วิกฤตสารพิษข้ามพรมแดน ทุบหม้อข้าว ‘คนลุ่มน้ำกก’
คอลัมน์ : สัมภาษณ์
แม่นํ้าเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชีวิต ปากท้อง และพื้นที่เกษตรกรรมนับแสนไร่ของจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่
ในวันนี้กลับกลายเป็นที่รองรับ “สารปนเปื้อน” จากเหมืองแร่ในรัฐฉาน ซึ่งทำลายความเชื่อมั่นของระบบเศรษฐกิจชุมชนตั้งแต่ฐานราก
“รศ.ชูโชค อายุพงศ์” หัวหน้าศูนย์วิจัยด้านการจัดการภัยพิบัติทางธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ”
สารพิษทำลายห่วงโซ่อาหาร
รศ.ชูโชคเล่าว่า ต้นแม่น้ำกกอยู่ที่รัฐฉาน เมียนมา ซึ่งตลอดเส้นทางน้ำมีการทำเหมืองแรร์เอิร์ทเป็นจำนวนมาก และสารพิษไหลมาตามสายน้ำกก สู่ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนจะไหลผ่านสู่จังหวัดเชียงราย และไหลไปบรรจบกับแม่น้ำโขง ที่อำเภอเชียงแสน
ความน่ากลัวที่สุดของวิกฤตสีเทานี้ จึงไม่ใช่เพียงตัวเลขสารเคมีปนเปื้อนในห้องแล็บที่อาจสร้างความตื่นตระหนก แต่คือความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่กำลัง “ทุบหม้อข้าว” และทำลายความเชื่อมั่นของระบบเศรษฐกิจชุมชนตั้งแต่ฐานราก

เนื่องจากในมิติด้านสิ่งแวดล้อม การสื่อสารเรื่องสารปนเปื้อนจำเป็นต้องอยู่บนฐานข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ที่นิ่งและชัดเจนที่สุด เพราะหากเป็นการตั้งข้อสังเกตที่ขาดผลแล็บ หรือหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับ อาจกลายเป็นการสร้างความตื่นตระหนกที่ย้อนกลับมาซ้ำเติมเศรษฐกิจปากท้องของชาวบ้านในพื้นที่ โดยเฉพาะกลุ่มประมงพื้นบ้านและเกษตรกรที่ต้องพึ่งพาสายน้ำแห่งนี้
ดังนั้นการขับเคลื่อนเรื่องวิกฤตสายน้ำปนเปื้อนต้องทำอย่างรัดกุมและรักษาสมดุลให้ดี ทั้งนี้วิกฤตน้ำปนเปื้อนสารพิษข้ามพรมแดนเป็นเรื่องจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ แต่การเปิดเผยข้อมูลจำเป็นต้องทำอย่างมีระบบและมีกลไกคัดกรองที่แม่นยำ ในรูปแบบฐานข้อมูลกลางแบบบูรณาการ (One Data) ซึ่งเป็นระบบที่รวบรวมข้อมูลจากหลาย ๆ หน่วยงานที่กระจัดกระจายมาไว้ที่เดียวกัน เพื่อให้ทุกฝ่ายใช้ชุดข้อมูลมาตรฐานเดียวกัน
เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบเชิงลบต่อความเชื่อมั่นในห่วงโซ่อาหาร ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมฐานรากของคนเชียงราย-เชียงใหม่ (อำเภอแม่อาย) ทั้งเรื่องข้าวและการประมงท้องถิ่น
รศ.ชูโชคกล่าวต่อว่า ตัวอย่างเช่น มูลค่าสัตว์น้ำในพื้นที่ สัตว์น้ำในลุ่มน้ำเหล่านี้ (กก, สาย, รวก, โขง) เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูง เช่น ปลาแค้ หากเกิดกระแสความกลัวเรื่องสารปนเปื้อน แม้พืชหรือสัตว์น้ำนั้นอาจจะไม่ได้สะสมสารพิษในระดับที่เป็นอันตรายต่อการบริโภคโดยตรง แต่จะทำให้ผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่นและไม่กล้าซื้อทันที
ขณะเดียวกันพื้นที่ลุ่มน้ำในเชียงรายถือเป็นแหล่งปลูกข้าวคุณภาพสูงหลายหมื่นไร่ ซึ่งหากมีความกังวลเรื่องสารปนเปื้อนในน้ำ ก็จำเป็นต้องมีการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ให้ชัดเจนโดยเร็ว เพราะหากไม่มีผลตรวจยืนยันที่แน่ชัด กลไกตลาดและโรงสีอาจจะชะงักการซื้อทันที ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชาวนาในพื้นที่
แม้ปัญหาการปนเปื้อนจะเป็นเรื่องวิกฤตที่ต้องเร่งแก้ไข แต่การนำเสนอข้อมูลต้องอยู่บนฐานความจริงที่มีหลักฐานรองรับอย่างแน่นหนา เพื่อไม่ให้กลายเป็นการซ้ำเติมวิกฤตปากท้องของประชาชน
เมื่อระบบประปาต้องวิ่งหนีสารพิษ
รศ.ชูโชคกล่าวต่อว่า หลักฐานที่สะท้อนว่าปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องที่คิดไปเอง คือความเคลื่อนไหวของการประปาส่วนภูมิภาคเชียงราย ที่ปัจจุบันมีแผนเตรียมย้ายจุดสูบน้ำดิบจากจุดเดิม เพื่อหนีไปพึ่งพาแหล่งน้ำใหม่อย่างน้ำลาวแทน
การย้ายระบบสูบน้ำที่ต้องใช้ท่อแรงดันสูงเช่นนี้ มีต้นทุนงบประมาณการก่อสร้างสูงถึงหลักหลายร้อยล้านบาท ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันในตัวมันเองว่า ปัญหาสารปนเปื้อนในแม่น้ำสายหลักอยู่ในขั้นวิกฤต จนระบบประปาไม่สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงจากแหล่งน้ำเดิมได้อีกต่อไป ในขณะที่โซนแม่อายยังโชคดีที่ใช้ต้นทุนน้ำจากน้ำฝางซึ่งไหลมาจากเชียงดาว จึงยังไม่ได้รับผลกระทบนี้โดยตรง
วงจรเศรษฐกิจสงคราม
รศ.ชูโชคอธิบายเพิ่มเติมว่า หากมองลึกลงไปถึงต้นตอ ปัญหานี้ผูกติดอยู่กับมิติภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อน เหมืองแร่ Rare Earth และเหมืองแร่อื่น ๆ เหล่านี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ยากต่อการบังคับใช้กฎหมายสากล เช่น พื้นที่อิทธิพลของกองกำลังรัฐว้า ซึ่งเหมืองเหล่านี้เกิดขึ้นหลังจากที่ประเทศจีนสั่งห้ามทำในประเทศตัวเอง เนื่องจากปัญหาสิ่งแวดล้อม ทุนเหล่านี้จึงทะลักข้ามพรมแดนเข้ามาตั้งฐานผลิตในพื้นที่ชายแดนแทน
ประเด็นที่น่ากังวลไปกว่านั้นคือ ปัญหานี้ถูกขับเคลื่อนด้วยวงจรเศรษฐกิจสงครามรายได้มหาศาลจากการค้าแร่ Rare Earth และธุรกิจสีเทาอื่น ๆ ถูกแปรสภาพเป็นอาวุธและงบประมาณสำหรับกองกำลังท้องถิ่น เพื่อใช้ในการควบคุมพื้นที่ ทำให้การแก้ปัญหาโดยใช้กลไกปกติชายแดนแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

ปัญหาซับซ้อนเชิงโครงสร้าง
รศ.ชูโชคมองว่า ปัญหาสารพิษในลุ่มน้ำกกมี 3 มิติ และเป็นปมปัญหาที่มีความซับซ้อนเชิงโครงสร้าง
1.ปมภูมิรัฐศาสตร์และทุนข้ามชาติไร้พรมแดน (Transnational Capital & Geopolitics) ความซับซ้อนอันดับแรกคือ “ความลักลั่นของพื้นที่กระทบ” ปัญหานี้เกิดจากกิจกรรมเหมืองแร่ของกลุ่มทุนต่างชาติที่ตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน (เมียนมา) แต่ผลกระทบและน้ำเสียเคมีกลับไหลข้ามพรมแดนเข้ามาตกที่ประเทศไทย กลายเป็นว่าประชาชนไทยในภาคเหนือนับล้านคนต้องกลายเป็นผู้แบกรับต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ตนเองไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย
2.ปมช่องโหว่ทางนโยบายและฐานข้อมูลที่อ่อนแอของรัฐไทย (Policy Gap & Data Weakness) แม้ปัญหาจะยืดเยื้อมานานกว่า 2 ปี แต่หน่วยงานรัฐของไทยยังคงไม่มีการประเมินมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม การขาดฐานข้อมูลความเสียหายข้ามพรมแดน (Transboundary EIA) ที่ชัดเจน ทำให้ภาครัฐขาดอำนาจและหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์ในการเจรจาทางการทูต หรือการเรียกร้องค่าฟื้นฟูเยียวยาความเสียหายระหว่างประเทศ
3.ปมความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างของคนฐานราก (Structural Inequality) ปัญหานี้ตอกย้ำภาพความเหลื่อมล้ำอย่างชัดเจน เมื่อมาตรการแก้ปัญหาของรัฐมักจบลงด้วยการ “สั่งห้าม” เช่น สั่งงดบริโภคปลา ห้ามใช้น้ำดิบ ซึ่งเป็นการผลักภาระและแช่แข็งอาชีพของชาวบ้านและชาวประมงตัวเล็ก ๆ ในพื้นที่ โดยที่ภาครัฐยังไม่มีมาตรการรองรับหรือเยียวยาที่เป็นรูปธรรม ขณะที่ต้นตอของปัญหายังคงไม่ได้รับการแก้ไขในระดับนโยบาย
ชง 3 มาตรการเชิงรุก
รศ.ชูโชคกล่าวว่า เพื่อไม่ให้วิกฤตนี้ลุกลามจนสายเกินแก้ ภาครัฐจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนการทำงานจากการแยกส่วน (ต่างคนต่างตรวจ ทั้งกรมควบคุมมลพิษ, สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค และมหาวิทยาลัย) มาเป็นการจัดการเชิงรุกผ่าน 3 ข้อเสนอหลักคือ
1.ตั้งห้องแล็บส่วนกลาง ติดตามและตรวจสอบสารปนเปื้อนในทุกลุ่มน้ำอย่างต่อเนื่องทุก ๆ 3-6 เดือน เพื่อให้มีฐานข้อมูลที่เป็นเอกภาพ
2.ระบบเตือนภัย Traffic Light โดยต้องทำระบบแจ้งเตือนภัยแบบสีเขียว-เหลือง-ส้ม-แดง เพื่อระบุให้ชัดเจนว่าค่าสารพิษระดับไหนที่เริ่มกระทบต่อการประมงและการเพาะปลูก เพื่อให้ประชาชนรับรู้สถานการณ์ตามจริง โดยไม่ตื่นตระหนกจนทำลายเศรษฐกิจตัวเอง
3.ใช้ข้อมูลขับเคลื่อนนโยบาย (Data-Driven Diplomacy) เมื่อมีข้อมูลเชิงประจักษ์ที่แน่นหนา รัฐบาลไทยต้องใช้ข้อมูลนี้เป็นข้อต่อรองระดับนโยบายกับประเทศจีนในฐานะ “พี่ใหญ่” ซึ่งเป็นผู้ซื้อหลัก เพื่อให้กดดันกลุ่มทุนและกองกำลังในรัฐฉานให้ปรับปรุงกระบวนการผลิตให้ถูกสุขลักษณะและปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม
ถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐต้องมองปัญหาน้ำข้ามพรมแดนให้เป็น “วาระความมั่นคงแห่งชาติ” ก่อนที่สายน้ำที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของภาคเหนือจะกลายเป็นสายน้ำพิษที่ย้อนกลับมาทำลายชีวิตและปากท้องของประชาชนอย่างถาวร
วิกฤตเหมืองแร่ Rare Earth ในรัฐฉาน ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อมที่ไกลตัวอีกต่อไป
แต่กลับกลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่ไหลบ่าข้ามพรมแดนมาตามลุ่มน้ำกก สาย รวก โขง ปัญหานี้ซับซ้อนกว่าที่คิด เพราะมันผูกโยงทั้งเรื่องภูมิรัฐศาสตร์สีเทา เศรษฐกิจ สงคราม
ที่ร้ายแรงที่สุดคือ มันกำลังเขย่าความมั่นคงทางอาหารจนกลายพันธุ์เป็น “ภัยความมั่นคงระดับชาติ” ที่ประชิดรั้วบ้านเราแล้วในเวลานี้
เม็ดเงินมหาศาลจากอุตสาหกรรมเหมืองแร่ในรัฐฉาน กำลังแลกมาด้วยความล่มสลายของระบบนิเวศข้ามพรมแดน สิ่งที่คนลุ่มน้ำเชียงรายและเชียงใหม่ (อำเภอแม่อาย) กำลังเผชิญในวันนี้ ไม่ใช่แค่ภัยคุกคามทางสุขภาพ แต่เป็น “วิกฤตความเชื่อมั่น” ที่กำลังทุบทำลายมูลค่าข้าวปลาอาหารและอาชีพท้องถิ่นให้เสื่อมถอยลงในอนาคตอันใกล้
หาก “ฝุ่นควันข้ามพรมแดน” คือวิกฤตทางอากาศที่มองเห็นด้วยตาในทุกฤดูแล้ง “สารพิษข้ามพรมแดน” ก็คือมหันตภัยเงียบที่กำลังไหลบ่ามากับสายน้ำอย่างไม่มีวันหยุดพัก