Skip to content

ไทย-กัมพูชา Drone Warfare ชัยชนะอยู่ที่ระบบข้อมูลและครองมิติทางอากาศ

18 ธ.ค. 2568 | 09:01น.
ไทย-กัมพูชา Drone Warfare ชัยชนะอยู่ที่ระบบข้อมูลและครองมิติทางอากาศ
คอลัมน์​ : Pawoot.com
ผู้เขียน : ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ

การรบระหว่างไทยและกัมพูชาในรอบล่าสุด หากมองเพียงผิวเผินอาจดูเป็นความขัดแย้งชายแดนที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหมือนในอดีต แต่ถ้ามองให้ลึกลงไป สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริง ๆ คือการเปลี่ยนผ่านของรูปแบบสงครามอย่างมีนัยสำคัญ จากสงครามภาคพื้นดินแบบดั้งเดิม ไปสู่สงครามที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ข้อมูล และระบบมากกว่ากำลังพลล้วน ๆ และสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดของการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้คือการเข้าสู่ยุค Drone Warfare อย่างเต็มรูปแบบ

ในช่วงที่ผ่านมา มีรายงานอย่างต่อเนื่องว่าทหารไทยตามแนวชายแดนสามารถยิงสกัดโดรนของฝ่ายกัมพูชาที่บินล้ำเข้ามาในอาณาเขตไทยได้หลายครั้ง โดยเฉพาะในพื้นที่ยุทธศาสตร์อย่างช่องอานม้า จังหวัดอุบลราชธานี สิ่งที่น่าสนใจคือ โดรนเหล่านี้ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสอดแนม แต่บางลำถูกดัดแปลงให้สามารถบรรทุกวัตถุระเบิดหรือกระสุนปืน เพื่อใช้โจมตีเป้าหมายภาคพื้นโดยตรง นี่คือภาพสะท้อนว่าสงครามชายแดนไม่ได้อยู่ในระดับการเฝ้าระวังอีกต่อไป แต่ถูกยกระดับไปสู่การใช้อากาศยานไร้คนขับเป็นอาวุธในสนามรบจริง

หากย้อนกลับไปดูการปะทะในช่วงก่อนหน้า ประเทศไทยเริ่มใช้โดรนในลักษณะของการทดลอง โดยมักปรากฏในช่วงท้ายของการรบ และใช้ในภารกิจเฉพาะจุด แต่การรบในระลอกล่าสุด สะท้อนว่าทั้งสองฝ่ายนั้นเริ่มมองโดรนเป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลัก ไม่ใช่เพียงเครื่องมือเสริมอีกต่อไป โดรนถูกนำมาใช้แทนหรือเสริมการยิงปืนใหญ่ในบางสถานการณ์ เพราะสามารถโจมตีได้แม่นยำกว่า เคลื่อนที่เร็วกว่า และลดความเสี่ยงต่อกำลังพลอย่างมีนัยสำคัญ

การตอบโต้ของฝ่ายไทยก็สะท้อนการยกระดับเชิงยุทธศาสตร์เช่นกัน กองทัพไทยได้ใช้ทั้งโดรนติดอาวุธและปืนใหญ่ในการโจมตีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของกัมพูชา โดยมุ่งทำลายฐานปฏิบัติการและโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับระบบโดรน หนึ่งในกรณีที่ถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวางคืออาคารกาสิโนในพื้นที่ชายแดน ซึ่งถูกดัดแปลงให้กลายเป็นฐานปฏิบัติการโดรน ภาพนี้สะท้อนว่าสงครามยุคใหม่ทำให้เส้นแบ่งระหว่างโครงสร้างพลเรือนและโครงสร้างทางทหารลดลงอย่างมาก

สิ่งที่น่าสนใจคือ การรบในลักษณะนี้ไม่ได้มุ่งเน้นการปะทะกันโดยตรงของกำลังพล แต่เป็นการโจมตีไปที่จุดปฏิบัติการของระบบ ไม่ว่าจะเป็นศูนย์ควบคุม ระบบสื่อสาร หรือโครงข่ายสนับสนุนทางเทคโนโลยี หากระบบเหล่านี้ถูกทำลาย การรบในพื้นที่ก็จะเสียเปรียบทันที แม้จะยังมีกำลังพลอยู่ก็ตาม นี่คือแนวคิดของสงครามยุคใหม่ที่เน้นการทำลายระบบมากกว่าการยึดพื้นที่

ในขณะเดียวกัน ฝ่ายไทยเองก็ยกระดับการป้องกันภัยคุกคามจากโดรนอย่างจริงจัง ทั้งการใช้ระบบต่อต้านโดรน การตรวจจับสัญญาณ และการประสานงานกับประชาชนในพื้นที่เพื่อแจ้งเบาะแส สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าการรับมือกับสงครามยุคใหม่ไม่สามารถพึ่งพาเฉพาะกองทัพได้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยระบบข้อมูลและการมีส่วนร่วมของสังคมโดยรวม

อีกมิติหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือการที่ทหารไทยเริ่มนำโดรนพลีชีพที่พัฒนาและผลิตโดยคนไทยมาใช้ในการปฏิบัติการจริง นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของอาวุธ แต่เป็นสัญญาณเชิงโครงสร้างว่าประเทศไทยเริ่มขยับจากผู้ใช้เทคโนโลยี ไปสู่ผู้พัฒนาเทคโนโลยีด้านความมั่นคงด้วยตนเอง ซึ่งในระยะยาว ความสามารถในการพัฒนาและปรับแต่งระบบได้เองจะเป็นความได้เปรียบที่สำคัญกว่าการจัดหาอาวุธจากภายนอก

เมื่อมองภาพใหญ่ของการรบครั้งนี้ จะเห็นว่าสงครามไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในมิติทางกายภาพ แต่ยังขยายไปสู่สงครามข้อมูล และสงครามการรับรู้ การเผยแพร่คลิปโดรน การรายงานเหตุปะทะ และกระแสในสื่อสังคมออนไลน์ ล้วนกลายเป็นข้อมูลที่สะท้อนของสังคมแบบเรียลไทม์ การวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้รัฐสามารถประเมินสถานการณ์ ควบคุมข่าวปลอม และรักษาเสถียรภาพทางสังคมในช่วงวิกฤตได้ดีขึ้น

สุดท้ายแล้วการรบระหว่างไทยและกัมพูชาในระลอกนี้จึงไม่ใช่แค่เหตุการณ์เฉพาะหน้า แต่เป็นบทเรียนสำคัญของสงครามยุคใหม่ที่โดรน ดาวเทียม ข้อมูล และเทคโนโลยี กำลังกลายเป็นอาวุธหลักไม่แพ้อาวุธหนักแบบเดิม ประเทศที่อยู่รอดได้ในโลกเช่นนี้ไม่ใช่ประเทศที่มีปืนมากที่สุด แต่คือประเทศที่เข้าใจระบบ มองเกมขาด และปรับตัวได้เร็วกว่าการเปลี่ยนแปลงของโลก

สงครามวันนี้จึงไม่ได้วัดกันที่เสียงปืนดังแค่ไหน แต่วัดกันที่ใครเข้าใจสนามรบได้ลึกกว่า ใครใช้ข้อมูลได้ฉลาดกว่า และใครสามารถเปลี่ยนเทคโนโลยีให้กลายเป็นความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ได้จริง ซึ่งนี่คือโจทย์ใหญ่ที่ประเทศไทยต้องคิดให้ไกลกว่าการรบเฉพาะหน้า

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ขายแดนไทย-กัมพูชา โดรน