Skip to content

TDRI ชง 6 วาระด่วนเลือกตั้ง เอกชนจี้รัฐบาลใหม่เลิกแจก-แก้คอร์รัปชั่น

11 ม.ค. 2569 | 07:54น.
TDRI ชง 6 วาระด่วนเลือกตั้ง เอกชนจี้รัฐบาลใหม่เลิกแจก-แก้คอร์รัปชั่น

TDRI เปิดวงเสวนา งานเวทีเสวนา “เขาแจก แต่เราจ่าย คิดใหม่เรื่องนโยบายพรรคการเมือง” ภายใต้หัวข้อเสวนา “เขาแจก แต่เราจ่าย…ถึงเวลาประชา (ต้องเลิก) นิยม” ที่จัดโดย “สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)”

โดย “ผยง” ประธานสมาคมธนาคารไทย มอง ไทยกินบุญเก่า เน้นนโยบายแจกเงินแบบ “เททิ้ง” ให้ยาสเตียรอยด์ ให้คนอยู่รอด แต่อยู่ในหลุม หนุนสร้างระบบสวัสดิการควบคู่การเพิ่มทักษะ-สร้างงาน-รายได้ หลังคนแบกภาษี 1% สร้างรายได้ 65% ด้าน “อธิภัทร” ชี้ โจทย์รัฐบาล 4 ปีข้างหน้าไม่ง่าย เหตุเสถียรภาพการคลัง เริ่มเป็น “จุดอ่อน” หลังขาดดุลงบประมาณ 4-5% ของจีดีพีเริ่มเป็นปกติ รายจ่ายดอกเบี้ยจ่อแตะ 12% หวั่นถูก Rating Agency หั่นเครดิตประเทศ หลังถูกปรับมุมมองเศรษฐกิจ

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ เปิดเวทีเสวนา “เขาแจก แต่เราจ่าย คิดใหม่เรื่องนโยบายพรรคการเมือง” โดยตัวแทนจาก 3 สมาคมภายใต้คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) อาทิ นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย และในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)”

ทีดีอาร์ไอเสนอ 6 วาระด่วน

นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า นโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองไม่มีอะไรได้มาฟรี ทุกนโยบายต้องมีแหล่งเงินรองรับ และต้องคำนึงถึงความรับผิดชอบทางการคลัง เพราะฐานะการเงินของประเทศอยู่ในภาวะตึงตัวมากขึ้น โดยการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 จะเป็นการเลือกตั้งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง และอาจเป็นจุดเปลี่ยนของประเทศไทย เพราะหากประเทศไม่เปลี่ยนทิศทาง เศรษฐกิจไทยจะเติบโตต่ำลง ปัญหาสะสมจะรุนแรงขึ้น และประเทศอาจถดถอยลงไปมากกว่านี้

ขณะเดียวกันฐานะการคลังของไทยเริ่มมีความเสี่ยงสูง หนี้สาธารณะอยู่ใกล้ระดับ 65% ของ GDP พรรคการเมืองที่เสนอตัวเป็นรัฐบาลจำเป็นต้องเข้าใจข้อจำกัดทางการคลัง และออกนโยบายโดยมีความรับผิดชอบ ไม่เช่นนั้นจะเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาว

สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์
สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์

ทีมวิจัย TDRI ได้ศึกษานโยบายและเสนอ 6 วาระสำคัญที่เห็นว่าประเทศไทยจำเป็นต้องเดินหน้าอย่างเร่งด่วน ได้แก่

1) การลดคอร์รัปชั่นและปัญหาสแกมเมอร์ หลังดัชนีความโปร่งใสของไทยลดลงต่อเนื่อง โครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐมีปัญหาเงินทอนสูงถึง 20-30% ขณะที่ปีที่ผ่านมา มีประชาชนถูกหลอกลวงกว่า 320,000 กรณี หากรัฐบาลใหม่ไม่จัดการปัญหาคอร์รัปชั่นและสแกมเมอร์ตั้งแต่ต้น นโยบายด้านอื่นจะเดินหน้าได้ยาก

2) การแก้ปัญหาปากท้อง สร้างงาน สร้างรายได้ ลดหนี้ เพราะหนี้ครัวเรือนของไทยสูงถึง 90% ของ GDP สาเหตุสำคัญมาจากรายได้ที่เติบโตช้าและค่าจ้างแรงงานที่ไม่สอดคล้องกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ช่วง 1 ปีแรก รัฐบาลต้องปรับแนวทางส่งเสริมการลงทุนของ BOI ให้เน้นการสร้างงานคุณภาพ ลดใบอนุญาตที่ไม่จำเป็น ระยะยาว ควรมีกลไกทบทวนกฎระเบียบแบบอิสระ ตั้งสถาบันหลักสูตรแห่งชาติ พัฒนาแพลตฟอร์ม Upskill

3) การรับมือโลกร้อนและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ซึ่งเป้าหมาย Net Zero ของภาครัฐยังช้ากว่าความต้องการของนักลงทุนต่างชาติ รัฐบาลใหม่ควรเร่งผ่านกฎหมายอากาศสะอาด พัฒนาระบบตรวจจับการเผาไหม้แบบเรียลไทม์ จัดทำแผน PDP ใหม่ และเปิดซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดโดยตรง พร้อมยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำและการเตือนภัยพิบัติในระยะ 4 ปี

4) การเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก รัฐบาลใหม่ควรเร่งเจรจาข้อตกลงการค้ากับสหรัฐ และสหภาพยุโรป ควบคุมสินค้านำเข้าคุณภาพต่ำ และเตรียมความพร้อมเข้าเป็นสมาชิก OECD ในระยะยาว

5) การปรับสวัสดิการและระบบสุขภาพรองรับสังคมสูงวัย เนื่องจากประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยสมบูรณ์ โดยมีประชากรอายุเกิน 65 ปีเกือบ 15% ทีดีอาร์ไอเสนอให้พัฒนาระบบ Long-term Care ปรับอายุรับบำนาญขั้นต่ำ และลดความเหลื่อมล้ำของระบบรักษาพยาบาล

6) การรักษาความยั่งยืนทางการคลัง เพราะหากปล่อยให้ภาระหนี้เพิ่มขึ้น อาจกระทบงบฯพัฒนาประเทศและเครดิตเรตติ้ง โดยรัฐบาลใหม่ต้องยึดกรอบวินัยการคลัง เปิดเผยข้อมูลหนี้และภาระผูกพัน ใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ และปฏิรูปกฎหมายการเงินการคลังในระยะ 4 ปี

“ผยง” ชี้ประชานิยม คือ สเตียรอยด์

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย และในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย (TBA) กล่าวว่า อยากจะฝากไว้ 3-4 เรื่อง คือ 1.การได้มาของระบบ เพราะไม่มีการตรวจสอบ 2.การมีข้อมูล (Data) เพื่อสร้างระบบประชานิยม หรือสร้างระบบสวัสดิการ หากเน้นแจกแต่ไม่มีการสร้างงาน สร้างรายได้เพิ่ม จะเป็นการแจกแบบ “เททิ้ง” แบบการให้ “ยาสเตียรอยด์” เป็นการทับถมและให้ชีวิตเขาอยู่ใน “หลุม” ไม่สามารถขึ้นมาจากหลุมได้

3.หากดูประชานิยมที่วัดจากผลิตภาพ คือ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ซึ่งใน 65% ของจีดีพี สร้างโดย 1% ของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ ยังมีคนอีก 99% ถูกทิ้งไว้ชายขอบ ภายใต้เศรษฐกิจนอกระบบ 48% ซึ่งสูงที่สุดในโลก ภายใต้ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% สะท้อนว่าใน 20 ปีที่ผ่านมา ไทย “กินบุญเก่า”

“สิ่งที่เป็นห่วง คือ ข้อมูลที่ทุกคนพยายามกวาดมากอง แต่เกิดจากอำนาจแต่ละหน่วยงาน เราจะสร้างสะพานเชื่อมได้อย่างไร และสร้างโจทย์ให้ระบบข้าราชการ เอกชน ภาควิชาการสามารถตั้งโจทย์ โดยเราเห็นนโยบายพรรคการเมือง แต่เรายังไม่เห็น Action Plan เลย”

ผยง ศรีวณิช
ผยง ศรีวณิช

หากดูนโยบายในส่วนของ “กลุ่มเปราะบาง” จะเห็นอาศัยนโยบาย การลดหนี้ การ Hair Cut หนี้ ลดดอกเบี้ย แต่หากถามว่าคนจ่ายคือใคร คือ คนชั้นกลาง (Middle Class) แต่หากเป็นประเทศที่ “เงินหมด” และใครจะมา “Hair Cut หนี้ให้” ซึ่งหากเกิด Shock หรือเกิดอะไรฉุกเฉินกับโลก เช่น Climate Change หรือนโยบายภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐ (Reciprocal Tariffs) จะเห็นว่าเราไม่มีอะไรมารับมือ เพราะเศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาลง เมื่อเทียบกับเวียดนาม ฟิลิปปินส์ ที่อยู่ในช่วงขาขึ้น ประกอบกับไทยเจอปัญหาประชากรวัยแรงงานถาโถมเข้ามาอีก

“นโยบายการสร้างรายได้ เราควรมองหาสมการที่มาพร้อมกับการจ่ายประชานิยม เพราะตอนนี้งบดุล จะไม่สมดุล เพดานหนี้ถ่างขึ้น เช่น การดึงดูด Data Center เข้ามา ซึ่งเราเอาทรัพยากรให้เขาแล้ว แต่ไม่ได้ก่อให้เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้ในประเทศเลย ดังนั้น นโยบายแครอตจะต้องมาควบคู่กับสติ๊ก ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องทำให้เป็นข้อถกเถียงสาธารณะ เพื่อแสวงหาข้อมูล”

หอการค้าจี้แก้คอร์รัปชั่น

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กรอบนโยบายของทีดีอาร์ไอ มองว่ายังเป็นกรอบที่กว้าง ควรที่จะมีปรับให้แคบ ทําให้พรรคการเมืองสามารถนําไปปฏิบัติได้ และนโยบายประชานิยมของพรรคการเมืองมักใช้เงินจากสองแหล่ง คือ งบประมาณแผ่นดินและเงินกู้ ซึ่งสุดท้ายจะกลายเป็นหนี้ของประเทศที่ประชาชนต้องร่วมกันรับภาระผ่านการจ่ายภาษีที่มากขึ้น ทำให้เอกชนเป็นห่วงและกังวลว่า พรรคการเมืองส่วนใหญ่จะใช้นโยบายเชิงประชานิยม

ถ้าย้อนดูนโยบายการเลือกตั้งเมื่อ 3-5 ครั้งสุดท้าย ผลคือทำได้ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ หรือพอทำก็กลายเป็นประเด็นปัญหาตามมา ทั้งจำนำ ประกันราคา สุดท้ายก็มีปัญหาต่อเนื่อง ดังนั้นต้องการฝากการเมืองที่จะหานโยบายที่จะแจก ควรดูกรอบวงเงินก่อนที่จะใช้เงินจากไหน ใช้อย่างไร และได้ประโยชน์อะไร เราไม่เคยคัดค้านการอัดเม็ดเงินเข้าระบบกระตุ้นและจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศ แต่สิ่งที่หอการค้าต้องการเห็นคือ การใช้นโยบายประชานิยมไม่เน้นการบริโภคเพียงอย่างเดียว แค่ควรนำไปสู่การสร้างนโยบายที่สร้างงาน อาชีพ สร้างรายได้

พจน์ อร่ามวัฒนานนท์
พจน์ อร่ามวัฒนานนท์

“ประเทศเรากำลังมีปัญหา คือ คิดแต่จะใช้เงิน แต่ไม่คิดที่จะหาเงิน รวมถึงทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ประชาชน การเมือง สิ่งที่ทุกส่วนต้องคำนึงคือ สิ่งที่ดำเนินการ ต้องไปสร้างงาน รายได้ และอาชีพ”

เช่นเดียวกับเรื่องของการลงทุนที่เราพูดมาตลอด คือ การอำนวยความสะดวก ลดขั้นตอนการขออนุญาตจากหน่วยงานราชการต่าง ๆ เป็นปัญหาที่พูดมาตลอด ร่างกฎหมายนี้ทำมาตั้งแต่ปลายปี 2559 แต่สุดท้ายก็ถูกเบรก โดยคนที่เสียประโยชน์ ถ้าจัดการตรงนี้ได้ ประเทศไทยคือที่สุดเลย ทุกอย่างจะเร็วไปหมด ไม่ต้องไปจ่าย ไปยื่นเอกสารกันมากมาย นักลงทุนเขาก็อยากจะมาลงทุนไทย

อย่างไรก็ตาม การผลักดันเรื่องกฎหมายมีหลายส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะผู้ปฏิบัติ หากไม่ดําเนินการก็จะลําบาก หากไม่ปฏิบัติก็อาจจะถูกปรับเปลี่ยนตำแหน่ง เอกชนจึงต้องการให้ผลักดันเรื่องของคอร์รัปชั่นอย่างจริงจัง ต้องปลุกจิตสำนึกให้ได้ และสำคัญคือ การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

ส.อ.ท.ติงขึ้นค่าแรงเป็นภาระ

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า นโยบายประชานิยมที่ใช้กันมาตลอดตั้งแต่อดีต กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ และกลายเป็นตัวล่อ แต่ไม่ได้เกิดความสร้างสรรค์ต่อเศรษฐกิจแต่อย่างใด

ปัญหาของประเทศทุกวันนี้ต้องทำให้เกิดสมดุล แม้ว่าประชานิยมมันจะเป็น Quick Win เพื่อให้คนมาเลือก แต่วันนี้โมเดลนี้มันไม่ได้ผลแล้ว สุดท้ายกำลังกลายเป็นกับดักของประเทศ ส่งผลให้บริษัทจัดอันดับความเชื่อถือ (Credit Rating) ลดความน่าเชื่อถือลง อย่างนโยบายการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ คนที่ต้องจ่ายคือ ภาคเอกชน การพูดเอามันเพื่อให้คนเลือก เป็นนโยบายที่เป็นภาระกับเอกชน นายเกรียงไกร เธียรนุกุล

ท้ายที่สุดทุกคนก็รับรู้ว่า ควรจะเป็นไปตามกลไก ปล่อยให้เป็นไปตามตลาด การแจกต้องมีศิลปะ แจกแล้วต้องสร้างสรรค์ อย่าแจกแล้วเป็นโทษในระยะยาว ทำให้ทุกวันนี้คนรับแจกเงินไม่มีการพัฒนาตัวเอง ประเทศไทยเริ่มขาดความสามารถในการแข่งขัน Productivity ไม่มีคุณภาพ ทำให้เศรษฐกิจของประเทศได้รับผลกระทบคือ GDP โตยาก เราไม่ต้องการให้เป็น Economic ที่เป็นการแจกในลักษณะแบบนี้

ดูอย่างประเทศจีน เขาจะไม่ใช้วิธีแจกแล้ว แต่จะใช้วิธีเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน พัฒนาเรื่องของคุณภาพ มาตรฐาน เพิ่มนวัตกรรม มันเป็นสิ่งที่ยั่งยืนกว่า การแจกและจ่ายจึงไม่ใช่เวลานี้ มันควรที่จะต้องปรับและไม่เห็นด้วยกับแนวนโยบายนี้