ปี 2568 นับเป็นอีกหนึ่งปีที่ตลาดหุ้นไทยอยู่ในภาวะชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด โดย “ประชาชาติธุรกิจ” รวบรวมข้อมูล ณ วันที่ 7 พ.ย. 2568 พบว่า ตลอดทั้งปีมีบริษัทที่เสนอขายหุ้นเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไป (IPO) และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) รวมทั้งสิ้นเพียง 16 บริษัท มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคา IPO (มาร์เก็ตแคป) รวม 71,591.68 ล้านบาท
ตัวเลขดังกล่าวถือว่าลดลงอย่างมาก เมื่อเทียบกับปี 2567 ที่มีหุ้น IPO เข้าเทรด จำนวน 32 บริษัท มาร์เก็ตแคปรวม 112,806.42 ล้านบาท แบ่งเป็นใน SET จำนวน 14 บริษัท และตลาด mai อีก 18 บริษัท
16 บริษัท IPO-ครึ่งหนึ่งเข้า Q4
โดยปีนี้ในจำนวน 16 บริษัท แบ่งเป็น เข้า SET แล้ว 5 บริษัท ได้แก่ บมจ.เงินเทอร์โบ (TURBO), บมจ.ออนเซ็น รีทรีต แอนด์ สปา กรุ๊ป (ONSENS), บมจ.แอตลาส เอ็นเนอยี (ATLAS), บมจ.แมสเทค ลิ้งค์ (MASTEC) และ บมจ.มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. โฮลดิ้ง (MRDIYT) ขณะที่ บจ.ที่เข้า mai แล้วมี 11 บริษัท ได้แก่ บมจ.โปร อินไซด์ (PIS), บมจ.มาเธอร์ มาร์เก็ตติ้ง (MOTHER), บมจ.แอลทีเอ็มเอช (LTMH), บมจ.บางกอก แอสเซท อินเตอร์กรุ๊ป (BKA), บมจ.นูทริชั่น โปรเฟส (NUT), บมจ.โรงพยาบาลมุกดาหารอินเตอร์เนชั่นแนล (HANN), บมจ.สกิน ลาบอราทอรี่ (SKIN), บมจ.88 (ไทยแลนด์) (88TH), บมจ.อินดิจี (IDG), บมจ.ลอนดรี้ ยู (WASH) และ บมจ.เอ็มเอ็มเอ็ม แคปปิตอล (MMM) ที่เพิ่งเปิดซื้อขายวันแรก เมื่อวันที่ 7 พ.ย.ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ พบว่าในจำนวน 16 บริษัท มี 8 บริษัทที่เข้ามาในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ขณะที่ช่วง 9 เดือนแรก (ม.ค.-ก.ย. 2568) มีเพียง 8 บริษัท
เข้าเทรดวันแรกต่ำจองเพียบ
จากข้อมูลการซื้อขายวันแรก (First Trading Day) พบว่า หุ้นที่เข้า SET เปิดเทรดวันแรก ราคาเหนือจอง 3 บริษัท ได้แก่ TURBO, ONSENS และ MASTEC ส่วนอีก 2 บริษัท คือ ATLAS และ MRDIYT เปิดเทรดต่ำกว่าราคา IPO โดย ATLAS ต่ำกว่าจอง 16.67% และ MRDIYT ที่เพิ่งเข้าเทรดล่าสุด ราคาต่ำกว่าจอง 18.02%
ขณะที่ TURBO เป็นเพียงบริษัทเดียวที่สามารถปิดบวกได้ในวันเทรดวันแรก โดยราคาปิดเพิ่มขึ้น 26% จากราคา IPO ขณะที่ MRDIYT แม้เปิดต่ำกว่าจอง แต่ระหว่างวันราคาฟื้นตัวขึ้นจนสามารถปิดที่ระดับราคาเท่ากับราคาเสนอขายที่ 8.60 บาทได้
ส่วนหุ้นที่เข้า mai มีที่เปิดเทรดเหนือจอง 8 บริษัท ได้แก่ PIS, MOTHER, LTMH, BKA, HANN, SKIN, 88TH และ IDG ซึ่งทั้ง 8 บริษัทสามารถปิดการซื้อขายวันแรกที่ราคาสูงกว่าราคา IPO ทั้งหมด ในจำนวนนี้ HANN และ SKIN เป็นบริษัทที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด โดยราคาปรับขึ้นมากกว่า 200% ในวันแรกของการซื้อขาย ขณะที่อีก 2 บริษัท คือ NUT และ MRDIYT เปิดเทรดต่ำกว่าจอง 16.67% และ 18.02% ตามลำดับ และปิดการซื้อขายในวันแรกที่ระดับราคาต่ำกว่าราคา IPO ส่วนหุ้น MMM ที่เพิ่งเข้าเทรด mai เมื่อวันที่ 7 พ.ย. ราคาเปิดเท่ากับราคา IPO ที่ 5.50 บาท
7 บริษัทจ่อเข้าตลาดหุ้นไทย
ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ฯระบุว่า ปัจจุบันมีบริษัทที่อยู่ระหว่างเตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยเพิ่มเติมอีก 7 บริษัท แบ่งเป็นเข้า SET จำนวน 3 บริษัท และ mai อีก 4 บริษัท ในจำนวนนี้มี 1 บริษัทที่สถานะไฟลิ่งมีผลบังคับใช้แล้ว (Effective) ได้แก่ บมจ.กลุ่มสมอทอง (SMO) จะเริ่มเปิดซื้อขายวันแรกในวันที่ 10 พ.ย.นี้
ขณะเดียวกันอีก 5 บริษัทที่ได้รับอนุญาตให้เสนอขายหลักทรัพย์ (Approved) แล้ว โดยบริษัทจะเข้า SET ได้แก่ บมจ.ยูนิคพลาสติก อินดัสตรี UNIX) และ บมจ.ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น (TNCC) ส่วนที่จะเข้า mai ได้แก่ บมจ.เอ็นทีเอฟ อินเตอร์กรุ๊ป (NTFG) และ บมจ.ไทยอีสเทิร์น ไบโอ พาวเวอร์ (TEBP) นอกจากนี้บริษัทที่อยู่ระหว่างขั้นตอนการยื่นแบบไฟลิ่งอีก 2 บริษัท ในตลาด mai ได้แก่ บมจ.เพ็ทพัล โปรดักส์ (PETPAL) และ บมจ.โอเพ่นเซิร์ฟ (OPS)
ตลาดซบเซาฉุดหุ้น IPO ต่ำจอง
นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า สาเหตุที่ช่วงหลังหุ้น IPO หลายตัวเข้าซื้อขายต่ำกว่าราคาจองจำนวนมาก มาจากบรรยากาศการลงทุนในตลาดโดยรวมที่ซบเซา โดยบางบริษัทเข้าซื้อขายในช่วงที่สภาพตลาดไม่ดี ทำให้ประสิทธิภาพของราคาหุ้นหลังเข้าตลาดไม่โดดเด่นตามไปด้วย
อีกทั้งหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กในตลาดช่วงนี้ไม่ค่อยมีนักลงทุนเข้ามาซื้อขายมากนัก แรงซื้อในตลาดจึงมีจำกัด
“หุ้นเดิมในตลาดเอ็มเอไอ ก็แทบไม่มีคนเล่นอยู่แล้ว พอเป็นหุ้นใหม่ที่ไม่รู้จัก คนที่ได้จองก็เทขายออกมา แต่แรงซื้อในตลาดไม่มี เพราะสภาพตลาดมันไม่ดีอยู่แล้ว หุ้นกลางหุ้นเล็กแย่มาก”

เปิดสาเหตุหุ้น IPO ปีนี้ลดลง
นายณัฐพลกล่าวว่า การที่หุ้น IPO เข้าจดทะเบียนน้อย ขึ้นอยู่กับภาวะตลาด โดยหากตลาดอยู่ในภาวะดี นักลงทุนและธุรกิจก็ต้องการเข้ามาระดมทุน แต่หากตลาดไม่เอื้ออำนวยก็ชะลอการเข้ามา ซึ่งในปี 2568 ดัชนี SET ปรับตัวลดลงราว 6% ขณะที่ mai ติดลบถึง -28% ตั้งแต่ต้นปี (YTD) สะท้อนให้เห็นว่า หุ้นขนาดกลางและเล็กไม่เป็นที่สนใจของนักลงทุนในช่วงนี้
“แนวโน้มเกณฑ์ IPO ใหม่ในอนาคต หากตลาดหลักทรัพย์ฯเน้นคุณภาพของบริษัทมากขึ้น จำนวนบริษัทที่เข้าจดทะเบียนอาจลดลง แต่จะได้บริษัทที่มีความแข็งแกร่งและมีศักยภาพในการเติบโตมากกว่าเดิม ซึ่งในช่วงที่สภาพคล่องในตลาดมีจำกัด นักลงทุนจะให้น้ำหนักกับหุ้นขนาดใหญ่ที่มีพื้นฐานดีอยู่แล้ว ซึ่งอาจเป็นผลดีที่ตลาดจะได้บริษัทคุณภาพเข้ามามากขึ้น”
ขณะที่ นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวว่า สาเหตุที่ปีนี้มีจำนวนหุ้น IPO น้อย และไม่มีบริษัทขนาดใหญ่เข้ามา เป็นผลจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ขณะเดียวกันความผันผวนทั้งในและต่างประเทศยังสูง ทำให้ภาคธุรกิจชะลอการตัดสินใจระดมทุนหรือลงทุนขยายกิจการ
“เปรียบเทียบเหมือนเราจะซื้อบ้านหรือรถใหม่ ก็ต้องดูว่าจังหวะนั้นเหมาะสมหรือไม่ อย่างกรณี MRDIYT ที่ต้องเลื่อนแผน IPO มาจากต้นปี เพราะความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ”
ขณะเดียวกัน กฎเกณฑ์ใหม่ที่เริ่มมีผลบังคับใช้แล้วจะเข้มงวดมากขึ้น ทำให้การเข้าตลาดอาจยากขึ้น และจำนวน IPO ในช่วงแรกอาจลดลง แต่สิ่งสำคัญคือคุณภาพของบริษัทที่เข้ามาต้องดีขึ้น ซึ่งต้องหาจุดสมดุลให้เหมาะสม
แนะนักลงทุนโฟกัสพื้นฐานหุ้น
นายอัสสเดชกล่าวอีกว่า ในส่วนการกำหนดราคาหุ้น IPO ตลาดหุ้นไทยก็เป็นไปตามหลักการ “Price Discovery” เช่นเดียวกับตลาดทุนสากล ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติที่ใช้กันทั่วโลก ทั้งนี้ มองว่านักลงทุนควรให้ความสำคัญกับข้อมูลพื้นฐานของธุรกิจมากกว่าการดูเพียงราคาเปิดซื้อขายในวันแรก หรืออัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) เพียงอย่างเดียว
“ที่ผ่านมาเราเห็นแล้วว่า หุ้นบางตัวเปิดเทรดวันแรกต่ำกว่าราคาจอง ซึ่งอาจจะส่งผลต่อการพิจารณาการตั้งราคา IPO ในอนาคต แต่นักลงทุนควรประเมินให้ลึกขึ้น ทั้งผลประกอบการที่ผ่านมาและโอกาสของธุรกิจในระยะยาว พื้นฐานน่าจะสำคัญกว่าการดูแค่ราคาวันเดียว”
ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯให้ความสำคัญกับการเปิดเผยข้อมูลของบริษัทที่ยื่น IPO โดยเน้นให้มีข้อมูลเพียงพอและโปร่งใส เพื่อให้นักลงทุนสามารถตัดสินใจได้อย่างรอบด้าน รวมถึงข้อมูลหลัง IPO จะมีการติดตามตรวจสอบอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในวันแรกที่มีปริมาณการซื้อขายสูง เพื่อป้องกันพฤติกรรมผิดปกติ
คาดปีหน้า IPO ฟื้นตัวดีขึ้น
สำหรับแนวโน้มตลาด IPO ปี 2569 นายอัสสเดชกล่าวว่า สถานการณ์น่าจะปรับตัวดีขึ้น เพราะจะมีความชัดเจนในปัจจัยภายนอกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเรื่องภาษีการค้า (Tariff) และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่เคยส่งผลให้ภาคธุรกิจชะลอการลงทุน
“ตอนนี้หลายบริษัทเริ่มกลับมามีความชัดเจนในการตัดสินใจลงทุน มีความคาดหวังว่าน่าจะดีขึ้น จากไปป์ไลน์ที่มีอยู่ ทีมงานก็เริ่มมีการพูดคุยและไฟเขียวมากขึ้นที่จะเดินหน้าต่อ แต่ก็ต้องรอดูภาวะตลาดของปีหน้าหรือความผันผวนที่อาจจะเกิดขึ้นมาใหม่ เช่น การเลือกตั้ง แต่ข้อดีคือเศรษฐกิจไทยยังเดินต่อเนื่อง ธุรกิจส่วนใหญ่ยังดำเนินการได้ เพียงแต่ว่าอัตราเร่งจะเร็วแค่ไหนต้องคอยดูกัน”
ดึง 5 บริษัท BOI เข้าจดทะเบียน
ล่าสุด ตลาดหลักทรัพย์ฯร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กำลังพัฒนาแนวทางให้ธุรกิจ New Economy เข้าถึงตลาดทุนได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะใน 3 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ, ยานยนต์ไฟฟ้า และดิจิทัล
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการ BOI กล่าวว่า BOI ได้เชิญชวนผู้ประกอบการ จำนวน 5 บริษัท เข้าหารือกับตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อรับฟังข้อมูลและแนวทางการระดมทุนเสนอขายหุ้น IPO ต่อไป