Skip to content

‘วรวงศ์ รามางกูร’ ชี้ขึ้น VAT ช่วงเศรษฐกิจขาลง สร้างผลเสียมากกว่าที่คิด

21 พ.ย. 2568 | 10:33น.
‘วรวงศ์ รามางกูร’ ชี้ขึ้น VAT ช่วงเศรษฐกิจขาลง สร้างผลเสียมากกว่าที่คิด

‘วรวงศ์ รามางกูร’ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้ความเห็น ‘ขึ้น VAT ช่วงเศรษฐกิจขาลง สร้างผลเสียมากกว่าที่คิด’

นายวรวงศ์ รามางกูร อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้ความเห็นการขึ้นภาษีในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวเป็นประเด็นที่ “คลาสสิกมาก ๆ” ซึ่งนโยบายการคลังเชิงรัดเข็มขัด (Fiscal Contraction) ที่มีลักษณะ Pro-Cyclical คือเคลื่อนไปในทิศเดียวกับวัฏจักรเศรษฐกิจ ส่งผลซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวมากขึ้น แทนที่จะช่วยประคองเศรษฐกิจให้หันหัวขึ้น ซึ่งงานวิจัยจำนวนมากชี้ให้เห็นผลเสียต่อเศรษฐกิจทั้งโดยตรงและโดยอ้อม

วรวงศ์ รามางกูร
วรวงศ์ รามางกูร

ประการแรก ซ้ำเติมอุปสงค์รวม (Aggregate Demand) ที่อ่อนแออยู่แล้ว

การขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT ซึ่งเป็นภาษีทางอ้อมเก็บจากการบริโภค หรืออีกชื่อหนึ่งคือภาษีบริโภค ทำให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้น ส่งผลให้การบริโภคลดลง หรือก็คือการลดอุปสงค์รวมทั้งหมดของสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งขัดแย้งกับทฤษฎีเศรษฐศาสตร์แบบเคนส์ (Keynesian Aggregate Demand Model) ที่ระบุชัดว่าในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวรัฐควรใช้นโยบายกระตุ้นอุปสงค์รวม ไม่ใช่ดึงลง

ประการที่ 2 เกิดนโยบายรัดเข็มขัดในเวลาที่ไม่เหมาะสม

ยามเศรษฐกิจตกต่ำ รัฐควรใช้นโยบายสวนวัฏจักร (Counter-Cyclical) เช่น ลดภาษี หรือเพิ่มรายจ่ายภาครัฐ ในทางกลับกันการขึ้นภาษีคือการกระทำที่จะให้ผลลัพธ์ตรงกันข้าม และเกิดขึ้นในจังหวะที่ไม่เหมาะสม ส่งผลต่อทิศทางตลาดและการลงทุนในอนาคต

งานวิจัยเรื่อง Fiscal Policy Multipliers ของ Auerbach และ Gorodnichenko (2012) เน้นว่าตัวคูณนโยบายการคลัง (Fiscal Policy Multipliers) มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญในแต่ละช่วงของวัฏจักรเศรษฐกิจ โดยตัวคูณจะใหญ่กว่าในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังถดถอย และมีขนาดเล็กกว่าในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังเติบโต หมายความว่านโยบายการคลังจะมีประสิทธิผลมากกว่าในช่วงที่เศรษฐกิจซบเซาและอัตราการว่างงานสูง ดังนั้น การดึงเงินออกจากประชาชน 1 บาท ผ่านการเพิ่มภาษีจะสามารถลาก GDP ลดลงได้มากกว่า 1 บาท

ประการที่ 3 สร้างผลกระทบประชาชนกลุ่มรายได้น้อยมากกว่ากลุ่มรายได้สูง (Regressive Tax Impact)

เนื่องจากคนรายได้น้อยใช้รายได้ส่วนใหญ่เพื่อการบริโภค ดังนั้น จึงมีสัดส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มที่เสียไปต่อรายได้สูงกว่ากลุ่มคนรายได้สูง ผลก็คือเมื่อเกิดช็อกด้านราคาสินค้า คนจะ “ลดการบริโภคอย่างรุนแรง” เพื่อรักษาสภาพคล่อง นำไปสู่ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มขึ้น

นอกจากนั้น ธุรกิจใหญ่สามารถส่งต่อภาษีมูลค่าเพิ่มไปยังผู้บริโภคได้เกือบหมด แต่ SMEs มักไม่สามารถส่งต่อภาษีไปยังผู้บริโภคได้ทั้งหมดจึงต้องแบกรับภาษีส่วนหนึ่งไว้เอง

ประการที่ 4 ความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Sentiment) แย่ลง

ผู้บริโภคสามารถพยากรณ์ได้ล่วงหน้าว่าราคาสินค้าจะแพงขึ้น (จากภาษีที่เพิ่มขึ้น) อย่างแน่นอน ซึ่งกลไกตามธรรมชาติเมื่อราคาสินค้าแพงขึ้น ผู้บริโภคย่อมปรับลด หรือชะลอการบริโภคลง ขณะที่ภาคธุรกิจย่อมประเมินว่ากำลังซื้อจะหดตัวตาม ผลลัพธ์ทายได้ไม่ยาก การลงทุนจะชะลอตัวลงตามคาดการณ์การบริโภคที่ลดลง สุดท้ายเศรษฐกิจจะชะลอตัวหนักกว่าที่ประเมินไว้

แท็กที่เกี่ยวข้อง

VAT วรวงศ์ รามางกูร