เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

รวิศ สอดส่อง ชี้เหตุผลทำไมต้องแก้รัฐธรรมนูญ ถึงเวลาคืนกติกาที่เป็นธรรม

19 ม.ค. 2569 | 14:43น.
รวิศ สอดส่อง

รวิศ สอดส่อง

รวิศ สอดส่อง ปาร์ตี้ลิสต์เพื่อไทย เปิดเหตุผลทำไมต้องแก้รัฐธรรมนูญ ถึงเวลาคืนกติกาที่เป็นธรรม

นายรวิศ สอดส่อง ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊ก “รวิศ สอดส่อง – Ravit Sodsong” ระบุว่า ทำไมต้องแก้รัฐธรรมนูญ ? : เมื่อ “กติกาชีวิต” ต้องจับต้องได้ และเป็นของประชาชน หลายคนอาจมองว่า “รัฐธรรมนูญ” เป็นเรื่องที่ดูไกลตัว เป็นเรื่องของนักกฎหมาย หรือนักการเมืองในสภา

แต่ในความเป็นจริง รัฐธรรมนูญคือ “กฎหมายสูงสุดของประเทศ” ที่เปรียบเสมือน “กติกาชีวิต” ที่กำหนดว่าเราจะมีสิทธิรักษาพยาบาลแบบไหน ลูกหลานเราจะได้เรียนฟรีถึงเมื่อไหร่ และเกษตรกรจะขายผลผลิตได้ราคาหรือไม่ หากกติกาเบื้องต้นคดเคี้ยว ชีวิตของคนทำมาหากินย่อมลำบาก

หาก “กติกา” ถูกออกแบบมาอย่างไม่เป็นธรรม ต่อให้คนไทยทำงานหนักแค่ไหน ก็อาจจะยังวนเวียนอยู่กับความยากจน เพราะกติกานี้เองที่เป็นตัวกำหนดว่าใครจะเข้าถึงทรัพยากร ใครจะได้ประโยชน์จากที่ดิน และใครจะมีอำนาจตัดสินใจแทนเราในเรื่องปากท้อง

การแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงไม่ใช่เรื่องการเมืองนามธรรม แต่คือการเปลี่ยนโครงสร้างที่กดทับโอกาสของประชาชน ให้กลายเป็นกติกาที่ “จับต้องได้” และ “ตอบสนองความต้องการของประชาชน” เพื่อให้ชีวิตของคนทำมาหากินดีขึ้นอย่างยั่งยืน

นี่คือเหตุผลสำคัญว่า ทำไมถึงต้องร่วมกันเขียนกติกาใหม่ให้เป็น “รัฐธรรมนูญที่มาจากเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง”

หากลองพิจารณาปัญหาที่เกิดขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เราจะพบว่าหลายเรื่องมีต้นตอมาจากกติกาที่ไม่ได้คำนึงถึงประชาชนอย่างแท้จริง ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ สิทธิการรักษาพยาบาลที่ถูกลดทอนความเสมอภาคจากการเป็น “สิทธิขั้นพื้นฐาน” กลายเป็นการ “สงเคราะห์เฉพาะผู้ยากไร้”

คำว่า “สิทธิเสมอกัน” และ “บริการที่ได้มาตรฐาน” ที่เคยมีในรัฐธรรมนูญปี’40 และ 50 ถูกตัดออกไป ประชาชนอาจต้องขึ้นทะเบียนเป็น “ผู้ยากไร้” ถึงจะได้รับบริการฟรีจากรัฐ ซึ่งทำลายหลักการ “หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” หรือ “บัตรทอง” ที่เคยทำให้คนไทยเข้าถึงการรักษาอย่างมีศักดิ์ศรี หากไม่ใช่ผู้ยากไร้ แต่มีรายได้น้อยหรือปานกลาง คุณอาจต้องจ่ายค่ารักษาในราคาเดียวกับคนรวยในโรงพยาบาลเอกชน หรือจ่ายแพงขึ้นในโรงพยาบาลรัฐเพื่อให้ได้บริการที่ “ได้มาตรฐาน”

เช่นเดียวกับเรื่องการศึกษาที่รัฐธรรมนูญปัจจุบันลดระยะเวลาเรียนฟรีให้สั้นลง จากเดิมที่เคยเรียนฟรีอย่างน้อย 12 ปี (ครอบคลุมถึงมัธยมปลาย หรืออาชีวะ) รัฐธรรมนูญปี’60 กำหนดให้รัฐจัดการศึกษาให้ไม่เกิน 12 ปี โดยเริ่มตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับ (ม.3) เท่านั้น

หลังจากจบ ม.3 พ่อแม่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเอง หรือต้องให้ลูกหลานไปกู้หนี้ยืมสินจากกองทุนของรัฐ ทั้งที่การศึกษาควรเป็นเครื่องมือสร้างโอกาส ไม่ใช่เครื่องมือสร้างหนี้ สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า เมื่อรัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนขึ้นมาเพื่อรับรองความเสมอภาค ปัญหาเรื่องค่าครองชีพ และหนี้สิน จึงกลายเป็นภาระที่ประชาชนต้องแบกรับฝ่ายเดียว

ทางออกของเรื่องนี้คือ การสร้าง “ประชาธิปไตย” ผ่านรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ยึดโยงกับ 4 เสาหลักสำคัญ

เริ่มจากเรื่องปากท้องและการทำมาหากินที่ต้องไม่ถูกทุนใหญ่หรือรัฐส่วนกลางผูกขาดทรัพยากร

การเปลี่ยนสิทธิในที่ดินทำกินให้เป็นสิทธิพื้นฐานที่ไม่ต้องคอยร้องขอให้อนุญาตตลอดชีวิต

การประกันโอกาสของลูกหลานผ่านการศึกษาที่เสมอภาค ตั้งแต่ต้นทางโดยไม่ต้องเป็นหนี้

ที่สำคัญที่สุดคือ การคืนอำนาจตัดสินใจให้ประชาชนมีสิทธิเลือก กำหนด และตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐได้ตลอดเวลา ไม่ใช่เพียงแค่การเข้าคูหาเลือกตั้งทุก ๆ 4 ปี แล้วกลับมาเป็นผู้ถูกปกครองที่ไร้สิทธิไร้เสียง

สุดท้ายแล้ว หัวใจสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คือการทำให้กฎหมายสูงสุดฉบับนี้ “มาจากประชาชน” และเป็นกติกาที่ทุกคนมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตประเทศไทยไปด้วยกัน

“ชีวิตเราจะดีขึ้นได้ไหม ขึ้นอยู่กับกติกาที่เรามี” ดังนั้น รัฐธรรมนูญใหม่ต้องเป็น “กติกาที่กินได้” คือกติกาที่ทำให้คนทำงานหนักแล้วลืมตาอ้าปากได้ มีสิทธิทำกินอย่างเสมอภาค และลูกหลานมีอนาคตที่เท่าเทียม

การร่วมกันเขียนกติกาใหม่จึงไม่ใช่แค่การรื้อโครงสร้างทางการเมือง แต่คือการสร้างรากฐานของชีวิตที่มั่นคงและเสมอภาคสำหรับคนไทยทุกคน

ถึงเวลาแล้วที่เราต้องร่วมกันผลักดันให้รัฐธรรมนูญกลับมาเป็นของประชาชน ร่วมกันกำหนดอนาคตประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง

8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ ขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมกันกำหนดอนาคตประเทศไทย มาร่วมกันสร้างอนาคตประเทศไทยไปด้วยกันครับ