Skip to content

นายกฯ สปส.ชี้รถโดยสารวิกฤต ต้นทุนน้ำมันพุ่ง คนขับขาดแคลน เสนอปรับกฎหมายล้าหลัง

25 ธ.ค. 2568 | 15:40น.
นายกฯ สปส.ชี้รถโดยสารวิกฤต ต้นทุนน้ำมันพุ่ง คนขับขาดแคลน เสนอปรับกฎหมายล้าหลัง

นายกสมาคมผู้ประกอบการรถโดยสารไทยสะท้อนปัญหาธุรกิจช่วงปีใหม่ ต้นทุนน้ำมันพุ่ง ค่าโดยสารถูกคุม คนขับขาดแคลนหนัก พร้อมเสนอรัฐปรับกฎหมาย และออกมาตรการช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรม

ดร.สุริยะ แกล้วทนงค์ นายกสมาคมผู้ประกอบการรถโดยสารไทย (สปส.) เปิดเผยถึงสถานการณ์วิกฤตของธุรกิจรถโดยสารในช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยชี้ให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับ ทั้งด้านต้นทุนพลังงาน การขาดแคลนบุคลากร และข้อจำกัดด้านกฎหมายที่ใช้มานานกว่า 40 ปี ซึ่งส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันและการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีสะอาดในอนาคต

แบกต้นทุนน้ำมันพุ่งช่วงปีใหม่ ย้ำเน้นบริการมากกว่ากำไร

ดร.สุริยะ ระบุว่า ปัจจุบันต้นทุนหลักของผู้ประกอบการกว่าส่วนใหญ่คือน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งราคามีความผันผวนตามตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่อัตราค่าโดยสารยังคงถูกควบคุมโดยภาครัฐ ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถปรับราคาให้สะท้อนความเป็นจริงได้ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่การจราจรติดขัดอย่างหนัก จากระยะเวลาเดินทางปกติ 14 ชั่วโมง อาจเพิ่มขึ้นเป็น 20-22 ชั่วโมง ส่งผลให้รถสิ้นเปลืองน้ำมันมากขึ้นหลายเท่าตัว

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเทศกาลนี้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เน้นการ “ขอความร่วมมือ” เพื่อบริการประชาชนให้เดินทางกลับภูมิลำเนาได้อย่างปลอดภัยมากกว่าการมุ่งหวังกำไร โดยเสนอให้รัฐบาลพิจารณาจัดสรรงบประมาณอุดหนุนส่วนต่างต้นทุน หรือมีโครงการพิเศษเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ แทนการผลักภาระไปที่ค่าตั๋วของประชาชน

วิกฤตขาดแคลนคนขับรถ เสนอปลดล็อกแรงงานต่างด้าว

ปัญหาที่น่ากังวลที่สุดในขณะนี้คือการ “ขาดแคลนพนักงานขับรถ” เนื่องจากเป็นอาชีพที่ทำงานหนัก มีความเสี่ยงสูง และรายได้ไม่จูงใจเมื่อเทียบกับภาระงาน ทำให้แรงงานรุ่นใหม่ไม่เข้าสู่ระบบ ในช่วงเทศกาลผู้ประกอบการต้องจ่ายค่าตอบแทนพิเศษ (OT) สูงขึ้นเพื่อดึงดูดคนขับ ซึ่งถือเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดร.สุริยะ ได้เสนอแนวทางแก้ไขอย่างยั่งยืน โดยขอให้ภาครัฐพิจารณาแก้กฎหมายเพื่ออนุญาตให้ “แรงงานต่างด้าว” สามารถเข้ามาประกอบอาชีพขับรถโดยสารได้ เหมือนกับในหลายประเทศที่พัฒนาแล้ว เพื่อช่วยเติมเต็มช่องว่างของตลาดแรงงานที่ขาดแคลนอย่างมาก

เสนอรัฐโละกฎหมายขนส่งปี 2522 ที่ล้าหลัง

นายกสมาคมได้สะท้อนปัญหาเรื่องกฎระเบียบ โดยเฉพาะพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 ซึ่งใช้มานานกว่า 40 ปี และไม่สอดคล้องกับสภาพถนนในปัจจุบัน เช่น การจำกัดความเร็วรถโดยสารไว้ที่ 80 กม./ชม. แม้จะวิ่งบนถนนที่มี 6-8 เลนก็ตาม ส่งผลให้รถโดยสารใช้เวลาเดินทางนานกว่าที่ควรจะเป็น และเสียเปรียบในการแข่งขันกับสายการบินราคาประหยัดหรือรถไฟความเร็วสูง

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่องการตรวจสภาพรถที่ซ้ำซ้อนและบ่อยเกินจำเป็นสำหรับรถเสริมในช่วงเทศกาล ซึ่งสร้างภาระค่าใช้จ่ายแฝงและทำให้พนักงานขับรถไม่ได้พักผ่อนเพียงพอ จึงอยากให้รัฐปรับเกณฑ์การตรวจสภาพให้มีระยะเวลาที่เหมาะสม เช่น ทุก 30-90 วัน แทนการตรวจทุกครั้งที่มีการวิ่งเสริม

EV Bus ยังไม่ใช่คำตอบของรถทางไกล หากรัฐไม่ช่วยอุดหนุน

สำหรับนโยบายการผลักดันรถโดยสารไฟฟ้า (EV Bus) ดร.สุริยะ ชี้แจงว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีนี้ยังเหมาะสมเพียงแค่รถวิ่งในเมือง (City Bus) เท่านั้น เนื่องจากรถทางไกลข้ามจังหวัดยังมีข้อจำกัดเรื่องระยะทางการวิ่งต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (ประมาณ 300 กม.) และระยะเวลาการชาร์จที่นานเกินไป รวมถึงราคารถที่สูงกว่ารถปกติถึง 1.5-2 เท่า (คันละ 7-10 ล้านบาทขึ้นไป)

หากรัฐบาลต้องการให้เกิดการเปลี่ยนผ่านอย่างจริงจัง ควรเข้ามาสนับสนุนใน 3 ด้านหลัก คือ

1.ภาษีนำเข้า : ปรับลดภาษีเพื่อให้ราคารถถูกลง

2.งบประมาณอุดหนุน : สนับสนุนงบประมาณจัดซื้อแบบ 50/50 หรือ 1 ใน 3 เพื่อลดภาระการลงทุน

3.โครงสร้างพื้นฐาน : เร่งขยายจุดชาร์จไฟฟ้าให้ครอบคลุมเส้นทางข้ามจังหวัด

เสียงสะท้อนถึงรัฐบาลใหม่

ในช่วงท้าย ดร.สุริยะ ได้ฝากถึงรัฐบาลและผู้กำหนดนโยบายว่า ที่ผ่านมาการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีแต่ละครั้ง (เช่น จากน้ำมันเป็น NGV หรือ NGV เป็นไฟฟ้า) ผู้ประกอบการเป็นผู้แบกรับภาระการลงทุนเองทั้งหมด จึงอยากให้รัฐบาลใหม่มองเห็นปัญหาหน้างานจริง และสนับสนุนงบประมาณที่เป็นรูปธรรมในการพัฒนาอุตสาหกรรมรถโดยสารไทยให้มีคุณภาพและความปลอดภัยทัดเทียมสากล โดยไม่ปล่อยให้ผู้ประกอบการต้องสู้เพียงลำพังในสภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้