ผลการประชุม COP30 สถานการณ์แยกเป็นสองฝ่าย ในประเด็นการเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล จบลงด้วยการไม่สามารถหาฉันทามติร่วมกันได้
สมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติ (ยูเอ็น) หรือที่ประชุมสมาชิกยูเอ็นว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 30 (Conference of the Parties : COP30) เผยแพร่เอกสารสรุปผลการประชุม COP30 ซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 10-21 พฤศจิกายน 2025 ที่ผ่านมา ในเมืองเบเลง ประเทศบราซิล
ในการประชุมครั้งนี้ เกิดขึ้นในห้วงความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในระดับที่หาได้ยาก แต่บราซิล ซึ่งเป็นประเทศเจ้าภาพ เป็นผู้นำในการดีเบทระดับโลกซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เกี่ยวกับ ‘อนาคตของเชื้อเพลิงฟอสซิล’ เป็นการยกระดับการถกเถียงเรื่องเชื้อเพลิงฟอสซิล และถือเป็นความก้าวหน้าทางการเมือง
แม้จะไม่มีฉันทามติร่วมกัน เนื่องจากมากกว่า 80 ประเทศที่สนับสนุนอย่างชัดเจน ขณะที่มีมากกว่า 80 ประเทศที่คัดค้าน แต่นายอังเดร กอร์เรอา ดู ลาโก (André Corrêa do Lago) ประธานการประชุม COP30 ประกาศกระบวนการพัฒนาแผนงานหลัก 2 ประการ ด้วยความคิดริเริ่มของตนเอง ได้แก่ 1) การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจปลอดเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างยุติธรรม เป็นระเบียบ และเท่าเทียม 2) แผนงานป่าไม้และสภาพภูมิอากาศ เพื่อฟื้นฟูป่าและหยุดยั้งการตัดไม้ทำลายป่า
รอยเตอร์ (Reuters) รายงานว่า COP30 จบลงด้วยการประนีประนอมที่อ่อนแอ สะท้อนจากข้อตกลงที่ละเลยข้อเรียกร้องสำคัญ ๆ ของประเทศสมาชิกส่วนใหญ่ แต่ยกเว้นข้อเรียกร้องหนึ่งข้อที่นับว่ามีน้ำหนัก คือการผูกมัดให้ประเทศร่ำรวยจ่ายเงินเป็นสามเท่าเพื่อช่วยเหลือประเทศอื่น ๆ ในการปรับตัวให้เข้ากับภาวะโลกร้อน
สำหรับประเด็นเชื้อเพลิงฟอสซิล ประธานาธิบดีลุยซ์ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ผู้นำบราซิล เรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ เห็นพ้องในแผนงาน เพื่อส่งเสริมคำมั่นสัญญาของ COP28 ที่จะเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล แต่การประชุมสุดยอดครั้งนี้ กลับกลายเป็นเส้นทางที่ไร้จุดหมาย เพราะชาติอาหรับที่ร่ำรวยจากน้ำมันและชาติอื่น ๆ ที่พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ต่างปิดกั้นการกล่าวถึงประเด็นนี้ และจบลงด้วยการจัดทำแผนงานขึ้นกับความสมัครใจของประเทศสมาชิก ซึ่งแต่ละประเทศสามารถลงนามเข้าร่วมหรือไม่ก็ได้
ผลลัพธ์ดังกล่าว มีความคล้ายคลึงกับ การประชุม COP27 ที่อียิปต์และ COP28 ที่อาเซอร์ไบจาน ซึ่งประเทศต่าง ๆ ตกลงที่จะใช้จ่ายงบประมาณมากขึ้น เพื่อแก้ไขอันตรายจากสภาพภูมิอากาศ แต่ละเลยสาเหตุหลักของการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ
โดย The International Institute for Sustainable Development (IISD) องค์กรอิสระที่ไม่แสวงหาผลกำไรและเป็นคลังสมองเพื่อสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในเมืองวินนิเพก ประเทศแคนาดา ระบุถึงภูมิหลังของความพยายามลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลว่า ในการประชุม COP 28 ที่ดูไบ รัฐบาลต่าง ๆ มุ่งหน้าสู่ก้าวสำคัญทางประวัติศาสตร์ เพื่อเพิ่มสาระสำคัญให้กับเป้าหมายของ ข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ด้วยการมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนผ่านจากเชื้อเพลิงฟอสซิลในระบบพลังงานอย่างยุติธรรม เป็นระเบียบ และเท่าเทียม
สองปีต่อมา คำมั่นสัญญานั้นก็ยังไม่แน่นอน โดยรัฐบาลจากประเทศต่าง ๆ ยังคงดำเนินนโยบายที่ไปในทิศทางตรงกันข้าม แผนการผลิตในปัจจุบันทำให้ประเทศต่าง ๆ สกัดเชื้อเพลิงฟอสซิลเพิ่มขึ้นกว่า 120% ภายในปี 2030 สอดคล้องกับการจำกัดอุณหภูมิโลกไว้ไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียสเหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม อีกทั้งยังไม่มีความคืบหน้าใด ๆ เกี่ยวกับวาระ “การเปลี่ยนผ่าน” ในการประชุม COP29 ที่ผ่านมา
แต่ในเดือนกรกฎาคม 2025 ความเห็นที่ปรึกษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศยืนยันว่า การขยายตัวของเชื้อเพลิงฟอสซิล รวมถึงการอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล อาจถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ
ในขณะที่การพัฒนาพลังงานสะอาดปรับเปลี่ยนตลาด ส่งผลให้ความต้องการเชื้อเพลิงฟอสซิลลดลง ประเทศผู้ผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ไม่สามารถกระจายความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจได้ ต้องเผชิญกับความเสี่ยงทางกฎหมายและความผันผวนของตลาดเพิ่มมากขึ้น
นอกจากนี้ในด้านป่าไม้ ด้วยเมืองเบเลง ซึ่งเป็นสถานที่จัดการประชุม COP30 ครั้งนี้ เป็นเมืองในแถบป่าแอมะซอน ทำให้บราซิลสามารถประกาศถึงความสำคัญของป่าไม้ที่เหลืออยู่ของโลก เพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญแก่ชนพื้นเมืองราว 500 คน ซึ่งถูกมองว่า เป็นผู้ดูแลพื้นที่ธรรมชาติเหล่านี้
บรรดาประเทศที่เข้าร่วมการประชุม COP30 ประกาศเงินทุนสนับสนุนด้านป่าไม้รวม ประมาณ 9.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3 แสนล้านบาท) รวมถึงเงินเกือบ 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.2 แสนล้านบาท) สำหรับกองทุนป่าไม้เขตร้อนที่เป็นเรือธงของบราซิล และอีก 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8 หมื่นล้านบาท) สำหรับโครงการริเริ่มเพื่อคองโก
แต่สุดท้ายแล้ว การประชุมสุดยอดครั้งนี้ก็จบลงด้วยความผิดหวังจากหลายฝ่าย เนื่องจากประเทศผู้เจรจาต่างยุติความพยายามในการจัดทำโรดแมปเพื่อบรรลุคำมั่นสัญญาที่จะลดการตัดไม้ทำลายป่าให้เป็นศูนย์ในปี 2030 และไม่ได้ให้การรับรองในการปกป้องผืนดินของตน
ขณะที่นายโมฮัมเหม็ด ชาฮิม สมาชิกรัฐสภายุโรป พรรคแรงงานดัตช์ (PvdA) และกลุ่มพันธมิตรสังคมนิยมและประชาธิปไตย ซึ่งทำหน้าที่เป็นรองประธานคณะผู้แทนของสหภาพยุโรป (อียู) ในการเข้าร่วมการประชุม COP30 กล่าวว่า ผลลัพธ์การประชุม เป็นเพียงพื้นฐานเล็ก ๆ น้อย ๆ สำหรับการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศทั่วโลก แต่การดำเนินงานจริง ยังไม่เพียงพอที่จะตอบสนองต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่เร่งด่วนนี้ได้ ผลลัพธ์นี้ยืนยันว่า ช่องว่างระหว่างความทะเยอทะยานด้านสภาพภูมิอากาศกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม ยังคงมีขนาดใหญ่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง และนี่ไม่ใช่ก้าวสำคัญที่โลกต้องการในตอนนี้
ในการประชุม COP30 ครั้งนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ปฏิเสธเข้าร่วมการประชุม และไม่ได้ส่งตัวแทนเข้าร่วมการประชุมเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ อีกทั้งยังเยาะเย้ยการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศว่า “เป็นเพียงเรื่องหลอกลวง”
อ้างอิง : COP30, Reuters, European Parliament, IISD