นักวิชาการ มฟล.หวั่นข้าวนับแสนไร่ จ.เชียงราย ที่ใช้ลำน้ำกก ส่งไปขายทั่วประเทศเสี่ยงปนเปื้อนสารโลหะหนัก เหตุกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เคยตรวจข้าวนาปรังที่เก็บเกี่ยวเดือน พ.ค. พบแคดเมียม-สารหนู แม้ไม่เกินค่ามาตรฐาน กินได้ แต่ระยะยาวสะสมในร่างกาย ทำทุกคนอยู่ในภาวะเสี่ยง พร้อมดันรัฐบาลอนุมัติงบฯกลาง 1,200 ล้านบาทให้ กปภ.สำรวจและผลิตน้ำจากแหล่งใหม่ แทนแม่น้ำสายและแม่น้ำรวก
ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การแก้ปัญหาสารหนูและสารปนเปื้อนในแม่น้ำกกไม่มีอะไรใหม่ ทุกอย่างยังคงอยู่ที่เดิม การแก้ปัญหาไม่มีความก้าวหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเจรจากับรัฐบาลเมียนมาไม่มีอะไรคืบหน้า
ขณะที่หน่วยงานภาครัฐของไทยยังยืนยันว่าการปนเปื้อนสารโลหะหนักในพืชผักไม่เกินค่ามาตรฐาน ดังนั้น เมื่อการปนเปื้อนสารโลหะหนักไม่เกินค่ามาตรฐาน ทางภาครัฐมองว่าไม่มีความจำเป็นต้องประกาศเป็นเขตพื้นที่ภัยพิบัติ หรือปัญหาสิ่งแวดล้อม
กรณีข้าวนับแสนไร่ในจังหวัดเชียงราย ซึ่งใช้แม่น้ำกกและแม่น้ำสาย หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องไม่มีการตรวจจริงจังว่ามีสารปนเปื้อนโลหะหนักหรือไม่ เมื่อข้าวจากจังหวัดเชียงรายออกสู่ท้องตลาด ผลกระทบคือผู้บริโภคที่จะได้รับสารปนเปื้อนโลหะหนักแตกต่างกันไป จุดนี้ไม่มีใครรู้ ดังนั้น ห่วงโซ่อาหารของข้าวนับแสนไร่จากจังหวัดเชียงรายไม่มีใครรับประกันได้ว่าปนเปื้อนสารโลหะหนักหรือไม่ ทำให้ผู้บริโภคอยู่ในภาวะรับความเสี่ยง ซึ่งไม่รู้ว่าข้าวจากเชียงรายที่ผลิตนับแสนไร่กระจายไปที่ใดบ้าง คาดว่าส่งไปทั่วประเทศ เมื่อข้าวออกสู่ตลาดทุกคนอยู่ในภาวะเสี่ยง
ดร.สืบสกุลกล่าวต่อไปว่า สำหรับพืชผักที่ปลูกในพื้นที่จังหวัดเชียงราย โดยหน่วยงานจังหวัดนำไปตรวจ 3 ครั้ง จำนวน 66 ตัวอย่าง พบสารหนูในพืช 17 ตัวอย่าง พบแคดเมียมในพืช 54 ตัวอย่าง พบตะกั่วในพืช 17 ตัวอย่าง แต่ทั้งหมดนี้หน่วยงานรัฐบอกว่าไม่เกินค่ามาตรฐาน และส่งไปตรวจที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
นอกจากนี้ น้ำประปาในพื้นที่ตัวเมืองจังหวัดเชียงรายของการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ที่ใช้น้ำจากแม่น้ำกกในการผลิต มีผู้ใช้ในเขตตัวเมืองราว 41,000 ราย ขณะที่อำเภอแม่สายผลิตน้ำประปาจากแม่น้ำสายและแม่น้ำรวก มีผู้ใช้น้ำประปา 15,000 ราย มีการตรวจสารปนเปื้อนทุกเดือน พบว่ามีสารหนูและสารแบเรียม แต่ไม่เกินค่ามาตรฐาน สามารถกินได้ บริโภคได้ แต่ในระยะยาวจะสะสมในร่างกาย นับเป็นความเสี่ยงของคนเชียงราย ล่าสุด กปภ.ได้สำรวจแหล่งน้ำใหม่แล้ว เพื่อนำมาผลิตน้ำประปา ซึ่งต้องใช้งบประมาณราว 1,200 ล้านบาท แต่ต้องใช้งบฯกลางจากรัฐบาล
ดร.สืบสกุลกล่าวต่อไปว่า รัฐบาลต้องเร่งแก้ปัญหานี้ให้เร็วที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 3 เรื่องเร่งด่วนคือ 1.เร่งเจรจากับรัฐบาลเมียนมาในฐานะที่เป็นแหล่งกำเนิดสารโลหะหนักปนเปื้อนในแม่น้ำ ที่ต้องยุติการปล่อยสารโลหะหนักลงแม่น้ำ 2.รัฐบาลต้องยุติการนำเข้าแร่ทั้งหมดจากเมียนมา เพราะไทยนำเข้าแร่ดีบุก ตะกั่ว แร่วุลแฟรม แร่แมงกานีส และแร่พลวง ซึ่งแม้เราไม่ได้นำเข้าแร่แรร์เอิร์ทจากเมียนมา แต่ไทยนำเข้าแร่ทั้ง 5 ชนิดดังกล่าวจากเมียนมา ถือเป็นแร่ที่มีความสำคัญต่อการเปลี่ยนผันพลังงาน โดยเป็นการนำเข้าเพื่อส่งออกต่อไปประเทศที่ 3 ทั้งนี้ การยุติการนำเข้าแร่เพื่อให้เมียนมาหันมาสนใจแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง และ 3.รัฐบาลต้องอนุมัติงบประมาณ 1,200 ล้านบาทให้การประปาส่วนภูมิภาคจังหวัดเชียงราย เพื่อนำไปใช้ในการเปลี่ยนแหล่งน้ำใหม่สำหรับผลิตน้ำประปา
ขณะเดียวกัน ต้องมีระบบเฝ้าระวังการปนเปื้อนสารโลหะหนักในสินค้าเกษตรของจังหวัดเชียงราย เนื่องจากตอนนี้ชาวประมงในจังหวัดเชียงรายได้หันกลับมาจับปลาในแม่น้ำกก แม่น้ำสายกันแล้ว และมีคนบริโภคปลามากขึ้น ซึ่งผลการตรวจสารปนเปื้อนในแม่น้ำล่าสุด พบสารปรอท สารหนู และสารตะกั่ว
แต่หน่วยงานรัฐบอกว่าไม่เกินค่ามาตรฐาน ซึ่งสารเหล่านี้แม้ไม่เกินค่ามาตรฐาน แต่จะสะสมในร่างกายไปเรื่อย ๆ ซึ่งรัฐบาลประเมินความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นต่อสุขภาพของประชาชนต่ำเกินไป เพราะคิดว่ายังไม่เกินค่ามาตรฐาน ซึ่งคำว่าไม่เกินค่ามาตรฐานจะเป็นปัญหาใหญ่ของรัฐบาลในอนาคต