รศ.ดร.วิษณุ ฝากถึงรัฐบาลชุดใหม่ ใช้สุขภาพประชาชนเป็นตัวตั้ง เร่งจัดการ PM2.5 แบบเชิงโครงสร้าง แทนการแก้ปลายเหตุ ย้ำทุกลมหายใจที่เสียไปคือความสูญเสียทางเศรษฐกิจระดับล้านล้านบาท
‘รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช’ อาจารย์ประจำภาควิชาเศรษฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หนึ่งในนักเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมแถวหน้าของประเทศ เปิดเผยกับ ประชาชาติธุรกิจ ว่า เขาปรารถนาจะเห็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ในการรักษาผลประโยชน์ของชาติอย่างยั่งยืน มากกว่าการมุ่งเน้นนโยบายประชานิยมในลักษณะมาตรการเยียวยาระยะสั้นหรือการจัดสรรงบประมาณแบบฉาบฉวยเพื่อหวังผลคะแนนเสียง ยกตัวอย่างเช่น นโยบายอุดหนุนภาคเกษตรกรรมโดยขาดกลไกส่งเสริมการปรับตัวเชิงโครงสร้าง ซึ่งแม้จะสร้างความพึงพอใจในระยะสั้น แต่กลับส่งผลเสียต่อวินัยการคลังและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
ประการสำคัญ ผู้นำยุคใหม่ต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการมุ่งเน้นเพียงการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) มาเป็นการสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ปัจจุบัน GDP ของประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 25 ของโลก แต่ดัชนีคุณภาพสิ่งแวดล้อมกลับรั้งท้ายอยู่ในอันดับเกือบร้อย ความย้อนแย้งนี้สะท้อนว่าเรากำลังแลกสุขภาพของประชาชนกับตัวเลขทางเศรษฐกิจ ซึ่งไม่ใช่ทิศทางที่ยั่งยืน จึงอยากเห็นรัฐบาลที่ขับเคลื่อนนโยบายความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงการทำ CSR หรือวาทกรรมเพื่อภาพลักษณ์ แต่ต้องเป็นนโยบายระดับโครงสร้างที่ตอบโจทย์มาตรฐานสากล
ส่วนภารกิจที่ต้องการเห็นหลังจัดตั้งรัฐบาล กับวาระเร่งด่วนในมิติสิ่งแวดล้อม คือการรื้อฟื้นและผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่ยังคงหยุดชะงัก รวมถึง ร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Act) เพราะสองกฎหมายนี้คือเครื่องมือสำคัญในการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานด้านสุขภาพของประชาชน และเป็นกุญแจสำคัญในการปรับตัวเข้าสู่ระเบียบโลกใหม่
“ผมอยากเห็นผู้นำที่มองเห็นผลประโยชน์ของประเทศอย่างยั่งยืน ไม่ใช่ออกนโยบายประชานิยมแจกเงินระยะสั้นที่ฉาบฉวย แต่กล้าหาญที่จะลงทุนกับโครงสร้างพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อรักษาสมดุลระหว่าง GDP และคุณภาพชีวิตประชาชน”
รศ.ดร.วิษณุ กล่าวต่อว่า เขาสนับสนุนให้ทุกคนยกระดับสู่การเป็น ‘พลเมืองตื่นรู้’ (Active Citizen) ที่ร่วมกันสร้างแรงกดดันทางสังคม (Social Pressure) ต่อภาครัฐ เพื่อไม่ให้ประเด็นสิ่งแวดล้อมถูกละเลยไปจากสารบบนโยบาย และเชื่อมั่นว่าหากประชาชนตื่นรู้และตระหนักในสิทธิของตนเองมากเท่าไหร่ กระบวนการแก้ไขปัญหาวิกฤตอากาศสะอาดและสิ่งแวดล้อมของประเทศก็จะยิ่งถูกเร่งให้เห็นผลสัมฤทธิ์รวดเร็วยิ่งขึ้นเท่านั้น
“สำหรับการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ผมขอเรียกร้องให้ประชาชนใช้ ‘สุขภาวะ’ เป็นตัวตั้งในการตัดสินใจ พิจารณาว่าพรรคการเมืองใดมียุทธศาสตร์ในการแก้ไขมลพิษทางอากาศอย่างจริงจัง และกล้าที่จะบริหารจัดการโดยไม่โอนอ่อนตามความต้องการของกลุ่มทุนที่ละเลยความรับผิดชอบต่อส่วนรวม
จำไว้ว่าทุกลมหายใจที่เสียไปมีมูลค่า 2.06 ล้านล้านบาท วันนี้เราต้องช่วยกันกดดันให้รัฐบาลแก้ปัญหาที่ใต้ภูเขาน้ำแข็ง หากประชาชนตื่นรู้และตระหนักถึงสิทธิในอากาศสะอาดของตัวเอง การแก้ปัญหาก็จะเกิดขึ้นได้จริงเสียที” รศ.ดร.วิษณุ กล่าว