สศก. เผยผลศึกษาการบริหารจัดการโลจิสติกส์ “ทุเรียนไทย” สู่จีนผ่านรถไฟสาย “จีน-ลาว” ชูยุทธศาสตร์เจาะลึกตลาดจีนตอนใน แนะกลยุทธ์นำเสนอทุเรียนเชิงพื้นที่ ตรงใจผู้บริโภคจีน
นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงผลการศึกษา โอกาสในการส่งออกสินค้าเกษตรไปจีน ผ่านระบบราง จีน-ลาว ว่า จากการเปิดให้บริการเส้นทางรถไฟจีน-ลาว ตั้งแต่ปี 2565 ภายใต้ยุทธศาสตร์หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative : BRI) ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทย โดยเฉพาะ “ทุเรียนผลสด” ซึ่งเป็นไม้ผลเศรษฐกิจสำคัญที่มีมูลค่าสูง ท่ามกลางสถานการณ์การแข่งขันจากประเทศผู้ผลิตอื่นที่เริ่มได้รับอนุญาตให้ส่งออกทุเรียนเข้าสู่จีนได้เพิ่มขึ้น

เพื่อให้ประเทศไทยสามารถใช้โอกาสและประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานระบบรางจีน-ลาว ได้อย่างเต็มศักยภาพ ท่ามกลางการแข่งขันที่ทวีความรุนแรง จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งศึกษาแนวทางการบริหารจัดการโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการทำความเข้าใจพฤติกรรมและความต้องการที่ซับซ้อนของผู้บริโภคชาวจีนในแต่ละพื้นที่ เพื่อนำมาปรับกลยุทธ์การส่งออกให้มีความแม่นยำและสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง
ดังนั้น สศก. จึงได้ดำเนินการศึกษาครอบคลุม 2 มิติสำคัญ โดยใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุปทาน และการทดลองทางเลือก (Choice Experiment) เพื่อสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคใน 3 เมืองหลัก ได้แก่ นครคุนหมิง กว่างโจว และหนานหนิง เพื่อถอดบทเรียนและวางกลยุทธ์การตลาด โดยผลการศึกษาชี้ให้เห็นถึงจุดเด่นของการขนส่งทางรางที่ช่วยลดระยะเวลาขนส่งเหลือเพียง 3-4 วัน ช่วยรักษาคุณภาพและความสดใหม่ พร้อมเปิดประตูการค้าสู่ตลาดจีนตอนใน และพบข้อมูลที่น่าสนใจ ดังนี้
ในส่วนของการบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์ พบว่า การขนส่งทางรางเปรียบเสมือนกุญแจสำคัญในการเจาะตลาดจีนตอนใน (Inland China) และลดความแออัดในตลาดตอนใต้ โดยมีจุดเด่น ด้านระยะเวลา ที่ใช้เวลาเพียง 3-4 วัน (70-77 ชั่วโมง) ถึงนครคุนหมิง เร็วกว่าทางถนนที่ใช้เวลา 5-7 วัน ช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหารถติดหน้าด่าน ด้านความน่าเชื่อถือ พบความเสียหายของสินค้าต่ำเพียงร้อยละ 2-5 จากการควบคุมอุณหภูมิที่แม่นยำ ส่วนด้านต้นทุน แม้ค่าขนส่งทางรางจะอยู่ที่ 160,000-220,000 บาทต่อตู้ สูงกว่าทางรถบรรทุกเล็กน้อย (140,000-200,000 บาท) แต่คุ้มค่าเมื่อแลกกับคุณภาพความสดใหม่
ทั้งนี้ โครงสร้างต้นทุนหลักยังคงเป็นค่าผลผลิตร้อยละ 60 ตามด้วยส่วนต่างกำไรของผู้ส่งออกร้อยละ 15-20 ค่าบริหารจัดการร้อยละ 10 และค่าขนส่งเพียงร้อยละ 5-10 อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน ที่ต้องเร่งแก้ไข อาทิ ระบบรางเดี่ยว การขาดแคลนแคร่รถไฟขนาด 15 เมตร และหัวรถจักรที่มีกำลังลากจูงสูง รวมถึงปัญหาการเชื่อมต่อด้านโลจิสติกส์บริเวณจุดเปลี่ยนถ่ายสินค้า (Reloading) เพื่อเปลี่ยนขนาดรางมาตรฐาน 1.435 เมตร และกระบวนการพิธีการศุลกากร ณ ท่าบกท่านาแล้ง
สำหรับด้านการตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภค จากการสำรวจใน 3 เมืองหลัก พบว่า “ราคา” ยังคงเป็นตัวชี้วัดคุณภาพสำหรับกลุ่มผู้บริโภคใหม่ โดยนิยมทุเรียนขนาด 2.5-3.4 กิโลกรัม และไม่ชอบรสหวานติดขม นอกจากนี้ ยังพบว่า ความพึงพอใจต่อคุณลักษณะของทุเรียนมีความแตกต่างกันตามพื้นที่ จึงควรสื่อสารและนำเสนอทุเรียนตามคุณลักษณะหรือสายพันธุ์ทางเลือกให้ตรงใจผู้บริโภคแต่ละกลุ่ม โดยผู้บริโภคในนครคุนหมิงและกว่างโจวนิยมทุเรียนเนื้อสุกนิ่ม มีกลิ่นชัดเจน ขณะที่ผู้บริโภคในหนานหนิงนิยมทุเรียนเนื้อกรอบ กลิ่นอ่อน
“การขนส่งทางรางที่รวดเร็ว ช่วยให้ผู้ส่งออกสามารถบริหารจัดการระดับความสุกของทุเรียนได้แม่นยำขึ้น สามารถตัดทุเรียนในระยะที่แก่จัดใกล้เคียงมาตรฐานบริโภคได้ โดยไม่ต้องเร่งตัดอ่อนเพื่อเผื่อเวลาเดินทางเหมือนในอดีต ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าแต่ละเมืองได้ดียิ่งขึ้น และช่วยลดปัญหาเรื่องทุเรียนอ่อนและการสวมสิทธิที่กระทบภาพลักษณ์ไทยได้ทางหนึ่ง” เลขาธิการ สศก.กล่าว
ทั้งนี้ เพื่อให้ไทยรักษาศักยภาพในตลาดจีนอย่างยั่งยืน สศก.เสนอให้เร่งบูรณาการห่วงโซ่อุปทานเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน เริ่มจากต้นน้ำ เน้นระบบตรวจสอบย้อนกลับและเทคโนโลยีคัดกรองคุณภาพ กลางน้ำ เร่งโครงสร้างพื้นฐานระบบรางและลดต้นทุนด้วยเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนปลายน้ำ เจาะตลาดรายเมืองและขยายช่องทาง e-Commerce เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร สำหรับผู้สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนเสริมสร้างนวัตกรรมด้านวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร สศก. โทร. 0-2940-7309 ในวันและเวลาราชการ