Skip to content

กทม.ไขคำตอบ เหตุ “ฝุ่นอ้วน” ทั้งที่อัตราการระบายอากาศดีขึ้น

16 ม.ค. 2569 | 16:26น.
กทม.ไขคำตอบ เหตุ “ฝุ่นอ้วน” ทั้งที่อัตราการระบายอากาศดีขึ้น

กทม.จับตาฝุ่น PM 2.5 ต่อเนื่อง ยังพบการเผาในจังหวัดรอบกรุงเทพฯ ชี้ “ฝุ่นอ้วน” เกิดจากความชื้น ทำให้ฝุ่นดูหนาขึ้น แม้สถานการณ์จริงดีขึ้น

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย นายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าฯ กทม. และผู้บริหารด้านความยั่งยืนของ กทม. เปิดเผยถึงสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพฯ โดยเมื่อเวลา 08.00 น. ไม่มีพื้นที่สีแดง แต่ยังเป็นพื้นที่สีส้มอยู่บ้าง ส่วนเมื่อวานนี้ทางฝั่งตะวันออกอย่างเขตลาดกระบัง มีค่าฝุ่นพุ่งสุงขึ้น แต่สถานการณ์ปัจจุบันลดลงเป็นสีส้ม

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ตอนนี้ถือว่าดีขึ้นช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ แม้อากาศจะถ่ายเทดีขึ้น (อัตราการระบายอากาศดีขึ้นกว่าวันที่ 12-13 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา) เนื่องจากมีการเผาชีวมวลในพื้นที่เกษตรบริเวณจังหวัดรอบข้าง เช่น นครนายก และปราจีนบุรี ซึ่งลมได้พัดพาฝุ่นเข้ามาในพื้นที่กรุงเทพฯ ทำให้ฝุ่นเพิ่มขึ้นและระบายออกไม่ทัน

ทั้งนี้ ช่วงที่ผ่านมา นายพรพรหม ได้ประสานไปยังนายอำเภอในเขตพื้นที่นครนายก เพื่อขอความร่วมมืองดการเผาชีวมวลซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างดี แต่ยังคงมีการลักลอบเผาในพื้นที่เกษตร เมื่อวานนี้ ที่ปรึกษาฯ พรพรหม จึงได้ทำการลงพื้นที่ติดตามด้วยตัวเอง ทำให้สามารถหยุดการเผาในพื้นที่เกษตรได้ประมาณ 1,000 ไร่ แต่ยังมีการเผาในพื้นที่ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา และชลบุรีอยู่ ส่วนในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่มีการลักลอบเผาหญ้าหรือขยะ กทม. ก็ได้นำรถดับเพลิงไปดับทันที

ขณะเดียวกัน นายชัชชาติ ตั้งข้อสังเกตถึงปราฏการณ์ฝุ่นเช้านี้ที่ดูหนาขึ้น ทั้งที่สถานการณ์จริงดีขึ้น โดยนายพรพรหม ได้อธิบายถึงสาเหตุว่า เพราะมีความชื้นสูงประมาณ 95% เนื่องจากมีลมใต้พัดพาความชื้นเข้ามา เมื่อฝุ่น PM2.5 ที่มีขนาดเล็กมากจนมองไม่ขึ้นไปเกาะตัวกับความชื้นและไอน้ำ ทำให้มีขนาดใหญ่ขึ้น หรือเรียกว่า “ฝุ่นอ้วน” ทำให้เรามองเห็นเป็นสภาพเหมือนหมอก และเมื่อแดดออก ความร้อนจะช่วยให้หมอกบางลง ประกอบกับมีการระบายอากาศที่ดีขึ้น สถานการณ์ก็จะดีขึ้น

จากนั้น ผู้ว่าฯชัชชาติได้ชี้ให้เห็นว่า เมื่อเปรียบเทียบค่าฝุ่นระหว่างในสวนสาธารณะกับริมถนนก็จะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน โดยในสวนที่มีต้นไม้ช่วยในการกรองฝุ่น ซึ่ง กทม.ได้เร่งปลูกต้นไม้ไปแล้วกว่า 2 ล้านต้น

ด้านที่ปรึกษาฯ พรพรหม ได้ชี้แจงข้อจำกัดด้านอำนาจทางกฎหมายของ กทม. ไว้ดังนี้

ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 เจ้าหน้าที่ของ กทม. และกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) จะตรวจได้เฉพาะรถยนต์ 4 ล้อส่วนบุคคลเท่านั้น หากพบควันดำเกิน 20% จะติดสติ๊กเกอร์สีเหลือง ห้ามใช้รถชั่วคราว 30 วัน เพื่อให้ไปปรับปรุง ไม่สามารถพ่นสีแดงเพื่อห้ามใช้รถได้ ส่วนรถบรรทุก 6 ล้อขึ้นไป หรือรถโดยสารสาธารณะ หรือรถยนต์ 4 ล้อที่มีป้ายทะเบียนสีเหลือง กทม.ไม่มีอำนาจในการตรวจ

โดยรถ 6 ล้อขึ้นไป (รถบรรทุก รถโดยสารสาธารณะ) เป็นอำนาจของกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ตาม พ.ร.บ.ขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 ที่สามารถพ่นสีแดงเพื่อระงับการใช้รถได้ทันที ในการตรวจรถควันดำ จึงเป็นการจัดหน่วยบูรณาการ โดยมี กทม. นัดหมาย ขบ. และตำรวจจราจร มาร่วมตรวจ โดยเน้นไปตรวจที่ต้นทาง เช่น อู่รถเมล์และไซต์งานก่อสร้าง เพื่อไม่ให้กระทบต่อการจราจร

ผู้ว่าฯชัชชาติย้ำว่า สถานการณ์ปีนี้โดยรวมดีขึ้น ต้องขอความร่วมมือพื้นที่ใกล้เคียงในเรื่องการควบคุมการเผา และขอความร่วมมือให้ประชาชนและทุกภาคส่วนดูแลสุขภาพรถตนเอง รวมถึงสวมใส่หน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในพื้นที่ที่มีฝุ่นสูง