จากเหตุการณ์อุทกภัยรุนแรงในหลายจังหวัดทางภาคใต้ของประเทศไทย ที่ส่งผลให้การเรียนของเด็กจำนวนมากต้องหยุดชะงัก ผลสำรวจล่าสุดจากยูนิเซฟ-นิด้าชี้ให้เห็นว่า หากมีการเตรียมความพร้อมที่ดีขึ้น ความเสียหายและการหยุดชะงักของการเรียนจะสามารถป้องกันหรือบรรเทาได้อย่างมีนัยสำคัญ
โดยผลสำรวจซึ่งจัดทำก่อนเกิดสถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงครั้งนี้ พบว่าโรงเรียนในจังหวัดสงขลา ยะลา และนราธิวาส มักเผชิญกับพายุฝนตกหนักและน้ำท่วมซ้ำ ๆ ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา แต่โรงเรียนจำนวนมากยังขาดความพร้อมในการรับมือน้ำท่วมและภัยจากสภาพภูมิอากาศที่รุนแรง ประสบปัญหาในการเข้าถึงสาธารณูปโภคและสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะน้ำดื่มสะอาด
นอกจากนี้ ยังขาดการฝึกอบรม ขาดทรัพยากรในการปกป้องเด็ก และไม่สามารถจัดการเรียนการสอนต่อเนื่องได้เมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติฉุกเฉิน
ข้อมูลของกระทรวงศึกษาธิการระบุว่า อุทกภัยครั้งล่าสุดในภาคใต้ ส่งผลกระทบต่อนักเรียนเกือบ 148,000 คน และครู 8,290 คน และโรงเรียน 1,090 แห่งได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะที่จังหวัดสงขลา ซึ่งขณะนี้ชุมชนต่าง ๆ กำลังเริ่มกระบวนการฟื้นฟูซึ่งอาจใช้เวลายาวนาน
ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 17 ในดัชนีความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ (CRI) ปี 2569 ของ Germanwatch จากอันดับที่ 72 ในปี 2566 ซึ่งสะท้อนถึงความเปราะบางที่เพิ่มขึ้นของประเทศต่อภัยสภาพอากาศรุนแรง

ขณะเดียวกัน รายงาน Over the Tipping Point ของยูนิเซฟในปี 2566 ระบุว่า เด็กจำนวน 10.8 ล้านคนในประเทศไทย เผชิญความเสี่ยงสูงจากอุทกภัยและภัยแล้ง และเด็กที่เกิดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ในปัจจุบันกำลังเผชิญภัยพิบัติที่เกี่ยวเนื่องกับสภาพภูมิอากาศมากกว่าคนรุ่นปู่ย่าตายายถึง 6 เท่า
การสำรวจ “ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความช่วยเหลือที่โรงเรียนต้องการ” จัดทำโดยยูนิเซฟและนิด้า ระหว่างเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2568 โดยเก็บข้อมูลจากโรงเรียนของรัฐ 329 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงโรงเรียนเฉพาะความพิการ 14 แห่ง ซึ่งตั้งอยู่ใน 14 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบรุนแรงในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยในภาคใต้ตอนล่างเก็บข้อมูลจากโรงเรียน 49 แห่งในสงขลา, 24 แห่งในยะลา และ 37 แห่งในนราธิวาส
โรงเรียนในทั้ง 3 จังหวัดสะท้อนสถานการณ์ในทิศทางเดียวกัน คือ การเผชิญพายุฝนตกหนัก น้ำท่วม และการเรียนที่ต้องหยุดชะงักบ่อยครั้ง ตัวอย่างเช่น โรงเรียนเกือบ 80% ในจังหวัดสงขลาระบุว่า นักเรียนได้รับผลกระทบในการเข้าถึงบริการสาธารณูปโภค และสิ่งจำเป็นในการดำรงชีพ โดยเฉพาะน้ำดื่มและอาหารที่สะอาด

ขณะที่ในยะลา โรงเรียนกว่า 3 ใน 4 แห่ง คาดว่าในอนาคตอาจเกิดผลกระทบด้านสุขภาพและชีวิตของนักเรียน เช่น การเจ็บป่วย บาดเจ็บ หรือเสียชีวิตจากภัยพิบัติ ส่วนนราธิวาส ซึ่งเผชิญภัยสภาพอากาศรุนแรง เช่น พายุฝนตกหนักและน้ำท่วมบ่อยที่สุด พบว่าโรงเรียนกว่าร้อยละ 70 ประสบปัญหาการเข้าถึงสาธารณูปโภค อาคารเรียนเสียหาย และทำให้มีการหยุดการเรียนการสอน
ผลสำรวจยังพบช่องว่างด้านการเตรียมความพร้อมอย่างชัดเจนทั่วทั้งภูมิภาค ครูประมาณครึ่งหนึ่งระบุว่า ไม่เคยได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการปรับตัวมาก่อน หลายโรงเรียนประเมินว่าความพร้อมของตนเองอยู่เพียง “ระดับปานกลาง” โดยนักเรียนส่วนใหญ่ยังมีความรู้จำกัดเกี่ยวกับภาวะโลกรวนและการรับมือกับสภาพอากาศรุนแรง
โรงเรียนกว่า 3 ใน 4 แห่งในทั้ง 3 จังหวัดเห็นตรงกันว่า การอบรมด้านการรับมือกับสภาพภูมิอากาศรุนแรงสำหรับครูและนักเรียน ระบบเตือนภัยล่วงหน้า และการจัดกิจกรรมเตรียมความพร้อมในโรงเรียน เป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ นอกจากนี้ โรงเรียนจำนวนมากรายงานว่า แทบไม่ได้รับความช่วยเหลือหลังเกิดเหตุภัยพิบัติครั้งก่อน ๆ
เซเวอรีน เลโอนาร์ดี รองผู้อำนวยการ องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า เด็กทุกคนจำเป็นต้องได้รับการปกป้องที่เข้มแข็งขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงและป้องกันการสูญเสียการเรียนรู้ ทั้งในเรื่องการเข้าถึงน้ำสะอาด อาหาร สุขอนามัย ห้องเรียนที่ปลอดภัย หรือการอบรมครู

ในสถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงครั้งนี้ ยูนิเซฟได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อตอบสนองความต้องการเร่งด่วน โดยจัดส่งชุดสุขอนามัยและสิ่งของจำเป็นให้แก่เด็กและครอบครัวเกือบ 18,000 คน ในสงขลา ปัตตานี นราธิวาส และยะลา พร้อมทั้งจัดส่งของใช้สำหรับทารกและ “ถุงมหัศจรรย์” ที่บรรจุของเล่น หนังสือระบายสี และสื่อการเรียนรู้ เพื่อช่วยให้เด็กยังคงได้เล่นและเรียนรู้ต่อเนื่องในช่วงเวลาที่ยากลำบาก
นอกจากนี้ ยูนิเซฟยังพร้อมสนับสนุนรัฐบาลและหน่วยงานการศึกษา ในการช่วยให้เด็กกลับเข้าเรียนโดยเร็วที่สุด และจัดพื้นที่เรียนรู้สำหรับเด็ก รวมถึงการให้ความช่วยเหลือแบบเงินสดแก่ครอบครัวที่เปราะบางที่สุด เพื่อให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายด้านชุดนักเรียนและอุปกรณ์ที่จำเป็น
ในระยะยาว ยูนิเซฟกำลังทำงานร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และพันธมิตรอื่น ๆ เพื่อผลักดัน “การศึกษาเพื่อรับมือสภาพภูมิอากาศ (Climate Smart Education)” เพื่อให้โรงเรียนทั่วประเทศมีความปลอดภัย ยืดหยุ่น และครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ท่ามกลางสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ขณะนี้ยูนิเซฟและพันธมิตรกำลังจัดทำแนวทางการเตรียมพร้อมโรงเรียน ให้มีโครงสร้างพื้นฐานและระบบที่สามารถรองรับสภาพภูมิอากาศรุนแรงได้ดียิ่งขึ้น