ข้อมูลเผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ 4 ม.ค.2026 เวลา 00.45 น.อัพเดตเวลา 08.30 น.
“ทรัมป์” โพสต์ภาพประธานาธิบดีมาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลา ขณะถูกควบคุมตัวบนเรือรบซึ่งเดินทางถึงนิวยอร์กแล้ว ภายใต้ปฏิบัติการเผด็จศึกสะท้านโลก “Operation Absolute Resolve” เพื่อดำเนินคดีในข้อหาร้ายแรงรวมถึงการก่อการร้ายโดยใช้เงินจากการค้ายาเสพติด เผยสหรัฐจะเข้าไปบริหารเวเนฯช่วงเปลี่ยนผ่าน และมีบทบาทในอุตสาหกรรมน้ำมันอย่างเข้มเข้น
โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐโพสต์ภาพบนทรูท โซเชียล เมื่อ 3 มกราคม 2026 เวลาท้องถิ่น แสดงภาพนายนิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลาขณะอยู่บนเรือรบ “ยูเอสเอส อิโวจิมะ” (USS Iwo Jima) ในลักษณะถูกปิดตา และข้างๆมีเจ้าหน้าที่ควบคุมตัว
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากที่สหรัฐปฏิบัติการทางทหารโจมตีกรุงการากัส เมืองหลวงเวเนซุเอลา ภายใต้ “ปฏิบัติการ Operation Absolute Resolve หรือ ปฏิบัติการจบปัญหาแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด” เมื่อราว 02.00 น. ของวันที่ 3 มกราคม เวลาท้องถิ่น ซึ่งใช้กำลังทหารทั้งอากาศ บกและทะเล ซึ่งทรัมป์ระบุว่า ผู้คนไม่เคยได้เห็นการโจมตีลักษณะนี้มาก่อน นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง
ผู้นำสหรัฐแจ้งว่า ได้จับกุมนายมาดูโรและซิเลีย ฟลอเรส ภริยา และทั้งสองถูกนำตัวบินออกนอกประเทศโดยเฮลิคอปเตอร์ ก่อนจะลงเรือรบอิโวจิมะ มุ่งหน้านครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งขณะนี้ถึงจุดหมายแล้ว เมื่อช่วงบ่ายของวันเดียวกัน ตามเวลาท้องถิ่น
ก่อนหน้านี้ แพม บอนดี รมว.ยุติธรรม ซึ่งมีสถานะเป็นอัยการสูงสุดสหรัฐด้วยนั้น ระบุว่า มาดูโรถูกทางการสหรัฐฟ้องร้องคดีในศาลนิวยอร์กในข้อหาสมคบคิดก่อการร้ายโดยใช้เงินจากการลักลอบค้ายาเสพติด สมคบคิดนำเข้าโคเคน ครอบครองปืนกลและอาวุธทำลายล้างเพื่อต่อต้านสหรัฐอเมริกา
ทรัมป์ยังกล่าวอีกว่า สหรัฐมีหลักฐานมากมายมหาศาลที่เอาผิดนิโคลัส มาดูโรและซิเลีย ฟลอเรส ภรรยาได้
“มาดูโรและภรรยาของเขาจะต้องเจอกับกระบวนการยุติธรรมของอเมริกาอย่างเต็มรูปแบบและขึ้นศาลในแผ่นดินอเมริกา… แต่เรามีหลักฐานมากมายมหาศาลเกี่ยวกับอาชญากรรมของพวกเขา ซึ่งจะถูกนำเสนอต่อศาล และผมได้เห็นมันแล้ว ผมได้เห็นสิ่งที่เรามี มันทั้งน่ากลัวและน่าตกใจที่เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้” ประธานาธิบดีสหรัฐกล่าว

มอนิเตอร์เรียลไทม์ ชี้เหมือนรายการทีวี

ภายหลังการแถลงข่าวเสร็จสิ้น ทำเนียบขาวเผยแพร่ภาพเหตุการณ์ขณะทรัมป์ พีท เฮ็กเสธ รมว.กลาโหมสหรัฐ มาร์โก รูบิโอ รมว.ต่างประเทศสหรัฐ กำลังติดตามปฏิบัติการโจมตีทางทหาร “Operation Absolute Resolve” แบบเรียลไทม์
“ผมไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนเลย ผมได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดแบบเรียลไทม์” ทรัมป์วัย 79 ปีกล่าวในการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับฟ็อกซ์นิวส์
“ผมดูมันจริงๆ เหมือนดูรายการโทรทัศน์เลย และหากคุณได้เห็นความเร็วและความรุนแรงนั้นนะ” ผู้นำสหรัฐกล่าวเสริม
ทรัมป์ยังกล่าวอีกว่าไม่มีทหารสหรัฐเสียชีวิตในปฏิบัติการครั้งนี้ มีถูกยิงบาดเจ็บจำนวนไม่มากเฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งถูกระดมยิงอย่างหนักแต่รอดมาได้ โดยไม่ถูกสอยจนร่วงลงมา 
ปฏิบัติการ “Operation Absolute Resolve”
นายพลแดน เคน ประธานเสนาธิการร่วมสหรัฐระบุในการแถลงข่าวว่า ปฏิบัติการ “Operation Absolute Resolve” เป็นภารกิจที่ฟูมฟักทั้งวางแผนและฝึกซ้อมกันมานานหลายเดือน มีการจัดกำลังเตรียมความพร้อมในช่วงปลายเดือนธันวาคมปีที่แล้ว


จนกระทั่งสภาพอากาศเอื้ออำนวยในคืนวันศุกร์ที่ 2 มกราคม ซึ่งทรัมป์ได้อนุมัติการโจมตีก่อนเวลา 23.00 น. ไม่นาน ในวันเดียวกัน ตามเวลาท้องถิ่น
ในปฏิบัติการครั้งนี้ใช้เครื่องบิน 150 ลำจากฐานทัพเรือต่างๆ รวม 20 แห่ง รวมถึงเครื่องบินขับไล่ เครื่องบินทิ้งระเบิด ของกองทัพเรือ อากาศและนาวิกโยธินผสานเข้าด้วยกัน
เฮลิคอปเตอร์ของหน่วย 160th SOAR บินต่ำเหนือทะเลแคริบเบียนจนกระทั่งถึงชายฝั่ง โดยมีเครื่องบินขับไล่และเครื่องบินทิ้งระเบิดคอยคุ้มกันภัยทางอากาศให้ จากนั้นเฮลิคอปเตอร์สหรัฐยิงใส่ระบบป้องกันภาคพื้นดินของเวเนซุเอลา “ด้วยกำลังที่เหนือกว่า” เมื่อกองกำลังสหรัฐถูกยิงระหว่างการโจมตี เฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งเสียหายแต่ยังคงใช้งานได้ในระหว่างภารกิจ หน่วยปฏิบัติการพิเศษอยู่เหนือน้ำเวลา 3:29 น. ตามเวลามาตรฐานตะวันออก กระทั่งมาดูโรถูกนำตัวไปยังเรือรบยูเอสเอส อิโวจิมะ
“ลักพาตัว”
เจ้าหน้าที่เวเนซุเอลาประณามการจับกุมมาดูโร โดยเรียกว่า “การลักพาตัว”
ซีบีเอส (CBS) รายงานว่า ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่ประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโรขถูกกองกำลังสหรัฐจับกุม บุคคลสำคัญในรัฐบาลเวเนฯ ประณามปฏิบัติการทางทหารอย่างรุนแรงและแสดงให้เห็นว่ากำลังวางแผนที่จะต่อต้านบทบาทของสหรัฐในประเทศ ซึ่งอาจเป็นความท้าทายต่อข้อเสนอของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ว่าสหรัฐจะ “บริหาร” เวเนซุเอลา
เดลซี โรดริเกซ รองประธานาธิบดีที่มาดูโรเลือกเอง ผู้ซึ่งทรัมป์กล่าวว่าได้สาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีแทนนายมาดูโรในเดียวกันกับปฏิบัติการทางทหาร เรียกการจับกุมมาดูโรว่า “ป่าเถื่อน” “การลักพาตัวที่ผิดกฎหมายและไม่ชอบด้วยกฎหมาย” และเป็นการโจมตีอธิปไตยของเวเนซุเอลา
เธอยังเรียกร้องให้ “ปล่อยตัวมาดูโรและภรรยาโดยทันที” โดยเรียกมาดูโรว่า “ประธานาธิบดีเพียงคนเดียวของเวเนซุเอลา”
ด้าน มาเรีย คอรินา มาชาโด แกนนำฝ่ายค้านเวเนฯ และผู้คว้ารางวัลโนเบลสันติภาพ 2025 ระบุในรายงานของวอชิงตัน โพสต์ว่า นายมาดูโรกำลังเจอกับความยุติธรรมระหว่างประเทศ เริ่มตั้งแต่วันนี้ สำหรับอาชญากรรมอันโหดร้ายที่เป็นภัยต่อชาวเวเนซุเอลา และพลเมืองชาติอื่นอีกมากมาย
“เนื่องจากนายมาดูโรปฏิเสธที่จะยอมรับการแก้ปัญหาผ่านการเจรจา รัฐบาลสหรัฐจึงทำตามสัญญาเพื่อบังคับใช้กฎหมาย” มาชาโดกล่าว
อนาคตน้ำมันเวเนฯ
นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐกล่าวกับฟ็อกซ์นิวส์ ว่า สหรัฐจะเข้าไปมีบทบาทในอุตสาหกรรมน้ำมันเวเนซุเอลาอย่างเข้มข้น โดยบริษัทน้ำมันสหรัฐหลายแห่งจะเข้าไปซ่อมโครงสร้างพื้นฐานและเริ่มทำเงินเพื่อเวเนฯ ทั้งนี้ มีน้ำมันสำรองอันดับหนึ่งของโลกที่ปริมาณราว 303,000 ล้านบาร์เรล หรือคิดเป็น 17 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณสำรองทั้งโลก โดยมีปริมาณน้ำมันดิบมากกว่าซาอุดีอาระเบีย และมากกว่าสหรัฐอเมริกาถึง 5 เท่า
“เราจะให้บริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ของสหรัฐ ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในโลก เข้าไปลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์ ซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหายหนัก และเริ่มสร้างรายได้ให้กับประเทศ (เวเนฯ)… ซึ่งแทบไม่ได้สูบน้ำมันขึ้นมาเลยเมื่อเทียบกับปริมาณที่มีอยู่” ทรัมป์กล่าว
ในการแถลงข่าวเกี่ยวกับการโจมตี เมื่อ 3 ม.ค.เวลาท้องถิ่น
อย่างไรก็ดี แม้มีการจับกุมตัวประธานาธิบดีมาดูโร การคว่ำบาตรน้ำมันจากเวเนซุเอลายังไม่ถูกยกเลิก
“การคว่ำบาตรน้ำมันจากเวเนซุเอลาทั้งหมดยังคงมีผลบังคับใช้อย่างเต็มที่ กองเรืออเมริกันยังคงประจำการอยู่ และสหรัฐยังคงพิจารณาตัวเลือกทางทหารทั้งหมดที่มีจนกว่าข้อเรียกร้องของสหรัฐ จะได้รับการตอบสนองและพึงพอใจอย่างเต็มที่” ประธานาธิบดีสหรัฐกล่าว
ทรัมป์แถลงข่าวที่คฤหาสน์มาร์-อา-ลาโก ในรัฐฟลอริดา ภายหลังเหตุโจมตีอีกว่า สหรัฐจะบริหารเวเนซุเอลา ในช่วงเปลี่ยนผ่านจนกว่าสถานการณ์จะปลอดภัย และพร้อมโจมตีอีกรอบสอง หากจำเป็น และจะดำเนินการในระดับที่ใหญ่กว่ารอบแรกอย่างมาก
นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐยังบอกอีกว่า สหรัฐไม่ได้เกรงกลัวที่จะประจำการทหารในเวเนซุเอลา หากจำเป็นต้องทำ
สำหรับคำถามว่า การโจมตีเวเนฯครั้งประวัติศาสตร์นี้ ซึ่งทรัมป์กล่าวว่าโลกไม่เคยเห็นมาก่อนนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง เหตุใดสมาชิกสภาคองเกรสถึงไม่ได้รับแจ้งก่อนล่วงหน้า ซึ่งทรัมป์กล่าวตอบว่า “สภาคองเกรสมีแนวโน้มที่จะปล่อยข้อมูลให้รั่วไหล” และยังกล่าวเป็นนัยว่า สมาชิกสภาน่าจะรู้อยู่แล้วหรือสามารถรู้ได้เองว่า รัฐบาลจะทำอะไร เมื่อถึงจุดหนึ่ง เนื่องจากสมาชิกสภาเองก็ทราบว่า เรือรบสหรัฐจำนวนมากอยู่ใกล้ๆ ดินแดนเวเนฯ