สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ หรือ PIER จัดเสวนาหัวข้อ ”ย้อนมอง 16 ความคิดเพื่อชีวิตคนไทย : สำรวจความคืบหน้าและทางออกที่ต้องเร่งทำ” ฟาก “ดร.อธิภัทร” อยากเห็นการปรับโครงสร้างรายจ่ายภาครัฐ หลังหน่วยงานกำกับไม่คุยกัน แนะต้องเร่งจัดการผลตอบแทน-สวัสดิการ พร้อมแนะขยายฐานภาษี-ทำเรื่องภาษีให้ง่าย หลังรายได้ภาษีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องจาก 17% ฟาก “ดร.โสมรัศมิ์” เสนอรัฐ-เอกชนขับเคลื่อนนโยบายเชื่อมโยงซัพลายเชนภาคเกษตรตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ เพราะเป็นภาคใหญ่ของประเทศ
ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ จากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในงานเสวนาในหัวข้อ ”ย้อนมอง 16 ความคิดเพื่อชีวิตคนไทย : สำรวจความคืบหน้าและทางออกที่ต้องเร่งทำ” ที่จัดโดย สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) ว่า นโยบายที่อยากเห็นในรัฐบาลใหม่ คือ โครงสร้างรายจ่ายของภาครัฐ เพราะปัจจุบันหน่วยงานกำกับรายจ่าย จะเป็น “สำนักงบประมาณ”
ซึ่งแยกกับกระทรวงการคลัง ซึ่งนโยบายการลดรายจ่ายหน่วยงานกำกับไม่คุยกันว่าจะทำอย่างไร เนื่องจากอีกไม่นานไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัย (Aging Society) จึงอยากเห็นการจัดการผลตอบแทน สวัสดิการ ทั้งในส่วนของอัตราการรับใหม่ เกษียณ เป็นต้น จึงอยากเก็นการปรับโครงสร้างตรงนี้
ขณะเดียวกัน ในเรื่องของภาษี จะต้องมี 3 เรื่องที่จะต้องดู คือ 1.การทำให้ฐานภาษีกว้างขึ้นให้คนนอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบ เช่น นโยบายของพรรคประชาชน เรื่องของหวยใบเสร็จ ซึ่งจะช่วยขยายฐานภาษีมากน้อยขนาดไหน 2.จะต้องทำให้เรื่องของภาษีง่ายขึ้น เพราะปัจจุบันต้นทุนของการเข้าระบบภาษีค่อนข้างสูงมากสำหรับรายเล็ก จะทำอย่างไรให้สามารถทำให้ง่ายขึ้น
และ 3.ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Vat) อาจจะไม่จำเป็นต้องปรับเพิ่มขึ้น แต่จะต้องทำอย่างไรให้ภาครัฐมีรายได้เพิ่มมากขึ้น เพราะจากเดิมรายได้ภาษีประมาณ 17% ของจีดีพี และแนวโน้มปรับลดลงเรื่อย ๆ ปัจจุบันอยู่ที่ 14% ของจีดีพี 4.สถาบันที่จะมาถ่วงดุลอำนาจในการดำเนินนโยบาย เพราะนโยบายปัจจุบันที่เห็นจะไม่ค่อยยั่งยืน เพราะไม่มีสถาบันคอยถ่วงดุลอำนาจตามรัฐธรรมนูญ จะมีเพียงคนนอกเพียงคนเดียว คือ ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เท่านั้น
“เรื่องของระยะยาว มองว่า Quick Win อาจจะยังไม่ตอบโจทย์โครงสร้างได้จริง โดยจะทำอย่างไรให้โครงสร้างรายจ่ายภาครัฐทำได้มีประสิทธิภาพ เพราะเราโดนผู้จัดอันดับเครดิต (Rating Agency) ปรับลดมุมมอง (Outlook) จากสถานการณ์เพดานหนี้สาธารณะ และหากดูดอกเบี้ยจ่ายต่อรายได้สุทธิ จะเห็นว่าปัจจุบันไทยมีรายจ่ายดอกเบี้ย 11% ของรายได้ทั้งหมด ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่ากังวล เพราะสถานการณ์การลงทุน Investment Grade รายจ่ายดอกเบี้ยจะต้องไม่เกิน 12% หากดูไทยคาดว่าปี 2570 รายจ่ายดอกเบี้ยก็ 12% แล้ว”
ดร.โสมรัศมิ์ จันทรัตน์ สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) กล่าวว่า อยากเห็นนโยบายภาคเกษตร เนื่องจากมีสัดส่วนค่อนข้างใหญ่ของประเทศ โดยอยากเห็นนโยบายเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ เพราะปัจจุบันการส่งเสริมไม่ได้เชื่อมโยงกัน ทำให้ภาคเกษตรที่จะปรับตัวหรือผลิตอาจจะล้มเลิกเพราะไม่รู้ว่าจะไปขายที่ไหนอย่างไร ดังนั้น จึงอยากให้รัฐ-เอกชน เชื่อมโยงซัพพลายเชนเข้าด้วยกัน อาจจะทำผ่านแพลตฟอร์ม และผลักดันให้สุดตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ หรือตลอดห่วงโซอุปทาน
ขณะเดียวกัน อาจจะต้องลดกฎระเบียบต่าง ๆ ที่ทำให้รายย่อยเข้าไม่ถึงสามารถเข้าถึงได้ โดยผ่านการรวบรวมตัวกลาง ทั้งสหกรณ์ หรือสตาร์ตอัพ เพื่อให้เกิดการรวมตัวของคนตัวเล็ก เพื่อให้เกิดการประหยัดต่อขนาด รวมถึงการยกเลิกเงินช่วยเหลือแบบให้เปล่า หรือแจกเงิน เพราะปัจจุบันรายเล็กติดกับดักนโยบายดังกล่าว โดยอาจจะส่งเสริมคนที่ไม่สามารถไปต่อได้ออกจากระบบ (EXIT) ไปสู่ภาคผลิตอื่น ๆ ได้
“เราจะต้องทำนโยบายการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานให้ได้ และเกิดผลได้จริง เพราะเกษตรถือเป็นส่วนใหญ่ของประเทศ” ส่วน ดร.วีระชาติ กิเลนทอง จากสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และ ดร.ณรัณ โพธิ์พัฒนชัย จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และ ดร.กรรณิการ์ ธรรมพานิชวงค์
สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) กล่าวเสริมว่า การประเมินสถานการณ์พบว่า ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าไทยจะมีความคืบหน้าในบางเรื่อง เช่น โครงการนำร่อง Direct PPA เพื่อให้ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถซื้อไฟจากผู้ผลิตไฟฟ้าสะอาดได้โดยตรง สินค้าเกษตรหลายกลุ่มโดยเฉพาะกลุ่มที่มีอุตสาหกรรมแปรรูปเข้มแข็งและ
มาตรฐานชัดเจนได้โอกาสเติบโตจากตลาดโลก ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้นในกระบวนการร่างกฎหมาย แต่ผลของความคืบหน้าดังกล่าวยังอยู่ในวงจำกัด ขณะที่ปัญหาเชิงโครงสร้างหลายด้านยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างมีนัยสำคัญ และยังมีความท้าทายใหม่ที่เพิ่มเติมเข้ามา โดยเห็นพัฒนาการของปัญหาในภาพรวม ดังนี้
ความสามารถในการแข่งขันลดลงอย่างต่อเนื่อง จากปัญหาเดิมที่ยังไม่ถูกแก้ไขและโจทย์ใหม่ที่ปรับตัวตามไม่ทัน ไม่ว่าจะเป็นผลิตภาพภาคเกษตรที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ทำให้สินค้าเกษตรต้นน้ำสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน และธุรกิจส่งออกที่เริ่มเสียเปรียบในตลาดโลกจากกติกาใหม่ เช่น มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ของสหภาพยุโรป
ปัญหาความเหลื่อมล้ำยังคงรุนแรงและมีแนวโน้มแย่ลงอย่างชัดเจน จำนวนคนจนปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่กลุ่มคนที่มีรายได้สูงสุด 1% ของประเทศมีสัดส่วนรายได้เพิ่มขึ้น คุณภาพการศึกษาโดยเฉพาะในชนบทไม่มีการพัฒนา ในภาคธุรกิจ SMEs ฟื้นตัวช้ากว่าธุรกิจขนาดใหญ่ และปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อทวีความรุนแรงขึ้น สะท้อนว่าการกระจายโอกาสในเศรษฐกิจไทยไม่ได้ปรับตัวดีขึ้น
ความเปราะบางมีมากขึ้นและกระจุกตัวในกลุ่มรายย่อย ทั้งในระดับปัจเจก ครัวเรือนไทยมีปัญหาหนี้ในวงกว้าง และเกษตรกรกว่าครึ่งเริ่มมีหนี้เกินศักยภาพในการชำระคืน หนี้เสียของ SMEs สูงขึ้น ทำให้ขาดภูมิคุ้มกันทางการเงิน ในขณะที่โลกมีความไม่แน่นอนสูงขึ้น ทั้งจากภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนไปและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และในระดับประเทศ ความเปราะบางทางการคลังก็สูงขึ้น โดยสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP มีโอกาสแตะเพดาน 70% เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ อีกทั้งแรงกดดันด้านรายจ่ายจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยแบบสมบูรณ์ ทำให้พื้นที่ทางการคลังยิ่งมีจำกัด
โดยมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สำคัญ ดังนี้ การสร้างกลไกและแรงจูงใจที่ถูกต้อง : การออกแบบนโยบายต้องมุ่งสร้างแรงจูงใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในทิศทางที่พึงประสงค์อย่างยั่งยืน แทนการอุดหนุนที่บิดเบือนกลไกตลาด เช่น การอุดหนุนภาคเกษตรแบบมีเงื่อนไขเพื่อยกระดับผลิตภาพ หรือการกระจายอำนาจทางการศึกษาให้ถึงผู้ปกครองและนักเรียนเพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับทั้งครูและสถานศึกษา
การปรับบทบาทรัฐสู่การเป็น “ผู้อำนวยความสะดวก” : รัฐต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้ลงมือทำเอง มาเป็นผู้สร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการแข่งขันอย่างเป็นธรรม เช่น การเปิดเสรีตลาดพลังงานสะอาดเพื่อให้เอกชนเข้าถึงไฟฟ้าสะอาดได้โดยตรง และการลดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็นเพื่อลดต้นทุนแฝงของประชาชนและภาคธุรกิจ
การมุ่งสู่นโยบายที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล : รัฐต้องใช้ข้อมูลตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบนโยบาย เพื่อระบุปัญหาและความต้องการที่แตกต่างกันของแต่ละกลุ่มเป้าหมายให้แม่นยำแทนการใช้นโยบายแบบเหมาเข่ง และต้องวางระบบการเก็บข้อมูลเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ของมาตรการนั้น ๆ เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจว่าจะขยายผลโครงการที่ได้ผลจริง หรือยุติโครงการที่ไม่คุ้มค่า
การออกนโยบายที่คำนึงถึงความยั่งยืน : ขณะที่การออกมาตรการที่จะตอบโจทย์ประเทศระยะสั้นยังมีความจำเป็น รัฐต้องไม่ลืมที่จะคิดถึงต้นทุนของมาตรการเหล่านั้น และความจำเป็นที่จะต้องมีมาตรการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาวของประเทศ ขณะเดียวกัน รัฐก็ต้องเร่งพัฒนาทุนมนุษย์ ปรับโครงสร้างค่าใช้จ่ายภาครัฐเพื่อรองรับสังคมสูงวัย และปฏิรูปโครงสร้างภาษีเพื่อขยายฐานรายได้และกระจายภาระให้เป็นธรรม