Skip to content

‘ศุภจี’ ปัดไม่เคยพูดว่า เป็นคนเซ็น FTA ไทย-EFTA เพียงสานต่อให้มีผลบังคับใช้

26 ม.ค. 2569 | 14:50น.
‘ศุภจี’ ปัดไม่เคยพูดว่า เป็นคนเซ็น FTA ไทย-EFTA เพียงสานต่อให้มีผลบังคับใช้

‘ศุภจี’ เปิดใจบนเวทีสัมมนา ไม่เคยพูดว่า เป็นคนเซ็น FTA ไทย-EFTA การเดินทาง เพื่อสานต่อข้อตกลงให้เกิดผลบังคับใช้ภายในปี 2569 นี้ พร้อมฝากรัฐบาลใหม่ในการเดินหน้า ยังย้ำ ข้อตกลงนี้ดำเนินการผ่านหลายรัฐบาล

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  กล่าวระหว่างการ ปาฐกถาพิเศษ  ในงานสัมมนา “Mission to Win for The Game Changer : ภารกิจพิชิตชัย แก้เกมไว คว้าแต้มต่อการค้าโลก” จัดโดย กรมการค้าต่างประเทศ  ในวันที่ 26 มกราคม 2569  ว่า  ข้อตกลงการค้าเสรีไทย-เอฟต้า (Thailand-EFTA FTA)  ซึ่งได้กลายเป็นประเด็นการเมือง ว่ามีการเซ็นสัญญาตั้งแต่รัฐบาลชุดที่ผ่านมา ตนขอใช้โอกาสนี้ “ไม่เคยพูดเลยว่า ดิฉันเป็นคนเซ็น” จากการเดินทางนั้น เพราะต้องการที่จะให้ข้อตกลงนี้เกิดประโยชยน์สูงสุด

เนื่องจากข้อตกลงดังกล่าวนั้น แม้จะได้ทำการเซ็นข้อตกลวไปแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์ ขณะที่ การทำงานของกระทรวงพาณิชย์หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด คือ การทำให้นโยบายนั้นดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งยังเป็นข้อติดขัดเพราะจะมีผลต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างชาติ  และทำอย่างไรให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศ

“การเดินทางไปนั้นเพื่อที่จะไปพูดคุยและสร้างความเชื่อมั่นกับทางนางเฮเลเนอ บุดลีเกอร์ อาร์ทิเอดา (Helene Budliger Artieda) ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงกิจการเศรษฐกิจสมาพันธรัฐสวิส (State Secretary for Economic Affairs – SECO) ว่าเรายังเดินหน้าอยู่ เพราะหาก FTA ที่เซ็นไว้แล้วไม่ดำเนินการต่อก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร”

ทั้งนี้  สิ่งที่เราดำนินการคือเอาข้อตกลงนี้ มาลงในรายละเอียดเพื่อที่จะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบ ก่อนที่จะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา พิจารณาต่อไป  ซึ่งขบวนการนี้ใช้ระยะเวลาเป็น โดยเป้าหมายเราต้องการให้เห็นความชัดเจนและเป็นรูปธรรมให้ได้ภายในไตรมาส 4 ของปีนี้ และสร้างความเชื่อมั่นว่าเราจะเอาข้อตกลงดังกล่าวนี้ “ที่ได้เซ็วไวแล้วโดยท่านอื่น” เอามาเชื่อมเพื่อให้เกิดการใช้งานได้จริง ภายในสิ้นปี 2569 นี้

ขณะที่  ในส่วนของทาง เอฟต้า เองก็มีขบวนการเช่นกัน สัตยาบรรภายในของ 4 ประเทศ และรัฐสภา และการเปิดรับฟังความคิดเห็น 100 วัน ซึ่งขบวนการดังกล่าวก็คาดว่าสิ้นปีนี้น่าจะเสร็จสิ้น เพื่อให้เกิดการบังคับใช้ได้ภายในเดือนมกราคม 2570

และสิ่งที่ตนดำเนินการนั้น คือ การพูดคุยและหารือว่าสามารถเร่งดำเนินการได้เร็วกว่านี้ได้หรือไม่ ซึ่งทางประเทศไทยเองก็จะเร่งดำเนินการ ซึ่งหากได้รัฐบาลใหม่เข้ามา ก็จะเร่งเดินหน้าเรื่องนี้ได้เลย ซึ่งทางเอฟฟต้าก็จะกลับไปพิจารณา

ดังนั้น  การเดินหน้าในเรื่องนี้นั้น เพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง และไม่เคยพูดว่า “เป็นคนเซ็น” ซึ่งการดำเนินการเรื่องของ ข้อตกลงเขคการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไม่ว่าจะฉบับไหน เราก็ต้องนำมาพิจารณา ว่าประเทสไทยได้ผลกระโยชน์สูงสุดอย่างไร อีกทั้ง การดำเนินการข้อตกลงนี้ไม่ได้ดำเนินการภายใต้รัฐบาลที่ผ่านมา แต่ดำเนินการมาหลายรัฐบาล ซึ่งอย่าไปพุดเลยว่าใครทำอะไร สิ่งที่คำนึกคือ ใครได้ประโยชน์และนำสิทธินั้นให้เกิดประโยชน์กับประชาชน น่าจะเป็นสิ่งที่ดี และให้เกิดความต่อเนื่องด้วย

เกร็ดความรู้

ข้อตกลงการค้าเสรีไทย-เอฟต้า (Thailand-EFTA FTA) คือ ความตกลงฉบับแรกระหว่างไทยกับกลุ่มประเทศยุโรปที่ไม่ได้เป็นสมาชิกอียู ได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตน์ มีเป้าหมายเพื่อลดยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้า (โดยเฉพาะสินค้าเกษตรแปรรูปและอุตสาหกรรม) เพื่อเพิ่มโอกาสการส่งออกและดึงดูดการลงทุน โดยข้อตกลง จะทำให้ได้รับยกเว้นภาษีนำเข้าในกลุ่มสินค้าสำคัญ เช่น รถยนต์และส่วนประกอบ, เครื่องเพชรพลอย, แผ่นอะลูมิเนียมเจือ และสินค้าเกษตรแปรรูปอื่นๆ