แม้ไม่มีอะไรการันตีว่า พรรคประชาชน จะได้เสียงข้างมากเป็นอันดับหนึ่ง ในการเลืกอตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 หรือไม่
แม้ไม่มีอะไรการันตีว่า พรรคประชาชน หากได้เสียงฉันทามติจากประชาชนชนะเลือกตั้ง ได้เสียงในสภาเป็นอันดับหนึ่ง แล้วจะตั้งรัฐบาลได้สำเร็จหรือเปล่า
แต่สำหรับ แกนนำพรรคประชาชน ที่มีหัวใจหลักคือ 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ศิริกัญญา ตันสกุล วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร และบุคคลที่เป็น “จิตวิญญาณ” ของพรรค คือ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
คนกลุ่มนี้มีความมั่นใจว่าพร้อมที่จะเข้ามาบริหารประเทศ มั่นใจว่าเตรียมความพร้อมมามากกว่าพรรคการเมืองทุกพรรค
ไม่แปลก ในหลายพื้นที่ ในหลายแพลตฟอร์ม จะเห็น “ธนาธร” ขอโอกาสให้พรรคประชาชนเป็นรัฐบาล
เตรียมพร้อมเป็นรัฐบาล
ในชุดนโยบาย 200 นโยบาย “ธนาธร” บอกว่าไม่ได้คิดขึ้นมาลอยๆ
“พรรคประชาชน ไม่ได้คิดเรื่องนโยบายเมื่อเดือนที่แล้ว หรือ 3 เดือนที่แล้ว พอเลือกตั้ง 2566 พอเราเป็นฝ่ายค้าน เราเริ่มเดินเรื่องนโยบายทันที เพราะสิ่งที่เปลี่ยนไปคือเราเป็นพรรคอันดับ 1 แล้ว ดังนั้น ถ้ามีเลือกตั้งครั้งต่อไป เราคิดว่าจะมีโอกาสได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้มาบริหารประเทศจริงๆ เราจะพลาดไม่ได้ถ้าเราได้บริหารประเทศจริงๆ”
“เช่น ถ้าจะสร้าง medical industry มีอะไรบ้างที่ผู้ประกอบการทำได้ มูลค่ารวมเป็นอย่างไร เราจะปฏิรูปภาคพลังงาน ต้องมีมาทั้งแผง จะพูดอย่างเดียวไม่ได้”
“พรรคอื่นทำอย่างพรรคประชาชนไม่ได้ เพราะพรรคเตรียมกฎหมายพร้อมมากกว่าครึ่ง โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขกฎหมาย เชื่อว่าทุกคนไม่เคยเจอการทำงานแบบนี้ ที่สำคัญคือ ทุกคนที่มาร่วมงานกับพรรคมาด้วยเจตจำนงอันมุ่งมั่น พร้อมกับความรู้ความสามารถที่มีในหน้างาน คนของพวกเราพร้อมทำงานเป็นทีม”
“ไม่ใช่ว่าคนที่ดูฝั่งเศรษฐกิจก็จะดูแต่ฝั่งเศรษฐกิจ แต่ทุกคนดูภาพรวมว่าภาพรวมประเทศไทยที่เราอยากสร้างเป็นแบบไหน พอทุกคนเห็นภาพรวมเขารู้ว่าบทบาทอะไรที่เขาจะเข้าไปเกี่ยว หรือ เข้าไปเป็นบทบาทเสริม”
“เลือกตั้ง 2566 สิ่งที่เรารู้ทันทีคือ เราพร้อมบริหารประเทศจริงๆ หรือเปล่า คำตอบตอนนั้นคือไม่พร้อมจริงๆ แต่เรารู้ว่าเราเหลือเวลา 4 ปี ดังนั้น ไม่ใช่แค่ What กับ Why แต่เราต้องมี How ทำอย่างไร และทำโดยใคร แม้การเลือกตั้งมาเร็วขึ้นปีกว่า แต่โชคดีที่เราเตรียมตัว เตรียมพร้อมาก่อน”
“หน้าที่ของเราคือส่งมอบรัฐบาลที่ดีที่สุดให้กับประชาชน” ธนาธร กล่าว
ในช่วง 2 ปีที่พรรคก้าวไกล ต่อเนื่องพรรคประชาชน มีหน้าที่หลัก คือ ปฏิบัติหน้าที่ในสภาเป็น “ฝ่ายค้าน” แต่เบื้องหลังซุ่มทำนโยบายเตรียมพร้อมเพื่อจะเป็นรัฐบาล

แคนดิเดตรัฐมนตรี – ทีมบริหารประชาชน ที่เปิดตัวในธีม The Professional หลายคนไม่ได้ถูกชวน 2 เดือนล่วงหน้าก่อนเปิดตัว แต่หลายคนถูกทาบทามมาร่วมทำงานกับพรรคนานเป็นแรมปี
หลายคนที่พรรคประชาชน ยังไม่ทาบทามโดยตรง แต่ก็มีไปขอความเห็นเรื่องนโยบาย อินไซด์ความคิด อย่าง “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” แกนนำพรรคก็เคยเข้าไปขอความเห็นเรื่องนโยบายตอนเป็น CEO ของดุสิตธานี ก่อนที่ “ศุภจี” จะไปเปิดตัวเป็น รมว.พาณิชย์ ในรัฐบาลภูมิใจไทยในอีก 2 เดือนต่อมา
“วีระยุทธ” แคนดิเดตนายกฯ ลำดับ 3 เผยความรู้สึกว่า มีนักข่าวถามว่า ที่เราเปิดตัวทีทบริหาร เพราะพรรคภูมิใจไทยเปิดตัวคุณเอกนิติ (นิติทัณฑ์ประภาศ) คุณศุภจี หรือเปล่า ผมฟังแล้วตกใจ เพราะบางคนเราติดต่อกันมาเป็นปี เขาก็อยากรู้จักเรา เราก็อยากรู้จักเขา หลายคนมาทำงานร่วมกันเป็นปี”
เดินสายพบเอกชน-ทุนพลังงาน
หนึ่งในนโยบายที่พรรคประชาชน ภูมิใจเสนอว่าเตรียมแผนมาเป็นอย่างดี คือ แผนปฏิรูปพลังงาน ปั้นอุตสาหกรรมใหม่ให้เป็น Investment cycle เม็ดเงินลงทุนกว่า 400,000-500,000 ล้านบาทภายใน 10 ปี
ทีมนโยบาย-แกนนำพรรคประชาชน เดินสายไปขายไอเดียให้กับทั้ง กัลฟ์ , บ้านปู พาวเวอร์ , บี.กริม, เอ็กโก, กัลฟ์, ปตท. รวมทั้ง กฟผ. “ธนาธร – ศิริกัญญา” รู้สึกเซอร์ไพรส์ที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี
ธนาธร เล่าว่า เรื่องการปฏิรูปพลังงาน ด้วยการลงทุนระบบ Smart Grid และ Smart Meter ทั่วประเทศมูลค่า 400,000-500,000 ล้านบาทภายใน 10 ปี เพราะเราตั้งใจให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ๆ ในประเทศไทย ที่ทั้งกระบวนการย้อนไปถึงการสร้างอุตสาหกรรมพลาสติก ปิโตรเคมี สายไฟ ผู้ประกอบการสายไฟ ผู้แปรรูปทองแดง การผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเกิดการสร้างงานในประเทศไทย
“พรรคการเมืองที่ทำนโยบายลดค่าไฟ มักเอางบประมาณไปอุดหนุนการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และการไฟฟ้าฯ เอางบตรงนี้ไปให้ผู้ผลิต ผู้ผลิตรวยเท่าเดิม ทำให้เราเสียโอกาสนำงบประมาณส่วนนี้มาพัฒนาด้านอื่น และโครงสร้างอุตสาหกรรมไม่เปลี่ยน”
“แต่ของพรรคประชาชน เราไปเปลี่ยนที่โครงสร้าง เปิดให้มีการแข่งขัน ผู้ผลิตแข่งขันการผลิต ผู้ขายก็แข่งขันกันขาย เช่น ผมเป็นผู้ขายก็ออกแพคเกจมา ใครใช้ไฟตั้งแต่เวลา 15.00-22.00 น. ผมจะให้ราคาเท่านี้ ใครใช้ไฟเวลาอื่นผมจะให้ราคาต่ำลง ใครลงทุนแบตเตอรี่เก็บไฟฟ้าไว้ในแบตฯ ขายผมตอน 19.00 น.ผมจะซื้อไปในราคาเท่านี้ จะเกิดตลาดซื้อขายไฟ เหมือนแพคเกจโทรศัพท์มือถืออยากใช้ data เท่าไหร่ ผู้ขายออกแบบได้ว่าจะมีธุรกรรมครัวเรือนอย่างไร พอเกิดการแข่งขันแบบนี้แล้วจากการคำนวณของเรา ค่าไฟจะลดลง 50 สตางค์”
ธนาธร บอกว่า จุด End game เรื่องนี้คือ การเป็น ASEAN Grid เป็นศูนย์กลางส่งผ่านพลังงานจากลาว เมียนมาไปสู่สิงคโปร์, มาเลเซีย ใช้ไฟ ซึ่งประเทศเหล่านี้ไม่มีช่องทางการผลิตไฟ แต่ผู้ที่มีพลังงานคือเมียนมา ลาว ดังนั้น ถ้าเราทำ Smart Grid ได้ สิ่งที่เราทำคือเราเป็นผู้ลำเลียงพลังงานจากข้างบน ส่งให้ข้างล่าง และไทยเก็บค่าสายส่ง”
“เราพยายามทำทุกวิถีทางที่จะเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา ผ่านนโยบายต่างๆ ที่จะสร้างศักยภาการเติบโตระยะยาวจริงๆ เราไม่ได้พูดถึงปีนี้ ปีหน้าจีดีพีกลับมาโต 5% ไม่ใช่ แต่พื้นฐานเศรษฐกิจจริงๆ ที่จะกลับมา รวมถึงทำอย่างไรให้เกิดการลงทุนขึ้นมาอีกรอบ” ธนาธร ระบุ

สินเชื่อ 2.5 แสนล้าน ช่วย SMEs
ด้าน “วีระยุทธ” ชูแก้ 4 Pain Point ของ SMEs ที่เปรียบเสมือนเป็น “เส้นเลือดฝอย” ของเศรษฐกิจไทย ถ้าพรรคประชาชนได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล วันแรกที่มีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะคลอดมาตรการช่วยการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs เป็น นโยบาย “อัดฉีดเงินเพื่อคนทุนน้อย” วงเงิน 2.5 แสนล้านบาท
1.ผู้ประกอบการรายย่อยวงเงิน 5 หมื่นล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเงินทุนหมุนเวียนของ SME โดยให้รัฐค้ำประกันสินเชื่อส่วนนี้ 30% เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้มากขึ้น
2.นโยบายสินเชื่อ Transformation ให้กับผู้ประกอบการขนาดกลาง วงเงิน 1 แสนล้านบาท ในการอัพเกรดธุรกิจ โดยกำหนดให้อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่า 3% รัฐบาลจะค้ำประกันสินเชื่อ 15%
3.สินเชื่อเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์วงเงิน1 แสนล้านบาท
ขณะเดียวกัน ยังกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้เศรษฐกิจหมุน ด้วยหวยใบเสร็จ SMEs เมื่อประชาชนซื้อสินค้ากับร้านค้า SMEs สะสมครบ 500 บาท ได้หวยใบเสร็จเลข 3 ตัว 1 ใบ สามารถเลือกเลขเองได้ โดยรางวัลจะออกทุกวันที่ 1 และ 16 ของทุกเดือน ใช้เลขเดียวกับสลากกินแบ่งรัฐบาล รางวัลต่องวด 500 ล้านบาท จะใช้งบประมาณน้อยกว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจประเภทอื่น
ฝั่งผู้ขาขขายสะสมครบ 5 พันบาท ก็จะได้หวยใบเสร็จ 1 ใบเหมือนกัน และยังเปิดให้ SMEs กู้เงินในระบบได้ง่ายขึ้น ในระบบแอปพลิเคชั่น “เป๋าตังค์” เพราะรัฐจะรู้ว่ายอดที่ SMEs ขายไป สามารถคำนวณได้ว่าจะได้ยอดเงินกู้เท่าไหร่ แล้วให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ช่วยค้ำประกันให้ แทนการกู้นอกระบบ
นอกจากนี้ ยังได้ภาษี 3 เด้ง ได้แก่ ขยายเพดานจด VAT จาก 1.8 ล้านบาท เป็น 3.6 ล้านบาท การปรับการหักค่าใช้จ่ายเหมาเป็น 90% และทางเลือกการจ่าย VAT แบบเหมา 2.1% เพื่อลดภาระทางธุรการให้ SMEs
“แก้ปัญหา pain point ของ SMEs ช่วง 3 ปีแรกคือการชวนคนเข้าระบบแล้วทำให้เงินหมุนในระบบเศรษฐกิจ และอีก 5 ปีขึ้นไป เมื่อ SMEs โตขึ้น เงินภาษีก็จะกลับมาเข้ารัฐ” วีระยุทธ กล่าว
โกงปุ๊บออกปั๊บ ปชน.ไม่มีทุจริต
วีระยุทธ มั่นใจว่า ในรัฐบาลพรรคประชาชน จะทำให้โครงการของรัฐบาลที่มีมูลค่าพันล้าน เป็นโครงการพันล้านจริงๆ
“ที่ผ่านมา โครงการพันล้านไม่เคยเป็นพันล้านเสีย มั่นใจพรรคประชาชนไม่มีโกง โครงการพันล้าน ที่จะเห็นโครงการพันล้านจริงๆ ในประเทศไทย เพราะถ้าโกงปุ๊บออกปั๊บ มีข้อครหา พรรคอื่นโดนเทาแล้วเก็บก็สู้ต่อ แต่พรรคเราเจอปัญหาเราเอาออกทันที”
“เราการันตีทุกคนไม่ได้ เราไม่สามารถรู้โคตรเหง้าทุกคนได้ แต่ถ้าเจอปัญหาคุณเอาออกไหม หรือ ทำยังไงกับเขา”
“มาตรการคนโกงวงแตกก็จะช่วย ถ้าเป็นข้าราชการตัวเล็กๆ ถ้ามาแฉการทุจริตก็จะมีกระบวนการปกป้อง ลดหย่อนผ่อนโทษ (Leniency Program) เรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย แต่ในต่างประเทศมี เราคิดว่าจะทำให้คนตัวเล็กตัวน้อยกล้าพูดมากขึ้น และทำให้คนตัวใหญ่ทำงานยากขึ้น
ศิริกัญญา เสริมว่า กล่าวว่า “เราประกาศตั้งแต่ต้น รับกันมาไม่ต้องส่งมาที่รัฐมนตรี รัฐมนตรีถ้าเปิดเก๊ะออกมาเจอตังค์ดิฉันแจ้งความนะคะ ถ้าระดับล่างทำก็ต้องรับผิดชอบกันเอง แต่ถ้าเราเจอก็ไม่เก็บไว้เหมือนกัน”
ตามปกติข้าราชการจะมี “ฝั่งกล้า” และ “ฝั่งกลัว” ฝั่งกล้าโทษประหารชีวิตทุจริตไม่ใช่เพิ่งมีนะ มีมานานมากแล้วแต่เขาไม่ได้มีความกลัว กล้าทำโครงการใหม่ๆ ขึ้นมาเพื่อหากินตลอดเวลา แต่คนที่อยู่ในระบบกลัวไปหมด กลัวติดคุก กลัวโดนฟ้อง จนไม่กล้าทำอะไรเลย ดังนั้น ต้องทำให้แรงจูงใจมันกลับข้างกัน

“ต้องเอากระบวนการที่จับต้องได้ เช่นกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐวัดเป็นเม็ดเงินได้เลยว่า กระบวนการต่างๆ จะประหยัดงบประมาณได้เท่าไหร่ ถ้ามีการแข่งขันเกิดขึ้นราคาที่ชนะการประมูลกับราคากลางจะต้องต่างกันเท่าไหร่ วัดเม็ดเงินมาโชว์ประชาชนได้จริงๆ”
“ธนาธร” เสริมว่า เจตจำนงทางการเมือง (political will) ที่จะทำจริงๆ มาตรการที่ออกมาเพื่อจัดการการทุจริตคอร์รัปชั่นทั้งหมด กลายเป็นมาตรการที่ออกมาขัดขวางความริเริ่มสร้างสรรค์ของข้าราชการ “พวกเราทำงานกับราชการเยอะมากเราพบว่า มาตรการแบบนี้มันจะแลกมาระหว่างประสิทธิภาพ ความคิดสร้างสรรค์กับการทุจริตคอร์รัปชั่น เรานึกว่ามันจะ Trade-Off จริงๆไม่ใช่ แต่เสียทั้งสองอย่าง แก้ไขทุจริตคอร์รัปชั่นก็ไม่ได้ ขณะเดียวกัน สิ่งที่แลกมาก็คือ ประสิทธิภาพของความคิดสร้างสรรค์ ข้าราชการกลัวมากกับการทำนโยบายที่กล้าที่จะพาประเทศไปข้างหน้า ตอบโจทย์ความต้องการของสังคม ไม่กล้าทำ เพราะกลัวการตรวจสอบ กลัวสตง. กลัวการตรวจสอบของ ป.ป.ช.การแก้คอร์รัปชั่นไม่ได้
“กลายเป็นระบบราชการที่ล้าหลัง กลัวการเปลี่ยนแปลง ไม่มีใครกล้าทะเยอทะยาน อยู่เฉยๆ ดีกว่า”
รับมือกับดักกฎหมาย-ข้าราชการ
ปัญหาอุปสรรคเพราะราชการมีปัญหา พรรคราชการใหญ่ที่สุดเข้มแข็งที่สุดคิดอย่างนั้นไหม “ศิริกัญญา” ตอบว่า จริงและก็ไม่จริง เราเริ่มทำงานกับราชการมาระยะหนึ่ง ปี 2566 เราเริ่มทำนโยบายที่นำมาใช้ได้จริงๆ แต่หลังจากปี 2566 เราอุทิศเวลา แม้ 2 ปี แต่เราคิดว่าเรื่องจะเอาไปใช้จริงๆ อย่างไร รวมถึง กระบวนการในสภาชั้นคณะกรรมาธิการต่างๆ เราก็ทำงานร่วมกับข้าราชการ หลายๆ นโยบายข้าราชการส่งมา
“หลายๆ นโยบายข้าราชการส่งมา เขาพร้อมที่จะเปลี่ยนและอยากเห็นประเทศเดินหน้าเหมือนๆ กัน เรามีคนข้างในที่พร้อมจะขับเคลื่อนกับพวกเราเหมือนกัน”
แต่ “ศิริกัญญา” ไม่ปฏิเสธ ที่อาจมีแรงต้านจากข้าราชการ “แต่ก็ไม่ทุกเรื่องเราต้องเจอแรงต้านในกระทรวงแน่ๆ”
“อีกสิ่งหนึ่งที่เราไม่เหมือนกับเขาคือวิธีรัฐมนตรีของพรรคประชาชนไม่เหมือนกัน ตัวรัฐมนตรีที่ผ่านมาชอบอยากได้อันนี้ สั่งลอยๆ จะให้ทำอะไร ไม่ได้ไปขับเคลื่อนงานจริงๆ จังๆ ปล่อยให้ราชการต้องคิดกระบวนการเอาเองว่าเขาสั่งมาแบบนี้ฉันจะต้องเอาไปทำให้เกิดขึ้นอย่างไร แต่พรรคประชาชนคิดมาละเอียดแล้ว ทำให้กลไกที่ขับเคลื่อนทำได้จริงด้วย และต้องให้รัฐมนตรีต้องร่วมรับผิดรับชอบกับข้าราชการด้วย ไม่ใช่ผลักให้อยู่กับฝั่งราชการอย่างเดียว”
รวมถึงเรื่องงบประมาณ ที่ผ่านมาเป็นเรื่องของข้าราชการประจำมาโดยตลอด เว้นแต่ฝ่ายการเมืองจะมีนโยบายเรือธงมา 1-2 อัน หรือเป็นโปรเจกต์ที่เขาขอให้ข้าราชการประจำทำให้ แต่รอบนี้ ในฐานะทีมบริหาร เราจะให้รัฐมนตรีของเราเข้าไปมีส่วนร่วมทำงบประมาณ คิดโครงการที่เป็นนโยบายของพรรคจริงๆ ดังนั้น จะดึงความรับผิดรับชอบของราชการประจำมาอยู่ที่ตัวรัฐมนตรี แบบนี้กลไกถึงจะขับเคลื่อนได้จริง
ในรัฐบาลพรรคเพื่อไทย หลายนโยบายมักติดกับดักหน่วยงานรัฐ เช่น สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือไม่ก็ติดกับดักที่คณะกรรมการกฤษฎีกา จะทำอย่างไรให้ขับเคลื่อนนโยบายไปข้างหน้า “ศิริกัญา” ตอบว่า ถ้ารัฐมนตรีเป็นเจ้าของนโยบายจริงๆ จะต้องไป defend เชิงนโยบายก็พอทำได้ แต่ถ้าโดน challenge เรื่องกฎหมาย เราก็มีที่ปรึกษากฎหมายช่วยเราผลักดัน เช่นกัน
พรรคประชาชน พร้อมแล้วที่จะเป็นรัฐบาล