-Pathway หรือ มัลติพาร์ทเวย์ จะเป็นตัวขับเคลื่อนและพาเราสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนได้ เนื่องจากอนาคตไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าจะไปทางไหน และไม่ต้องจำกัดอยู่แค่พลังงานใดพลังงานหนึ่งเท่านั้น
ทั้งเครื่องยนต์ไฮบริด HEV เครื่องยนต์ปลั๊ก-อินไฮบริด PHEV ไฮโดรเจน Hydrogen เอ็นจีวี NGV หรือแม้แต่ อีวี BEV ฯลฯ ไม่ว่าพลังงานทางเลือกรูปแบบใด โตโยต้าเชื่อว่าท้ายที่สุดลูกค้าจะเป็นผู้ตัดสินใจเลือกใช้พลังงานนั้น ๆ เอง และโตโยต้าก็มุ่งเน้นการนำเสนอพลังงานทางเลือกที่หลากหลายให้กับตลาด เพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนในอนาคตนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม โตโยต้าเชื่อว่าการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเครื่องยนต์สันดาปภายในและไฮบริดนั้น จะช่วยได้ 20-30% เช่นเดียวกับการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuels) โดยไบโอดีเซลและเอทานอล (E10, E20) จากพืชผลทางการเกษตรในเอเชีย โดยโตโยต้าเองก็กำลังพัฒนารถยนต์ไฮบริดที่รองรับเชื้อเพลิงชีวภาพในบราซิล และอินเดีย
“จะเห็นได้ว่า ยกตัวอย่างว่าแบตเตอรี่ 1 ลูก สำหรับ BEV 1 คัน สามารถนำไปใช้กับปลั๊ก-อินไฮบริด ได้ 5 คัน หรือไฮบริดได้ 90 คัน แสดงถึงความสำคัญของการขยายผล (Scale) และการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ”
ทั้งนี้ โตโยต้าตั้งเป้าว่า Toyota จะเปิดตัวรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้า (xEV) มากกว่า 10 รุ่น ภายในปี 2571 และจะมียอดขาย xEV ในเอเชีย มากกว่า 30% ภายในปี 2573 จะมียอดขายสะสมรถยนต์ขับเคลื่อนระบบไฟฟ้า (xEV) มากกว่า 1.5 ล้านคัน และลดการปล่อย CO2 ได้ 8 ล้านตัน (เทียบเท่าการปลูกป่า 2.25 ล้านต้น)
นายมาเอดะยังกล่าวถึงภาพรวมของตลาดรถยนต์ไทยหดตัวอย่างไม่คาดคิด โดยเฉพาะจากรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ราคาถูกที่ได้รับการสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ และแม้ว่ารถประเภทนี้จะมีค่าไฟฟ้าค่อนข้างถูก แต่ยังมีข้อเสียคือเบี้ยประกันแพงและราคาขายต่อที่ต่ำ ซึ่งเป็นข้อกังวลของลูกค้า
สำหรับกลยุทธ์ของโตโยต้าจะเน้นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ให้มีความสดใหม่ ทั้ง IMV O, LandCruiser FJ และเครื่องยนต์ไฮบริด เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ชอบของใหม่
สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำในสิ่งที่เชื่อว่าเป็น ความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า ไม่ใช่การวิ่งตามนโยบายเพียงอย่างเดียว ลูกค้ามักเลือกสิ่งที่คุ้มค่าและตอบโจทย์การใช้งาน