Skip to content

เครื่องประดับเงินปี’69 สดใส อานิสงส์ ‘ทองพุ่ง-ภาษีทรัมป์’ หนุน

12 ม.ค. 2569 | 07:33น.
เครื่องประดับเงินปี’69 สดใส อานิสงส์ ‘ทองพุ่ง-ภาษีทรัมป์’ หนุน
สัมภาษณ์

ทิศทางการส่งออกเครื่องประดับเงินปี 2568 ที่ผ่านมามีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเป็นผลมาจากราคาทองพุ่งสูงขึ้น นักลงทุนผู้บริโภคให้ความสนใจในโลหะเงิน และเครื่องประดับเงินมากขึ้น ซึ่งก็ทำให้โลหะเงินในปีที่ผ่านมาขยับจาก 30 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ มาแตะที่เฉลี่ย 60 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ และต้นปี 2569 ยังขยับขึ้นอย่างร้อนแรงต่อเนื่อง มาอยู่ที่เฉลี่ย 72-78 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ หรือคิดเป็นเงินบาทไทย เฉลี่ยอยู่ที่ 70,000-77,000 บาทต่อกิโลกรัม

ล่าสุด “ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ นายสิทธิศักดิ์ ลิ้มวัฒนายิ่งยง นายกสมาคมผู้ส่งออกเครื่องประดับเงินไทย ถึงทิศทางการค้า การส่งออกเครื่องประดับเงินในปี 2569 รวมไปถึงโอกาสทางการค้าและความเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง

มั่นใจปีนี้ส่งออกโต 5%

แนวโน้มเครื่องประดับเงินของไทยในปี 2569 คาดการณ์ว่าการส่งออกจะขยายตัวที่ 5% จากปีที่ผ่านมา โดยมีปัจจัยสำคัญมาจากแนวโน้มการส่งออกไปตลาดสหรัฐและอินเดียยังขยายตัวต่อเนื่อง รวมไปถึงการส่งเสริมของภาครัฐที่เพิ่มโอกาสการส่งออก โดยเฉพาะตลาดตะวันออกกลาง ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญของผู้ส่งออกเครื่องประดับเงินของไทย จะเข้าไปทำตลาดและเรียนรู้พฤติกรรมของการบริโภคเครื่องประดับเงิน

“คำสั่งซื้อในช่วงเดือนมกราคม 2569 อาจจะเป็นช่วงที่มีคำสั่งซื้อที่ชะลอตัว เนื่องจากในช่วงปลายปี 2568 เป็นช่วงที่มีการสั่งซื้อสินค้าเป็นจำนวนมากและมีการส่งมอบเพื่อรองรับเทศกาล ซึ่งจากนี้ยังจำเป็นที่จะต้องติดตามสถานการณ์โลหะเงินอย่างใกล้ชิด เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะคาดการณ์ราคาโลหะเงินได้ เนื่องจากมีหลายอุตสาหกรรมที่เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น อิเล็กทรอนิกส์ รวมไปถึงภาคของการเงิน

โดยเฉพาะล่าสุด สหรัฐมีการลดดอกเบี้ย ทำให้มีการไหลเข้ามาของเงินทุน ไหลมาอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมโลหะมีค่า ซึ่งมีผลต่อราคาวัตถุดิบสูงขึ้น และยังประกอบกับแหล่งซัพพลายโลหะเงินน้อย แหล่งหลักมาจากจีน อเมริกาใต้ จึงทำให้มีผลต่อเครื่องประดับเงินราคาผันผวน”

ทั้งนี้ หากจะดูแนวโน้มคำสั่งซื้อเครื่องประดับเงินจะกลับมาชัดเจนอาจจะต้องดูในช่วงปลายเดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เพราะในช่วงต้นปีนั้นจะมีงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ เริ่มตั้งแต่งานแสดงสินค้าที่อิตาลี ไทย และฮ่องกง ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่ใหญ่ที่สุดของโลกสามงานติดต่อกัน ดังนั้นจึงมีผลต่อความต้องการโลหะ ของผู้ประกอบการคู่ค้าที่จะมีคำสั่งซื้อสินค้าเข้า และเราจะทราบได้ทันทีว่าเทรนด์การซื้อเครื่องประดับเงินในปีนี้จะมีแนวโน้มและทิศทางเป็นอย่างไร

ยังต้องรักษาตลาดสหรัฐ

เมื่อดูสัดส่วนการทำตลาดส่งออกเครื่องประดับเงินไปในต่างประเทศ ในอดีตจะเห็นว่าตลาดสหรัฐเป็นตลาดสำคัญและส่งออกอันดับหนึ่ง ในการส่งออกสินค้าเครื่องประดับเงินไทย คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 23-29% ของการส่งออกเครื่องประดับเงินไปต่างประเทศ หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณปีละ 300 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ล่าสุดเป็นที่น่าสนใจเมื่อปี 2568 จะพบว่าการส่งออกเครื่องประดับเงินของไทยไปต่างประเทศ ส่งออกไปตลาดอินเดียเพิ่มขึ้น แซงทุกตลาดกลายเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งในปีที่ผ่านมา ซึ่งมีสัดส่วนใกล้เคียงกับตลาดสหรัฐ

“จากภาพการส่งออกในปีที่ผ่านมาจะเห็นว่า การส่งออกเครื่องประดับเงินของไทยมีการเติบโตขึ้นเป็นอย่างมาก โดยหากดูยอดส่งออกในภาพรวมในปี 2567 เฉลี่ยอยู่ที่ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และในปี 2568 นั้น คาดว่ามูลค่าการส่งออกเฉลี่ยอยู่ที่ 2,200-2,300 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งอาจจะเป็นมูลค่าที่มียอดส่งออกสูงสุดเป็นประวัติการณ์ก็ว่าได้”

ทั้งนี้ ปัจจัยสนับสนุนมาจากการส่งออกสินค้าเครื่องประดับไปตลาดอินเดีย ส่วนตลาดสำคัญอื่น ๆ เช่น ตลาดเยอรมัน อังกฤษ ออสเตรเลีย แม้ประเทศไทยจะไม่ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่จากคุณภาพและศักยภาพของสินค้าไทยยังคงแข่งขันได้ อย่างไรก็ดี ตลาดสหรัฐก็ยังเป็นตลาดสำคัญของการส่งออกไทย

อินเดียซบไทยหนีภาษีทรัมป์

ทั้งนี้ เมื่อกลับมาดู สาเหตุสำคัญในการส่งออกเครื่องประดับเงินของไทยไปในตลาดอินเดียที่เพิ่มขึ้น เป็นเพราะอินเดียเจอปัจจัยภาษีสหรัฐ ซึ่งถูกเก็บเฉลี่ยที่ 50% รวมไปถึงประเทศจีนก็ถูกเก็บอัตราภาษีที่สูง โดยทั้งสองประเทศนี้ต้องยอมรับว่าเป็นตลาดผู้ส่งออกสำคัญและเป็นคู่แข่งในการส่งออกเครื่องประดับของไทย ด้วยเหตุการถูกเก็บอัตราภาษีที่สูง

ทำให้สองประเทศมีการเคลื่อนย้ายการลงทุนเข้ามาในภูมิภาครวมถึงประเทศไทย ซึ่งก็จะผลิตและส่งออกกลับไป อย่างตลาดอินเดีย และยังประกอบกับความน่าเชื่อถือและความมั่นใจในการผลิตสินค้าเครื่องประดับเงินของไทยเป็นที่ยอมรับกับผู้บริโภคทั่วโลก

“แต่เมื่อดูสัดส่วนของผู้ประกอบการเครื่องประดับเงินในประเทศไทย 70-80% ยังคงเป็นผู้ประกอบการคนไทย ซึ่งส่วนใหญ่ยังเป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ส่วนที่เป็นผู้ประกอบการจากต่างประเทศ ซึ่งมองว่าไม่เกิน 10% เช่น อินเดียและจีน ที่เริ่มสนใจเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น”

อีกทั้งยังมีสาเหตุจากพฤติกรรมการบริโภคของคนอินเดีย สนใจในเครื่องประดับเงินมากขึ้นจากในอดีต นอกจากเครื่องประดับทองเอง และด้วยราคาทองมีการปรับราคาสูงขึ้น ก็ส่งผลให้เครื่องประดับเงินเป็นที่สนใจต่อผู้บริโภคมากขึ้น อย่างไรก็ดี สุดท้ายไทยได้รับอัตราภาษีนำเข้าจากตลาดสหรัฐอยู่ที่ 19% ยังเป็นจุดแข็งที่ทำให้ไทยยังสามารถแข่งขันตลาดเครื่องประดับเงินในตลาดโลกได้โดยเฉพาะกับคู่แข่ง โดยเฉพาะในตลาดหลักอย่างสหรัฐอเมริกาและตลาดยุโรป

ทิศทางโลหะเงินยังเป็นขาขึ้น

ทั้งนี้ สำหรับทิศทางของโลหะเงินที่มีการปรับขึ้นตั้งแต่ช่วงปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งคาดว่าทำราคานิวไฮขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยอาจจะเป็นเพราะการตัดสินใจของผู้บริโภคในการซื้อสินค้าเครื่องประดับเงิน เพราะอาจจะกังวลว่าหากจะซื้อสินค้าตอนนี้อาจจะเป็นช่วงที่ราคาวัตถุดิบสูง และมองว่าตลาดเครื่องประดับเงินจะยังคงมีความผันผวน เพราะการเสนอราคาขายของผู้ประกอบการส่วนใหญ่ จะอิงที่ต้นทุนของราคาวัตถุดิบเป็นหลัก

นอกจากนี้ ปัจจัยราคาวัตถุดิบที่ยังคงผันผวน หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในนัยสำคัญ ยังคงต้องติดตามสถานการณ์โลหะเงินอย่างใกล้ชิด แต่เชื่อว่าราคาโลหะเงินคงจะไม่ลงไปอยู่ในระดับราคา 30 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์อีกแล้ว อีกทั้งยังมีปัจจัยในเรื่องของภาษีการค้า โดยเฉพาะภาษีสหรัฐซึ่งผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังคงให้ความสำคัญและติดตามอย่างใกล้ชิด

เพราะกังวลว่าสหรัฐจะมีมาตรการอื่นใดเข้ามาเกี่ยวข้องในเชิงภาษี หากมีการเปลี่ยนแปลงก็จะมีผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าเครื่องประดับเงินไทย โดยเป็นข้อกังวลของผู้ประกอบการและผู้ส่งออกในทุกอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ ไม่ใช่เฉพาะผู้ส่งออกเครื่องประดับเงินเพียงอย่างเดียว

วอนรัฐบาลใหม่เว้น VAT

อย่างไรก็ดี ทางสมาคมเองยังมีแนวคิดที่จะเปิดราคากลางให้ผู้บริโภคได้รับรู้ถึงสถานการณ์ราคา และเรื่องของ VAT 7% หากจะซื้อสินค้าเครื่องประดับเงินยังมีในเรื่องของการเก็บภาษีนี้อยู่เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในภายหลังหากจะมีการลงทุนและไปขายต่อเพราะจะมีการคำนวณเรื่องของภาษีนี้ด้วย หากเป็นไปได้ก็ยังคาดหวังให้หน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการยกเลิกภาษีในส่วนนี้ หรือลดภาษีลงก็จะมีผลต่ออุตสาหกรรมนี้ให้มีการเติบโตมากขึ้น