เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
รัฐบาล พร้อมฟ้องแพ่งแทนผู้เสียหายเหตุไฟไหม้โรงเบียร์ ถ้าไม่ได้เยียวยา
Politics รัฐบาล พร้อมฟ้องแพ่งแทนผู้เสียหายเหตุไฟไหม้โรงเบียร์ ถ้าไม่ได้เยียวยา
ธปท. แจ้งประชาชนและภาคธุรกิจ หยุดให้บริการระบบบาทเนต วันที่ 16 ต.ค. นี้
Finance ธปท. แจ้งประชาชนและภาคธุรกิจ หยุดให้บริการระบบบาทเนต วันที่ 16 ต.ค. นี้
“พิพัฒน์” จัดทัพลงทุนเมกะโปรเจ็กต์คมนาคม 8.2 แสนล้าน เร่ง 216 โครงการคิกออฟปี’70
Economic “พิพัฒน์” จัดทัพลงทุนเมกะโปรเจ็กต์คมนาคม 8.2 แสนล้าน เร่ง 216 โครงการคิกออฟปี’70
“ฉายแสง แอด.เวนเจอร์” ปล่อยเทรลเลอร์ “HOPE” เตรียมฉาย 9 ก.ย.
Biz Movement “ฉายแสง แอด.เวนเจอร์” ปล่อยเทรลเลอร์ “HOPE” เตรียมฉาย 9 ก.ย.
วรวงศ์ ชี้นโนบาย ‘ข้าวแกง 40 บาท’ ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ แนะเลิกแก้ปัญหาปลายเหตุ
Politics วรวงศ์ ชี้นโนบาย ‘ข้าวแกง 40 บาท’ ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ แนะเลิกแก้ปัญหาปลายเหตุ
เอกนิติ เชื่อมข้อมูล 4 หน่วยงาน ยกระดับสกัดทุนเทา-สแกมเมอร์ข้ามชาติ ยกเคส “สุภาพร พิมพงษ์” สั่ง ก.ล.ต. ปิดช่องโหว่
Finance เอกนิติ เชื่อมข้อมูล 4 หน่วยงาน ยกระดับสกัดทุนเทา-สแกมเมอร์ข้ามชาติ ยกเคส “สุภาพร พิมพงษ์” สั่ง ก.ล.ต. ปิดช่องโหว่
บัญชีกลาง ชี้ระเบียบจัดซื้อจัดจ้างใหม่ คุม “คุณภาพ” ผู้รับเหมาโปรเจ็กต์รัฐ กรณี “อุโมงค์รถไฟฟ้า” รฟม. ต้องพิจารณา
Finance บัญชีกลาง ชี้ระเบียบจัดซื้อจัดจ้างใหม่ คุม “คุณภาพ” ผู้รับเหมาโปรเจ็กต์รัฐ กรณี “อุโมงค์รถไฟฟ้า” รฟม. ต้องพิจารณา
สิทธิแรงงาน ‘เมนส์มาลาได้’ นโยบายระดับโลกที่มากกว่าแค่เรื่องส่วนตัว
Politics สิทธิแรงงาน ‘เมนส์มาลาได้’ นโยบายระดับโลกที่มากกว่าแค่เรื่องส่วนตัว
นักวิจัยชี้ อังกฤษ-เวลส์ เผชิญคลื่นความร้อน อาจคร่าชีวิตมากกว่า 2,700 ราย
World นักวิจัยชี้ อังกฤษ-เวลส์ เผชิญคลื่นความร้อน อาจคร่าชีวิตมากกว่า 2,700 ราย
คปภ.ชี้ โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ทำประกันทรัพย์สินไว้ 40 ล้านบาท กับ “ทิพยประกันภัย”
Finance คปภ.ชี้ โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ทำประกันทรัพย์สินไว้ 40 ล้านบาท กับ “ทิพยประกันภัย”
ดูทั้งหมด

วิกฤตสารพิษข้ามพรมแดน ทุบหม้อข้าว ‘คนลุ่มน้ำกก’

13 ก.ค. 2569 | 09:24น.
คอลัมน์ : สัมภาษณ์

แม่นํ้าเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชีวิต ปากท้อง และพื้นที่เกษตรกรรมนับแสนไร่ของจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่

ในวันนี้กลับกลายเป็นที่รองรับ “สารปนเปื้อน” จากเหมืองแร่ในรัฐฉาน ซึ่งทำลายความเชื่อมั่นของระบบเศรษฐกิจชุมชนตั้งแต่ฐานราก

“รศ.ชูโชค อายุพงศ์” หัวหน้าศูนย์วิจัยด้านการจัดการภัยพิบัติทางธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ”

สารพิษทำลายห่วงโซ่อาหาร

รศ.ชูโชคเล่าว่า ต้นแม่น้ำกกอยู่ที่รัฐฉาน เมียนมา ซึ่งตลอดเส้นทางน้ำมีการทำเหมืองแรร์เอิร์ทเป็นจำนวนมาก และสารพิษไหลมาตามสายน้ำกก สู่ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนจะไหลผ่านสู่จังหวัดเชียงราย และไหลไปบรรจบกับแม่น้ำโขง ที่อำเภอเชียงแสน

ความน่ากลัวที่สุดของวิกฤตสีเทานี้ จึงไม่ใช่เพียงตัวเลขสารเคมีปนเปื้อนในห้องแล็บที่อาจสร้างความตื่นตระหนก แต่คือความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่กำลัง “ทุบหม้อข้าว” และทำลายความเชื่อมั่นของระบบเศรษฐกิจชุมชนตั้งแต่ฐานราก

เนื่องจากในมิติด้านสิ่งแวดล้อม การสื่อสารเรื่องสารปนเปื้อนจำเป็นต้องอยู่บนฐานข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ที่นิ่งและชัดเจนที่สุด เพราะหากเป็นการตั้งข้อสังเกตที่ขาดผลแล็บ หรือหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับ อาจกลายเป็นการสร้างความตื่นตระหนกที่ย้อนกลับมาซ้ำเติมเศรษฐกิจปากท้องของชาวบ้านในพื้นที่ โดยเฉพาะกลุ่มประมงพื้นบ้านและเกษตรกรที่ต้องพึ่งพาสายน้ำแห่งนี้

ดังนั้นการขับเคลื่อนเรื่องวิกฤตสายน้ำปนเปื้อนต้องทำอย่างรัดกุมและรักษาสมดุลให้ดี ทั้งนี้วิกฤตน้ำปนเปื้อนสารพิษข้ามพรมแดนเป็นเรื่องจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ แต่การเปิดเผยข้อมูลจำเป็นต้องทำอย่างมีระบบและมีกลไกคัดกรองที่แม่นยำ ในรูปแบบฐานข้อมูลกลางแบบบูรณาการ (One Data) ซึ่งเป็นระบบที่รวบรวมข้อมูลจากหลาย ๆ หน่วยงานที่กระจัดกระจายมาไว้ที่เดียวกัน เพื่อให้ทุกฝ่ายใช้ชุดข้อมูลมาตรฐานเดียวกัน

เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบเชิงลบต่อความเชื่อมั่นในห่วงโซ่อาหาร ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมฐานรากของคนเชียงราย-เชียงใหม่ (อำเภอแม่อาย) ทั้งเรื่องข้าวและการประมงท้องถิ่น

รศ.ชูโชคกล่าวต่อว่า ตัวอย่างเช่น มูลค่าสัตว์น้ำในพื้นที่ สัตว์น้ำในลุ่มน้ำเหล่านี้ (กก, สาย, รวก, โขง) เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูง เช่น ปลาแค้ หากเกิดกระแสความกลัวเรื่องสารปนเปื้อน แม้พืชหรือสัตว์น้ำนั้นอาจจะไม่ได้สะสมสารพิษในระดับที่เป็นอันตรายต่อการบริโภคโดยตรง แต่จะทำให้ผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่นและไม่กล้าซื้อทันที

ขณะเดียวกันพื้นที่ลุ่มน้ำในเชียงรายถือเป็นแหล่งปลูกข้าวคุณภาพสูงหลายหมื่นไร่ ซึ่งหากมีความกังวลเรื่องสารปนเปื้อนในน้ำ ก็จำเป็นต้องมีการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ให้ชัดเจนโดยเร็ว เพราะหากไม่มีผลตรวจยืนยันที่แน่ชัด กลไกตลาดและโรงสีอาจจะชะงักการซื้อทันที ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชาวนาในพื้นที่

แม้ปัญหาการปนเปื้อนจะเป็นเรื่องวิกฤตที่ต้องเร่งแก้ไข แต่การนำเสนอข้อมูลต้องอยู่บนฐานความจริงที่มีหลักฐานรองรับอย่างแน่นหนา เพื่อไม่ให้กลายเป็นการซ้ำเติมวิกฤตปากท้องของประชาชน

เมื่อระบบประปาต้องวิ่งหนีสารพิษ

รศ.ชูโชคกล่าวต่อว่า หลักฐานที่สะท้อนว่าปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องที่คิดไปเอง คือความเคลื่อนไหวของการประปาส่วนภูมิภาคเชียงราย ที่ปัจจุบันมีแผนเตรียมย้ายจุดสูบน้ำดิบจากจุดเดิม เพื่อหนีไปพึ่งพาแหล่งน้ำใหม่อย่างน้ำลาวแทน

การย้ายระบบสูบน้ำที่ต้องใช้ท่อแรงดันสูงเช่นนี้ มีต้นทุนงบประมาณการก่อสร้างสูงถึงหลักหลายร้อยล้านบาท ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันในตัวมันเองว่า ปัญหาสารปนเปื้อนในแม่น้ำสายหลักอยู่ในขั้นวิกฤต จนระบบประปาไม่สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงจากแหล่งน้ำเดิมได้อีกต่อไป ในขณะที่โซนแม่อายยังโชคดีที่ใช้ต้นทุนน้ำจากน้ำฝางซึ่งไหลมาจากเชียงดาว จึงยังไม่ได้รับผลกระทบนี้โดยตรง

วงจรเศรษฐกิจสงคราม

รศ.ชูโชคอธิบายเพิ่มเติมว่า หากมองลึกลงไปถึงต้นตอ ปัญหานี้ผูกติดอยู่กับมิติภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อน เหมืองแร่ Rare Earth และเหมืองแร่อื่น ๆ เหล่านี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ยากต่อการบังคับใช้กฎหมายสากล เช่น พื้นที่อิทธิพลของกองกำลังรัฐว้า ซึ่งเหมืองเหล่านี้เกิดขึ้นหลังจากที่ประเทศจีนสั่งห้ามทำในประเทศตัวเอง เนื่องจากปัญหาสิ่งแวดล้อม ทุนเหล่านี้จึงทะลักข้ามพรมแดนเข้ามาตั้งฐานผลิตในพื้นที่ชายแดนแทน

ประเด็นที่น่ากังวลไปกว่านั้นคือ ปัญหานี้ถูกขับเคลื่อนด้วยวงจรเศรษฐกิจสงครามรายได้มหาศาลจากการค้าแร่ Rare Earth และธุรกิจสีเทาอื่น ๆ ถูกแปรสภาพเป็นอาวุธและงบประมาณสำหรับกองกำลังท้องถิ่น เพื่อใช้ในการควบคุมพื้นที่ ทำให้การแก้ปัญหาโดยใช้กลไกปกติชายแดนแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

ปัญหาซับซ้อนเชิงโครงสร้าง

รศ.ชูโชคมองว่า ปัญหาสารพิษในลุ่มน้ำกกมี 3 มิติ และเป็นปมปัญหาที่มีความซับซ้อนเชิงโครงสร้าง

1.ปมภูมิรัฐศาสตร์และทุนข้ามชาติไร้พรมแดน (Transnational Capital & Geopolitics) ความซับซ้อนอันดับแรกคือ “ความลักลั่นของพื้นที่กระทบ” ปัญหานี้เกิดจากกิจกรรมเหมืองแร่ของกลุ่มทุนต่างชาติที่ตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน (เมียนมา) แต่ผลกระทบและน้ำเสียเคมีกลับไหลข้ามพรมแดนเข้ามาตกที่ประเทศไทย กลายเป็นว่าประชาชนไทยในภาคเหนือนับล้านคนต้องกลายเป็นผู้แบกรับต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ตนเองไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย

2.ปมช่องโหว่ทางนโยบายและฐานข้อมูลที่อ่อนแอของรัฐไทย (Policy Gap & Data Weakness) แม้ปัญหาจะยืดเยื้อมานานกว่า 2 ปี แต่หน่วยงานรัฐของไทยยังคงไม่มีการประเมินมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม การขาดฐานข้อมูลความเสียหายข้ามพรมแดน (Transboundary EIA) ที่ชัดเจน ทำให้ภาครัฐขาดอำนาจและหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์ในการเจรจาทางการทูต หรือการเรียกร้องค่าฟื้นฟูเยียวยาความเสียหายระหว่างประเทศ

3.ปมความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างของคนฐานราก (Structural Inequality) ปัญหานี้ตอกย้ำภาพความเหลื่อมล้ำอย่างชัดเจน เมื่อมาตรการแก้ปัญหาของรัฐมักจบลงด้วยการ “สั่งห้าม” เช่น สั่งงดบริโภคปลา ห้ามใช้น้ำดิบ ซึ่งเป็นการผลักภาระและแช่แข็งอาชีพของชาวบ้านและชาวประมงตัวเล็ก ๆ ในพื้นที่ โดยที่ภาครัฐยังไม่มีมาตรการรองรับหรือเยียวยาที่เป็นรูปธรรม ขณะที่ต้นตอของปัญหายังคงไม่ได้รับการแก้ไขในระดับนโยบาย

ชง 3 มาตรการเชิงรุก

รศ.ชูโชคกล่าวว่า เพื่อไม่ให้วิกฤตนี้ลุกลามจนสายเกินแก้ ภาครัฐจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนการทำงานจากการแยกส่วน (ต่างคนต่างตรวจ ทั้งกรมควบคุมมลพิษ, สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค และมหาวิทยาลัย) มาเป็นการจัดการเชิงรุกผ่าน 3 ข้อเสนอหลักคือ

1.ตั้งห้องแล็บส่วนกลาง ติดตามและตรวจสอบสารปนเปื้อนในทุกลุ่มน้ำอย่างต่อเนื่องทุก ๆ 3-6 เดือน เพื่อให้มีฐานข้อมูลที่เป็นเอกภาพ

2.ระบบเตือนภัย Traffic Light โดยต้องทำระบบแจ้งเตือนภัยแบบสีเขียว-เหลือง-ส้ม-แดง เพื่อระบุให้ชัดเจนว่าค่าสารพิษระดับไหนที่เริ่มกระทบต่อการประมงและการเพาะปลูก เพื่อให้ประชาชนรับรู้สถานการณ์ตามจริง โดยไม่ตื่นตระหนกจนทำลายเศรษฐกิจตัวเอง

3.ใช้ข้อมูลขับเคลื่อนนโยบาย (Data-Driven Diplomacy) เมื่อมีข้อมูลเชิงประจักษ์ที่แน่นหนา รัฐบาลไทยต้องใช้ข้อมูลนี้เป็นข้อต่อรองระดับนโยบายกับประเทศจีนในฐานะ “พี่ใหญ่” ซึ่งเป็นผู้ซื้อหลัก เพื่อให้กดดันกลุ่มทุนและกองกำลังในรัฐฉานให้ปรับปรุงกระบวนการผลิตให้ถูกสุขลักษณะและปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม

ถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐต้องมองปัญหาน้ำข้ามพรมแดนให้เป็น “วาระความมั่นคงแห่งชาติ” ก่อนที่สายน้ำที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของภาคเหนือจะกลายเป็นสายน้ำพิษที่ย้อนกลับมาทำลายชีวิตและปากท้องของประชาชนอย่างถาวร

วิกฤตเหมืองแร่ Rare Earth ในรัฐฉาน ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อมที่ไกลตัวอีกต่อไป

แต่กลับกลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่ไหลบ่าข้ามพรมแดนมาตามลุ่มน้ำกก สาย รวก โขง ปัญหานี้ซับซ้อนกว่าที่คิด เพราะมันผูกโยงทั้งเรื่องภูมิรัฐศาสตร์สีเทา เศรษฐกิจ สงคราม

ที่ร้ายแรงที่สุดคือ มันกำลังเขย่าความมั่นคงทางอาหารจนกลายพันธุ์เป็น “ภัยความมั่นคงระดับชาติ” ที่ประชิดรั้วบ้านเราแล้วในเวลานี้

เม็ดเงินมหาศาลจากอุตสาหกรรมเหมืองแร่ในรัฐฉาน กำลังแลกมาด้วยความล่มสลายของระบบนิเวศข้ามพรมแดน สิ่งที่คนลุ่มน้ำเชียงรายและเชียงใหม่ (อำเภอแม่อาย) กำลังเผชิญในวันนี้ ไม่ใช่แค่ภัยคุกคามทางสุขภาพ แต่เป็น “วิกฤตความเชื่อมั่น” ที่กำลังทุบทำลายมูลค่าข้าวปลาอาหารและอาชีพท้องถิ่นให้เสื่อมถอยลงในอนาคตอันใกล้

หาก “ฝุ่นควันข้ามพรมแดน” คือวิกฤตทางอากาศที่มองเห็นด้วยตาในทุกฤดูแล้ง “สารพิษข้ามพรมแดน” ก็คือมหันตภัยเงียบที่กำลังไหลบ่ามากับสายน้ำอย่างไม่มีวันหยุดพัก

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สารพิษ เกษตรกรรม แม่น้ำกก