ฟอร์ด ชี้ตลาดรถปิกอัพยังอยู่ในภาวะทรงตัว แม้ผ่านจุดต่ำสุด ขายแค่หมื่นคัน ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ผลจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ ไฟแนนซ์เข้ม ทั้งยังเผชิญรถจีนใช้กลยุทธ์ราคา ทำตลาดรถยนต์เปลี่ยน ตลาดปิกอัพไม่มีฤดูกาลขาย คาดปีหน้าตลาดรถยนต์ขายที่ 6.2 แสนคัน ส่วนปิกอัพยังต้องประคองตัว
นายรัฐการ จูตะเสน กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย เปิดเผยถึงภาพรวมตลาดรถยนต์ในปี 2569 ว่า ตลาดจะอยู่ในภาวะทรงตัว หรือมียอดขายประมาณ 620,000 คัน เพิ่มขึ้นจากปีนี้ ที่คาดว่าจะขายที่ 610,000 คัน โต 3% จากปี 2567 ที่ทำได้ 574,000 คัน ขณะที่ฟอร์ดนั้นตั้งเป้ายอดขายปี 2569 ไว้ ใกล้เคียงกับปีนี้ คือ 18,000 คัน
โดยในส่วนของตลาดรถปิกอัพขนาด 1 ตันนั้นแม้ว่าจะผ่านจุดที่ต่ำสุดไปแล้ว คือเมื่อเดือนตุลาคม 2568 ที่ผ่านมาที่มียอดเพียง 10,000 คัน โดยฟอร์ดเชื่อว่าตลาดรถปิกอัพจะค่อย ๆ ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย
คาดว่าตลาดรถปิกอัพจะมียอดขายเฉลี่ย 11,500-12,000 คันต่อเดือน และอยู่ในภาวะทรงตัว จากที่มียอดขายอยู่ที่ระดับ 10,000-11,000 คันต่อเดือน หรือมียอดขายทั้งปีที่ 140,000-145,000 คัน
สาเหตุที่ทำให้ตลาดรถปิกอัพทรงตัวนั้น ส่วนหนึ่งเนื่องจากตลาดรถยนต์มีการแข่งขันที่ดุเดือด แม้ว่าการส่งสัญญาณจากค่ายรถยนต์ผ่านมาตรการ กระบะพี่มีคลังค้ำ ออกมา แต่ไฟแนนซ์และสถาบันการเงินมีความเข้มงวดอย่างต่อเนื่อง เพื่อควบคุมหนี้เสีย อีกทั้งมาตรการต่าง ๆ ของภาครัฐยังไม่เห็นผล
ทำให้สภาพเศรษฐกิจโดยรวมที่ยังชะลอตัวโดยเฉพาะในตลาดรถปิกอัพ ที่จะเห็นได้ว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคและสภาพตลาดไม่มีเรื่องของฤดูกาลขายเข้ามาเกี่ยวข้องอีกต่อไป นับตั้งแต่ปี 2566-2567 เป็นต้นมา จากเดิมที่จะช่วงหน้าขายช่วงไฮซีซั่น ฤดูกาลเก็บเกี่ยวพืชผลทางการเกษตรอาจจะมีผลบ้าง แต่โดยรวมแล้วทุกอย่างเปลี่ยนไป
ประกอบกับการเข้ามาทำตลาดของค่ายรถยนต์อีวีจีนทำให้ตลาดรถยนต์เปลี่ยนไป หลังจากค่ายจีนนำเสนอสินค้าที่ราคาค่อนข้างต่ำอย่างรถเอสยูวี ราคาต่ำกว่า 600,000 บาท หรือกลุ่มรถยนต์นั่งราคาต่ำกว่า 400,000 บาท ตรงนี้ได้ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างราคาจำหน่ายรถยนต์ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา เพราะผู้บริโภคมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป และส่งผลกับตลาดรถปิกอัพเช่นเดียวกัน
“เราจะได้เห็นการเติบโตของตลาดปิกอัพในประเทศไทยจากเดิมเป็นช่วงฤดูกาลขายมาก่อนหน้านี้ ตั้งแต่ปีก่อน ส่วนปีนี้ยอดขายปิกอัพได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และจากนี้ไปอาจจะต้องใช้เวลาอีกระยะ ในการปรับตัวเพื่อให้ตลาดฟื้นกลับมา”
สำหรับฟอร์ด เน้นทำตลาดในกลุ่มของกระบะ ไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะรุ่นดับเบิลแค็บ แบบ 4 ประตูเป็นหลัก ทำให้ปีนี้ยอดขายรถยนต์ฟอร์ดเรนเจอร์ยังคงสามารถรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดไว้ได้ที่ 7.8% ขณะที่ฟอร์ด เอเวอเรสต์ มีส่วนแบ่งทางการตลาดที่ 15%
นายรัฐการยอมรับว่า ผลจากการทำตลาดของค่ายรถยนต์ ทำให้ฟอร์ดต้องปรับแผนการดำเนินธุรกิจและเป้าหมายทางการตลาด อย่างรถฟอร์ด เอเวอเรสต์ จากเดิมที่วางแผนการขายไว้จาก 570 คัน จะเพิ่มเป็น 700 คันต่อเดือนนั้น แต่ปรากฏว่า หลังจากค่ายจีนแนะนำรถเอสยูวี ออกสู้ด้วยราคาที่จูงใจ ส่งผลกระทบต่อยอดขายฟอร์ดเช่นเดียวกัน โดยเอเวอเรสต์ขายได้ 530 คันต่อเดือน
สำหรับแผนในปี 2569 ฟอร์ดเตรียมแนะนำรถยนต์ ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ดิวตี้ ออกสู่ตลาด เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าผู้ใช้งานแร็พเตอร์เดิม และกลุ่มผู้ประกอบการฟลีตเหมืองแร่ ป่าไม้ ผู้รับเหมา ผู้ที่ต้องการใช้รถเพื่อรองรับการใช้งานบรรทุกและการใช้งานหนัก โดยนำเสนอให้เป็นรถกระบะไลฟ์สไตล์เพื่อการใช้งานออกสู่ตลาด ซึ่งคาดว่าน่าจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี
โดยเฉพาะในตลาดรถยนต์ปิกอัพแบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่ปัจจุบันมีความต้องการรวม 900 คันต่อเดือน หรือมีส่วนแบ่งประมาณ 8% ของยอดขายปิกอัพโดยรวม ขณะที่รุ่นดับเบิลแค็บ ไฮไลเนอร์ มีส่วนแบ่ง 27% ของตลาดรวม และฟอร์ดมีส่วนแบ่งในกลุ่มนี้ 16%
ส่วนปิกอัพยกสูง ไฮไลเนอร์ มีส่วนแบ่ง 6% ฟอร์ดมีส่วนแบ่ง 10% และรุ่นโลว์ไลเนอร์