เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ถอดบทเรียน BY2 เขย่าทุเรียนไทย หอการค้าจันทบุรี แนะทางรอดสู้ตลาดโลก

31 ม.ค. 2569 | 17:07น.

คอลัมน์ : สัมภาษณ์

ในปี 2568 ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมทุเรียนไทยเผชิญปัญหาด้านการส่งออกอย่างหนักหน่วง เมื่อจีนตรวจพบสารย้อมสี Basic Yellow 2 หรือ BY2 และแคดเมียม และมีการตรวจสารเข้มข้นมากขึ้น และแจ้งไม่รับรองผลตรวจแล็บไทย ทำให้ตู้สินค้าถูกตีกลับ ทำให้สร้างความหวั่นวิตกให้กับผู้ที่อยู่ในโครงสร้างวงจรทุเรียน

ประชาชาติธุรกิจ สัมภาษณ์ นายอุกฤษฏ์ วงษ์ทองสาลี ประธานหอการค้าจังหวัดจันทบุรี ถึงบทเรียนของการเผชิญปัญหาในปีที่ผ่านมา ตลอดจนถึงการเสนอทางรอดให้กับอุตสาหกรรมทุเรียนไทย ท่ามกลางการแข่งขันอย่างดุเดือดจากประเทศเพื่อนบ้าน

Q : ในปี 2568 วงการทุเรียนไทยได้รับผลกระทบจากกรณี BY2 (Basic Yellow 2) อย่างไรบ้าง

ช่วงต้นปี 2568 ถือเป็นช่วงที่เกิดความหวั่นวิตกให้กับผู้ที่อยู่ในโครงสร้างวงจรทุเรียน จากกรณี่จีนตรวจพบ สารย้อมสี Basic Yellow 2 หรือ BY2 และแคดเมียม ในทุเรียนของไทย ส่งผลให้จีนตรวจเข้มในการนำเข้าทุเรียนไทย เสมือนเป็น “ระฆังเตือน” ให้ทุกฝ่ายหันมาใส่ใจเรื่อง “ทุเรียนคุณภาพ” อย่างจริงจัง

ที่ผ่านมาทางภาครัฐและเอกชนได้พยายามแก้ปัญหาการตรวจสาร BY2 แต่กลไกการตรวจสอบของจีนที่เข้มงวดมากขึ้น ทำให้กระทบต่อระบบการขนส่งสินค้าที่ต้องล่าช้าออกไป ส่งผลต่อคุณภาพผลผลิตโดยตรง
ประกอบกับพฤติกรรมผู้ประกอบการบางส่วนที่เร่งตัดทุเรียนอ่อนเพื่อหวังผลกำไร ทั้งหมดนี้จึงกลายเป็นบทเรียนสำคัญเรื่องปัญหาคุณภาพทุเรียน

Q : ปัจจุบันการแข่งขัน “ทุเรียน” สูงมาก เกษตรกรไทยควรปรับตัวอย่างไร

จากการเดินทางไปจีนตามคำเชิญของธนาคารแห่งประเทศจีน (Bank of China-BOC) พบว่ามีการส่งทุเรียนอ่อนออกสู่ตลาดจริง ซึ่งเป็นทุเรียนที่ไม่สามารถรับประทานได้ จึงเกิดเป็นข้อคิดสำคัญว่าสิ่งแรกที่เราต้องทำ คือ ทุเรียนคุณภาพ

ทั้งนี้ การแก้ปัญหาทุเรียนอ่อนทำได้ไม่ยาก เพราะมีผู้เกี่ยวข้องเพียงแค่ 3 ส่วน คือ “คนสวน คนตัด ล้งที่ส่งออก” ถ้าทุกคนรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเอง ตัดทุเรียนแก่ที่กินได้จริง ปัญหานี้จะลดลงทันที

ขณะเดียวกันการแข่งขันทุเรียนจากประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มสูงขึ้น อาทิ เวียดนาม กัมพูชา ลาว

ดังนั้น ไทยต้องชูจุดเด่นของทุเรียนไทยที่เป็นเอกลักษณ์ นั่นคือ “ความหลากหลายของทุเรียนไทย” มาใช้เป็นเครื่องมือในการทำการตลาดด้วย ไม่ว่าจะเป็นทุเรียน GI เช่น ทุเรียนป่าละอู ทุเรียนภูเขาไฟ และทุเรียนสายพันธุ์ต่าง ๆ เช่น พวงมณี ชะนี นวลทองจันทร์ ล้วนมีความโดดเด่นทั้งรสชาติและสีสัน

เชื่อว่าความหลากหลายทุเรียนไทย จะสามารถตอบโจทย์รสนิยมของผู้บริโภคได้ในวงกว้าง เช่นเดียวกับการทำตลาดกาแฟหรือไวน์ที่มีรสชาติหลากหลาย เช่น กาแฟคั่วเข้ม คั่วอ่อน หรือไวน์ รสชาติ กลิ่นที่แตกต่างกัน ผู้บริโภคจะเลือกสรรได้ ทำให้ตอบโจทย์ตามรสนิยมของผู้บริโภคระดับโลก

ดังนั้นคุณภาพทุเรียนต้องเป็น Base Line มีความหลากหลาย ทุเรียนจะไม่ใช่สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) อีกต่อไป แต่เป็นสินค้าที่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวอัตลักษณ์ความหลากหลายของทุเรียนแต่ละชนิดได้ เช่น ทุเรียน GI หรือพันธุ์ต่าง ๆ ตามแนวคิด Marketing Sensation ที่ต้องเล่าเรื่องอัตลักษณ์ สร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจ และทำให้ผู้บริโภครู้สึกผูกพัน

BY2 ทุเรียน

Q : การแปรรูปทุเรียนคือหนึ่งในทางรอดหรือไม่

การแปรรูปทุเรียนจำเป็นต้องเตรียมการรองรับ เพราะในอนาคตมีแนวโน้ม
ว่าผลผลิตทุเรียนทวีคูณเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันราคาก็มีแนวโน้มลดลงจนเหลือหลักสิบต่อกิโลกรัม ทำให้ชาวสวนมือใหม่อาจปรับตัวไม่ได้

การแปรรูปไม่ใช่เพียงแค่ทุเรียนทอดอย่างที่เราพบเห็น แต่ต้องศึกษาเทคโนโลยีและนวัตกรรรม เช่น การทำทุเรียน Fresh Cut หรือทุเรียนแกะเนื้อ ต้องมีการศึกษาการฟรีซ การแพ็กกิ้ง การรักษารสชาติและความสดใหม่ หรือผลิตภัณฑ์พรีเมี่ยม เช่น นักเก็ตทุเรียนแล้วส่งทางอากาศ นอกจากนี้ควรต้องมีการศึกษาการแปรรูปและการใช้ประโยชน์จากเปลือกอีกด้วย

Q : ผู้ส่งออก มีบทบาทสำคัญต่อการยกระดับทุเรียนมากน้อยเพียงใด

ผู้ประกอบการส่งออกเป็นกลไกสำคัญในการเลือกคุณภาพสินค้า ปัจจุบันพบปัญหา 2 กรณี คือ 1) ผู้ประกอบการที่กล่าวกันว่าเป็นกลุ่มไทยเทา จีนเทา ใช้การซื้อ-ขายทุเรียนเป็นเครื่องมือแปรเปลี่ยนเป็นการฟอกเงิน หากมีกลไกที่ควบคุมกลุ่มเหล่านี้ได้ จะช่วยให้การส่งออกสินค้าคุณภาพทำได้ง่ายมากขึ้น

2) ผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งเราย้ำเสมอว่าอย่าคิดว่าทุนน้อยแล้วจะเป็นอุปสรรค ถ้าเราทำของ มีคุณภาพ เงินใหญ่จะมาเอง ผู้ประกอบการต้องวางตำแหน่งตัวเองเป็นผู้ขาย ต้องกล้าลุกขึ้นมาเป็นคนขายของคุณภาพ ไม่ใช่เป็นเพียงคนหาของให้เถ้าแก่ ซึ่งทางหอการค้าพร้อมที่จะเป็นตัวกลาง

อย่างไรก็ดี ต้องขอบคุณธนาคารแห่งประเทศจีน (Bank of China-BOC) เชิญหอการค้าจันทบุรีเข้าร่วมประชุม The Eight Hongqiao International Economic Forum, Shanghai เห็นถึงการระดมสรรพกำลังการเงินช่วยผู้ประกอบการอย่างจริงจัง ซึ่งเมืองไทยเราต้องทำให้แข็งแรงกว่านี้ ต้องสนับสนุนผู้ประกอบการอย่างจริงใจให้ลุกขึ้นมาก้าวใหม่อย่างแข็งแรง

BY2 ทุเรียน

Q : ทุเรียนไทยสามารถไปได้ไกลแค่ไหนในตลาดโลก

การขยายทุเรียนไปตลาดต่างประเทศที่นอกเหนือจากตลาดจีน กลุ่มแรกควรเริ่มจากพื้นที่กลุ่มชาวจีนโพ้นทะเล (Overseas Chinese) เช่น ไต้หวัน ฮ่องกง หรือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนตลาดตะวันตกและตะวันออกกลางยังต้องใช้เวลาการทำตลาด

แต่สิ่งสำคัญที่ต้องไม่ลืมและทำก่อน คือ การทำตลาดภายในประเทศ ให้คนไทยได้กินทุเรียนไทยคุณภาพดี แก่ รสชาติอร่อย เพื่อให้คนไทยเป็นแอมบาสซาเดอร์สร้างภาพลักษณ์ที่ดี น่าเชื่อถือในตลาดภายในและกระจายออกไปต่างประเทศ

จริง ๆ แล้ว การแก้ปัญหาคุณภาพทุเรียนไม่ใช่เรื่องซับซ้อน ทุเรียนอ่อน หากมีเทคโนโลยีมาช่วย เช่น เครื่องสแกนก่อนตัด เพื่อจัดการคุณภาพจากต้นทาง (ในสวน) มาถึงล้งก็แค่คัดไซซ์ลงกล่องเท่านั้น ซึ่งการแก้ไขไม่ยาก เพียงแต่เราสร้างความซับซ้อนเอง

BY2 ทุเรียน

Q : มองภาพอนาคตของผลไม้จังหวัดจันทบุรีไว้อย่างไรบ้าง

ด้วยการขับเคลื่อนงานด้านอุตสาหกรรมผลไม้อย่างเป็นระบบ ดังนั้น จึงเสนอ “สถาบันผลไม้เมืองร้อนไทย” ให้เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการภายใต้ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนสู่การเป็นมหานครผลไม้

ไม่ใช่เพียงแค่รวบรวมผลไม้อย่างเดียว แต่จะเป็นเจ้าภาพรวมองค์ความรู้ มีบทบาทการวิจัย พัฒนา ฝึกอบรม ถ่ายทอดความรู้ การสร้างเครือข่าย การสร้างตลาด การสร้างฐานข้อมูล การพัฒนานโยบายและยุทธศาสตร์ รวมถึงการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ได้นำเสนอผ่านการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจจังหวัดจันทบุรี (กรอ.) และหอการค้าไทย ยังไม่เห็นความคืบหน้ามากนัก ล่าสุดได้นำเสนอผ่านคณะกรรมาธิการเกษตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนี้ เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมานี้

ผลไม้เมืองร้อนไทย เป็นอีกหนึ่งกลไกหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยที่ต้องได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจัง สถาบันผลไม้เมืองร้อนไทย จะเป็นเจ้าภาพรวมองค์ความรู้ ควบคุม คุณภาพ การผลิต การตลาด การแปรรูปอย่างเบ็ดเสร็จและการแชร์ประสบการณ์ สินค้าผลไม้โดยรวมของไทยทำรายได้อเป็นอันดับหนึ่ง

ทั้งทุเรียน เงาะ มังคุด ลำไย ชมพู่ ส้ม มะพร้าว ที่ให้ผลผลิตออกมาทั้งปี เป็น Tropical Fruit หน่วยงานต้องสร้างการรับรู้ความเป็น Gloden Year ของผลไม้ไทยที่ตลาดปลายทาง ไม่ใช่แค่ Gloden Week